ทวนยาวจ่ออยู่หน้าลำคอของเหลิ่งป้ายไม่ลดถอน มุมปากของไป๋ซันขยับยกขึ้นด้วยความพอใจขณะจ้องมองใบหน้าที่ค่อนข้างแข็งทื่อของคู่ต่อสู้ เขาหันไปศีรษะเล็กน้อย เหลือบตากวาดมองไปทางเซียวเอี๋ยน เมื่อเห็นซู่เซียวและนักเรียนรุ่นพี่ทั้งสามล้มกองอยู่ข้างๆ  ความภาคภูมิใจบนมุมปากจึงค่อยๆ จางลง  ความเย็นชาและความริษยาฉายวูบขึ้นในดวงตาอย่างช่วยไม่ได้ เขา, ผู้มีนิสัยเย่อหยิ่ง ช่างไม่ชอบความรู้สึกที่กำลังถูกใครบางคนกดข่มเอาไว้เสียจริง  ที่ผ่านมา ในโรงเรียนส่วนนอก เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเรียนที่โดดเด่นที่สุด ได้รับสายตาที่เคารพนับถือจากนักเรียนทุกคน  การปฏิบัติเช่นนี้ถูกทำลายลงในทันทีหลังการปรากฏกายของเซียวเอี๋ยน  นี่ทำให้ในอกของเขา, ซึ่งมิได้กว้างนัก ไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อเซียวเอี๋ยนแม้แต่น้อย

(ใจแคบ)

 

แม้เขาจะได้ประโยชน์ไม่น้อยจากการติดตามเซียวเอี๋ยนมาตลอดการเดินทางครั้งนี้ หัวใจของเขากลับคิดเพียงว่า  เป็นเพราะพวกเขาต่างมีในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ  เซียวเอี๋ยนไม่ต้องการอะไรนอกไปจากการหยิบยืมพลังของเขาแย่งชิง “พลังงานเพลิง” จากนักเรียนรุ่นพี่เพื่อตอบสนองความต้องการของตน   ภายในหัวใจของไป๋ซัน เขาไม่เคยถือว่าอีกฝ่ายเป็นหัวหน้ากลุ่มจริงๆ  เพียงต่างใช้อีกฝ่ายเพื่อสิ่งที่ตนต้องการ

 

“อย่างไรก็ตาม ผู้ชนะที่ยอดเยี่ยมที่สุดยังคงเป็นเขา...”  ดวงตาของไป๋ซันกวาดมองนักเรียนใหม่หลายคน เขาเห็นความเคารพเลื่อมใสต่อเซียวเอี๋ยนในแววตาของคนเหล่านั้น  เห็นได้ชัด ความกล้าหาญและวิธีแก้ปัญหาที่เซียวเอี๋ยนแสดงออกมาเพื่อต่อกรกับกลุ่มนักเรียนรุ่นพี่ได้รับการสนับสนุนจากพวกนักเรียนใหม่ มันถ่ายทอดออกมาจากหัวใจของพวกเขาอย่างชัดเจน

 

“เจ้าลูกกำพร้าพวกนี้หลงลืมไปเสียสนิทแล้วว่าหากไม่มีพวกเรา เซียวเอี๋ยนก็ไม่มีวันที่จะทำสำเร็จได้ด้วยลำพังตัวเขาคนเดียว!”  ไป๋ซันกัดฟันกรอด ความโกรธที่เก็บงำอยู่ในหัวใจมาเป็นเวลานาน บัดนี้ทะลักล้นออกมาอย่างไม่อาจจะยับยั้งไว้ได้  ในขณะที่เขายิ่งโมโหขึ้นในหัวใจ สายตาก็พลันเย็นชา เขากำทวนยาวในมือแน่นและก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง ทวนยาวฟาดขวางออกไป กระแทกเข้าใส่ทรวงอกของเหลิ่งป้ายที่ยอมแพ้ไปแล้วและมิได้ป้องกันตัวแต่อย่างใดอย่างหนักหน่วง  ใบหน้าของอีกฝ่ายพลันแดงก่ำและกระอักเอาเลือดสดๆ ออกมา  เขาเสียหลักซวนเซไปข้างหลังหลายก้าวและในที่สุดล้มลงนั่งกับพื้น  ครั้นแล้ว เขาเงยศีรษะขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเดือดดาลใจ

 

“เจ้ามองหาอะไร?  ไม่พอใจรึ?”  ไป๋ซันหัวเราะเย็นชาเมื่อเห็นดวงตาโกรธเกรี้ยวของเหลิ่งป้าย  เขาก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่งและกำลังจะระบายความขุ่นเคืองในหัวใจของตนออกไปเมื่อเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านเข้ามา  เสียงทุ้มต่ำของเซียวเอี๋ยนดังขึ้น  “เขายอมแพ้ไปแล้ว เหตุใดเจ้ายังลงมือกับเขาอีก?  มีอันใดน่าสรรเสริญหากลงมือกับคนที่บาดเจ็บไม่มีทางสู้?”

 

“ฮึ่ม”  การขัดขวางจากเซียวเอี๋ยนเป็นเหตุให้ทวนยาวในมือของไป๋ซันสั่นสะท้าน  เขาสูดหายใจลึกคำหนึ่งเข้าปอด  ปิดบังความโกรธเกรี้ยวในหัวใจ  เขาทำเสียงฮึขึ้นจมูกคราหนึ่ง  จึงถือทวนยาวในมือหมุนกายและพุ่งตัวเข้าไปในลานต่อสู้ระหว่างนักเรียนรุ่นพี่และนักเรียนใหม่  ทวนยาวส่งเสียงชี่ๆ ดูน่าเกรงขามราวกับพญางูสีเงินตัวหนึ่ง

 

เซียวเอี๋ยนมีใบหน้าบูดบึ้งขณะจ้องมองไป๋ซันจากไป  เขาพลันชำเลืองมองไปทางอู๋เฮ่าซึ่งกำลังเข้าสู่การต่อสู้ช่วงสุดท้าย  เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะได้ชัยชนะแล้ว  เซียวเอี๋ยนจึงหันกลับมามองดูใบหน้าที่โกรธแค้นของเหลิ่งป้าย  เขาสะบัดมือคราหนึ่ง  โยนยารักษาบาดแผลขวดหนึ่งออกไป

 

เหลิ่งป้ายตกใจหลังจากรับยารักษาขวดนั้นมา ความโกรธแค้นบนใบหน้าค่อยๆ ลดลง เขามิได้คืนยาขวดนั้น ตรงกันข้าม เขาแหวกเสื้อของตนและเทยาน้ำที่เย็นราวกับน้ำแข็งลงบนบาดแผลที่กำลังมีเลือดสดๆ ไหลรินออกมา จากนั้นจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นิ้วๆ หนึ่งแตะลงบนแหวนเก็บของๆ ตนและแสงสว่างสีน้ำเงินอ่อนสายหนึ่งก็พลันพุ่งยิงไปทางเซียวเอี๋ยน

 

เซียวเอี๋ยนยื่นมือออกไปคว้าแสงสว่างสีน้ำเงินนั้นไว้ เขามองดูมันคราหนึ่งจึงพบว่ามันก็คือแผ่นผลึกเพลิงสีน้ำเงินอ่อนใบหนึ่งนั่นเอง ตัวเลขบนแผ่นผลึกเพลิงมีจำนวนถึงแปดสิบหกแต้ม ในบรรดาแผ่นผลึกเพลิงที่เซียวเอี๋ยนได้เห็นมาในระหว่างนี้ นี่เป็นจำนวนที่มากที่สุดที่เขาได้เห็น

 

เซียวเอี๋ยนถือแผ่นผลึกเพลิงไว้ มิได้ทำตัวราวนักบุญผู้หนึ่งโดยการคืนมันกลับไป สิ่งนี้เป็นรางวัลแห่งชัยชนะที่ได้มาและมิใช่ของเขาเพียงคนเดียว ดังนั้น เขาจึงเพียงยกสองมือขึ้นคำนับแก่เหลิ่งป้ายเพื่อขอบคุณเขา

 

“เพื่อนของเจ้าผู้นั้นก็ไม่เท่าไหร่ ฝากบอกเขาด้วย ข้าจะใช้คืนทวนยาวที่ทำร้ายข้าในวันนี้ให้สาสม” เหลิ่งป้ายเงยศีรษะขึ้นพิงโคนไม้ขณะพูดเบาๆ

 

“ข้าขออภัย” เซียวเอี๋ยนถอนหายใจ  ไป๋ซันทำเช่นนี้นับว่าเกินไปจริงๆ  หากเขาทำร้ายเหลิ่งป้ายจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ในระหว่างการต่อสู้ ก็คงไม่มีผู้ใดจะกล่าวโทษเขาได้  แต่ทว่า เขาลงมือทำร้ายคู่ต่อสู้ที่ยอมแพ้ไปแล้วและลดการป้องกันตัวอยู่  นี่จึงนับว่ามิได้ทำตามกฎกติกาอันดีโดยแท้

 

“แม้เจ้าจะอาศัยพลังของพวกนักเรียนใหม่เพื่อเอาชนะพวกเราทั้งสามกลุ่ม ก็เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะได้รางวัลและกลับเข้าสู่โรงเรียนส่วนใน”  สายตาของเหลิ่งป้ายหยุดอยู่ที่บริเวณลานต่อสู้ระหว่างอู๋เฮ่าและซิวเอี้ยน  ที่บริเวณนั้น ซิวเอี้ยนมีท่าทีอ่อนกำลังลงในการปะทะระหว่างคนทั้งสอง

 

“ข้ารู้ ยังมีรุ่นพี่อีกสองกลุ่มที่ชื่อ “ด่านปีศาจดำ-ขาว”  เซียวเอี๋ยนยักไหล่และตอบ

 

“ดูท่าว่าเจ้าจะรู้เรื่องราวไม่น้อย”  เหลิ่งป้ายเลิกสองคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดของเซียวเอี๋ยน  เขารู้สึกอัศจรรย์ใจไม่น้อย

 

“สิ่งที่ข้าเพิ่งบอกไปเมื่อครู่มิใช่คำพูดโอ้อวด  สิ่งที่เรียกว่า “การแข่งล่าพลังงานเพลิง” นี้ ถูกจัดขึ้นโดยโรงเรียนส่วนในอย่างมีวัตถุประสงค์  เพราะว่านักเรียนใหม่มากมายล้วนเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตนในยามที่มาถึงโรงเรียนส่วนใน  ดังนั้น ทางโรงเรียนฯ จึงตัดสินใจใช้การแข่งล่าพลังงานเพลิงนี้ เพื่อให้พวกรุ่นพี่ได้ตัดทอนเรี่ยวแรงของนักเรียนใหม่ในป่า  ดังนั้น เพียงการพูดจึงง่ายกว่าลงมือกระทำ ในอันที่จะฝืนบุกออกไปจากป่าแห่งนี้ได้”

 

“ข้าก็แค่ไม่อยากให้พวกเราถูกปล้นจนไม่เหลืออะไรก่อนที่จะได้เข้าสู่โรงเรียนส่วนใน  ยิ่งไปกว่านั้น ข้าต้องขอบอกว่า วิธีการที่ว่านี้ ที่ให้พวกรุ่นพี่เช่นท่านมาตัดทอนเรี่ยวแรงของนักเรียนใหม่เช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจนัก  บางที อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาเคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อนในอดีต  พวกเขาจึงคิดอยากที่จะแก้แค้นเอากับพวกนักเรียนใหม่  อย่างไรก็ตาม วิธีปฏิบัติที่สืบทอดต่อกันมานี้ช่างไม่เข้าท่าเอาเสียเลย  ต่อให้พวกเราไม่ตอบโต้ในครั้งนี้  ก็คงจะต้องมีนักเรียนใหม่สักคนที่นำคณะเข้าขัดขืน”  เซียวเอี๋ยนเอ่ยช้าๆ สายตาจ้องมองอู๋เฮ่าที่สามารถสั่นคลอนซิวเอี้ยนได้ในฝ่ามือเดียวจนกระทั่งอีกฝ่ายต้องถอยร่นไปกว่าสิบก้าว  ในหัวใจ เขารู้ดีว่าผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ถูกกำหนดออกมาแล้ว

 

เหลิ่งป้ายนิ่งเงียบไป  เขาเองก็เข้าใจดีว่าในบรรดานักเรียนรุ่นพี่ที่สมัครเข้าร่วมการแข่งล่าพลังงานเพลิง  ไม่เพียงเพื่อจะช่วงชิงพลังงานเพลิง  บางคนก็ตั้งใจเข้าร่วมเพราะพวกเขาต้องการที่จะลบเลือนบาดแผลในหัวใจของตนเป็นหลัก

 

“เอาล่ะ  การต่อสู้ที่นี่ก็นับได้ว่าจบลงแล้ว”  เซียวเอี๋ยนผ่อนลมหายใจออกมา  เขาหันไปทางลานต่อสู้ที่ออกจะชุลมุนวุ่นวาย บริเวณนั้นมีเซวี่ยนเอ๋อ หูเจียและไป๋ซันกำลังร่วมต่อสู้  นักเรียนรุ่นพี่หลายคนจากโรงเรียนส่วนในที่ต้องกล้ำกลืนความขมขื่นใจไว้  ในที่สุดไม่อาจฝืนอยู่ในสภาพที่จนมุมเช่นนี้ต่อไปได้  หลังจากอาศัยรังสีดุร้ายชนิดหนึ่งทำร้ายนักเรียนใหม่ได้สองสามคน  พวกเขาก็ถูกปราบปรามลงได้ราบคาบแล้วในที่สุด

 

“อา ช่างเสียหายย่ำแย่นัก...  นักเรียนรุ่นพี่เหล่านี้แข็งแกร่งจริง  โรงเรียนส่วนในนับว่าเป็นสถานที่อันยอดเยี่ยมในการบ่มเพาะผู้คนโดยแท้”  สายตาของเซียวเอี๋ยนกวาดมองลานโล่งและได้แต่ส่ายศีรษะ  เหลือนักเรียนใหม่ไม่ถึงสิบห้าคน  จากจำนวนทั้งหมดราวสี่สิบคน  ที่ยังยืนอยู่ได้หลังเอาชนะนักเรียนรุ่นพี่สิบสองคนที่ร่วมมือกันได้เป็นอย่างดี  นักเรียนทุกคนที่เหลืออยู่ต่างเสียพลังต่อสู้และนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นเพราะอาการบาดเจ็บ

 

ชั่วขณะที่นักเรียนรุ่นพี่คนสุดท้ายล้มลงกองกับพื้น  เสียงโห่ร้องดีใจที่เติมด้วยความเจ็บปวดพลันดังขึ้นบนลานโล่งแห่งนี้  นักเรียนใหม่สิบกว่าคนที่ยังพอจะเคลื่อนไหวได้ อดไม่ได้ที่จะพากันบังเกิดความตื่นเต้นขึ้นในหัวใจขณะส่งเสียงหัวเราะดีใจออกมา  พริบตาเดียว บรรยากาศเปี่ยมสุขกระจายเข้าครอบคลุมบรรยากาศอันร้อนเร่าที่เคยมีมา

 

“ฮ่าๆ ทุกคน  สำรวจเพื่อนๆ ของพวกเจ้าก่อน  ทายารักษาบาดแผลให้แก่พวกเขา  คนที่เหลือควรจะไปรวบรวมพลังงานเพลิงมาจากนักเรียนรุ่นพี่  ในเมื่อพวกเราเป็นฝ่ายได้ชัยชนะ ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่พวกเราควรจะมาเริ่มแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้มา”  เซียวเอี๋ยนเงยศีรษะขึ้นจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของนักเรียนใหม่และยิ้ม  เขาก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่งช้าๆ  และล้วงเอายารักษาอาการบาดเจ็บออกมาจำนวนมากจากแหวนเก็บของ  เขาวางพวกมันลงบนหินก้อนหนึ่งและยิ้มขณะเอ่ยกับทุกคน

 

“ตกลง!”  ในขณะนี้  ทุกคนย่อมเชื่อฟังคำสั่งของเซียวเอี๋ยนหลังผ่านการตอบโต้ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้  ดังนั้น ทุกคนจึงตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพรียงเมื่อได้ยินคำพูดของเขาและพลันทำตามคำสั่งของเขาในทันที  พริบตาเดียว ลานว่างเปล่าก็ดูวุ่นวายขึ้นมาอีกคราหนึ่ง

 

“พวกเจ้าไม่เป็นไรนะ?”  เซียวเอี๋ยนยิ้มแย้มและเอ่ยถามออกไปเมื่อเห็นเซวี่ยนเอ๋อ หูเจียและอู๋เฮ่ากำลังเดินตรงมาทางเขา

 

คนทั้งสามพยักหน้า  เซวี่ยนเอ๋อและหูเจียยังดูปกติดี  ทว่าอู๋เฮ่าหายใจหอบเล็กน้อย  เห็นได้ชัด การปะทะกับซิวเอี้ยนเมื่อครู่สิ้นเปลืองเต๋าชี่และพละกำลังกายของเขาไปมากมาย

 

เซียวเอี๋ยนแตะมือลงบนแหวนเก็บของและขวดหยกเล็กๆ ใบหนึ่งปรากฏออกมา  เขาเอียงมันลงเล็กน้อย เทยาฟื้นฟูพลังชี่สามเม็ดออกมาส่งมอบให้แก่คนทั้งสาม  “สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเราฟื้นฟูพลังชี่ของตนได้อย่างรวดเร็ว กินมันซะ”

 

เซวี่ยนเอ๋อยิ้มและรับยาเม็ดนั้นมา  นางไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย โยนยาเข้าปากไปตรงๆ

 

อีกด้านหนึ่ง  หูเจียและอู๋เฮ่าลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะหยิบมาเม็ดหนึ่งและเอ่ยขอบคุณเซียวเอี๋ยนเบาๆ

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มแย้มไม่ใส่ใจ  เงยหน้าขึ้นและอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมายาวเหยียดขณะจ้องมองการรักษาพยาบาลที่วุ่นวายอยู่  พวกเขาในที่สุดก็สามารถจัดการรุ่นพี่ทั้งสามกลุ่มได้สำเร็จ  ถัดไป หากพวกเขามีเวลาพักผ่อนสักวันหนึ่ง ก็คงสามารถทะลวงเข้าปะทะกับกลุ่ม “ด่านปีศาจดำ-ขาว” ได้

 

“หึหึ พวกเขามีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ สามารถเอาชนะรุ่นพี่ทั้งสามกลุ่มได้”  ผู้เฒ่าทั้งสองบนยอดไม้ใหญ่ต้นหนึ่งในผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลค่อยๆ ลืมตาขึ้น  พวกเขาสบตากันและพากันส่ายศีรษะขณะเอ่ยพร้อมยิ้มแย้มออกมาด้วยความอัศจรรย์ใจ

 

“พลังของเด็กที่ชื่อเซียวเอี๋ยนผู้นี้ดูท่าว่าจะแข็งแกร่งไม่เบา  เขากลับสามารถเอาชนะซู่เซียวได้อย่างรวดเร็ว  แม้เขาจะใช้กลเม็ดพิเศษจากเคล็ดวิชาคลื่นเสียง  การโจมตีอันหมดจดของเขาและสายตาอันแหลมคมนั้น  เป็นสิ่งที่แม้กระทั่งนักเรียนเก่าบางคนในโรงเรียนส่วนในก็ไม่อาจทำได้”  ผู้เฒ่าท่านหนึ่งชื่นชม

 

“เคะๆ ถูกต้องๆ  บางที หลังการแข่งล่าพลังงานเพลิงในครั้งนี้สิ้นสุดลง  พวกเราน่าจะให้เจ้าเฒ่าหูกันผู้นั้นส่งข้อมูลเกี่ยวกับเด็กคนนี้มาให้ดูบ้าง  ข้าคิดว่าด้วยศักยภาพของเขา  เขาอาจจะสามารถก้าวเข้าสู่สิบอันดับสูงสุดของทำเนียบยอดฝีมือหลังผ่านการฝึกฝนจากโรงเรียนส่วนในได้”  ผู้เฒ่าอีกท่านหนึ่งพยักหน้าเล็กน้อยและเอ่ยพร้อมยิ้มแย้ม

 

“ใช่แล้ว”  ผู้เฒ่าอีกท่านหนึ่งพยักหน้าน้อยๆ  เขาบิดขี้เกียจและกล่าว “อย่างไรก็ตาม โชคของนักเรียนใหม่เหล่านี้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว “ด่านปีศาจดำ-ขาว” ในปีนี้มีนักเรียนกล้าแกร่งหลายคนที่ชอบไปหาพลังงานเพลิงจากในสนามประลอง..   นั่นอะไรกัน?”

 

ก่อนที่คำพูดทั้งหมดจะสิ้นสุดลง สีหน้าของชายสูงวัยผู้หนึ่งพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย  น้ำเสียงตกใจดังออกจากปาก  เขาเอียงศีรษะและสบตากับผู้เฒ่าอีกท่านหนึ่งก่อนที่จะพูดออกมาด้วยท