Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

ณ ดินแดนซึ่งไร้ปาฏิหารย์ ดินแดนซึ่งผู้แข็งแกร่งเท่านั้น คือผู้ตั้งกฎ ผู้อ่อนแอจะต้องจำนน  ดินแดนซึ่งเต็มไปด้วยสถานที่อันงดงามและทรัพย์สมบัติล้ำค่าดึงดูดใจ ทั้งยังเต็มไปด้วยอันตรายที่แฝงซ่อนอยู่

เมื่อ ๓ ปีก่อน เซียวเอี๋ยน เด็กหนุ่มผู้ฉายแววแห่งอัจฉริยะหาตัวจับยากในรอบหลายทศวรรษมานี้ ต้องสูญเสียทุกสิ่งไปอย่างกะทันหัน พลัง ชื่อเสียง และคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับมารดาของเขา เวทมนตร์ใดหนอ ที่สาปแช่งให้เขาต้องสูญเสียพลังวัตรในตัวทั้งหมดไป และเหตุใด คู่หมั้นของเขาจึงปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน.....

เบื้องหน้าเสาหินวิเศษแห่งการทดสอบเลื่อนขั้น ปรากฏคำพูดอันแสนเจ็บปวดขึ้นมา ๕ คำ เด็กหนุ่มยืนเผชิญหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก ริมฝีปากเม้มหยัน มือกำแน่น เจ็บปวดด้วยปลายเล็บอันแหลมคมที่จิกลึกลงไปในฝ่ามือ

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ยืนอยู่ข้างๆ เสาหินวิเศษแห่งการทดสอบเลื่อนขั้น เขามองตัวอักษรเบื้องหน้าที่ปรากฏ และประกาศด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่ง “เซียวเอี๋ยน - เต๋าจื่อลี่ – ระดับสาม – ระดับ:ต่ำ!”  

 

ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ ผู้คนที่ชุมนุมอยู่โดยรอบจัตุรัสก็เริ่มส่งเสียงวุ่นวายเยาะหยันเด็กหนุ่ม

“ระดับสามหรือ? อืมมม อย่างที่คิด พ่อ”อัจฉริยะ” คนนี้ตกต่ำลงมาอีกระดับหนึ่งแล้ว”

“อา เจ้าขยะผู้นี้ ช่างนำความเสื่อมเสียให้กับวงศ์ตระกูลยิ่งนัก”

“ถ้าบิดาของมันไม่ใช่ผู้นำตระกูล ขยะแบบนี้คงจะโดนจับโยนออกจากตระกูลไปนานแล้ว ไม่มีใครเห็นใจมันหรอก และก็คงจะไม่มีคนที่ทำตัวเหมือนปลิงคอยเกาะครอบครัวแบบนี้”

“เป็นไปได้ยังไง อัจฉริยะชื่อดังแห่งเมืองวูตัน สอบตกแล้วสอบตกอีกในหลายปีที่ผ่านมานี้?”

“ใครจะรู้ล่ะ? เค้าอาจจะทำอะไรไม่ดีจนสวรรค์เบื้องบนลงโทษเอาก็ได้นะ”

เสียงหัวเราะเยาะเย้ย และคำพูดถากถางพุ่งตรงมายังเด็กหนุ่มจากทั่วทุกทิศ มันสะท้อนก้องไปมาในหูของเขา เช่นเดียวกับที่มันเสียดแทงเข้าไปในหัวใจ เขาทำอะไรไม่ได้ นอกจากสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างหนักหน่วง

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น  เผยให้เห็นใบหน้าอันแบบบางและอ่อนเยาว์ นัยน์ตาคมดำขลับชำเลืองมองผ่านเหล่าเด็กหนุ่มสาวในวัยเดียวกันที่เยาะเย้ยเขา ริมฝีปากซึ่งเคยเม้มยิ้มหยันตนเองแปรเปลี่ยนเต็มไปด้วยความขมขื่น

“เจ้าพวกนี้นี่ ทำไมช่างเย็นชานัก? หรือเป็นเพราะเมื่อ ๓ ปีก่อน พวกมันส่งยิ้มให้ข้าด้วยความรู้สึกอันต้อยต่ำของตัวเอง มาบัดนี้จึงอยากจะเอาคืนบ้าง?” ด้วยรอยยิ้มอันขื่นขม เซียวเอี๋ยนหมุนตัวและเดินกลับไปที่กลุ่มคนดู ทีท่าหงอยเหงาของเขา ช่างไม่เข้ากันกับบรรยากาศที่กำลังอึกทึกอยู่โดยรอบเอาเสียเลย

“คนต่อไป เซียวเม่ย”

สิ้นเสียงผู้คุมสอบ ดรุณีน้อยนางหนึ่งพุ่งออกมาจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว วินาทีที่นางพุ่งขึ้นไปถึงบนเวที เสียงพึมพำพูดคุยโดยรอบเงียบลง และสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังใบหน้าของนาง

แม้ดรุณีนางนี้เพิ่งอายุไม่เกิน ๑๔ ปี แม้ความงามของนางจะไม่โดดเด่น  ทว่าใบหน้าเล็กๆ ราวเด็กไร้เดียงสาของนางก็ดึงดูดสายตาของผู้ชมยิ่งนัก

นางสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและยืนมือเรียวเล็กออกไปแตะเสาหินสีดำแห่งการทดสอบ นางหลับตาลงด้วยใจอันสงบ เสี้ยววินาทีที่นางหลับตาลง เสาแห่งการทดสอบก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

“เต๋าจื่อลี่ ระดับ ๗!”

“เซียวเม่ย เต๋าจื่อลี่ ระดับเจ็ด ระดับ: สูง”

“เย้” ได้ยินเสียงผู้คุมสอบประกาศผล เด็กสาวยิ้มภาคภูมิใจ

“ระดับ ๗ เต๋าจื่อลี่ โอ ช่างน่าประทับใจ  ในอัตราก้าวหน้าเช่นนี้ ภายใน ๓ ปีข้างหน้า นางต้องได้เป็นเต๋าเจ่อเต็มตัวอย่างแน่นอน”

“นางสมกับเป็นเด็กรุ่นใหม่ของตระกูล”

เมื่อได้ยินเสียงชื่นชมดังมาจากฝูงชน เด็กสาวยิ้มกว้างขึ้น อา ความยโสโอหัง ความรู้สึกที่เด็กสาวมากมายยากจะทนทานได้

ขณะที่กำลังพูดคุยอยู่กับกลุ่มพี่น้องหญิง นางกวาดสายตามองไปโดยรอบและหยุดลงที่เด็กหนุ่มผู้แยกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง

นางขมวดคิ้วชั่วครู่หนึ่ง และในที่สุดหักห้ามใจมิให้เดินเข้าไปหา ระหว่างนางและเด็กหนุ่มผู้นั้น ได้เกิดช่องว่างแห่งความห่างเหินมานานแล้ว พิจารณาผลงานในรอบหลายปีที่ผ่านมาของเซียวเอี๋ยน  เมื่อพิธีฉลองวัย (สู่ความเป็นผู้ใหญ่) มาถึง เขาจะเป็นได้แค่ชนชั้นระดับต่ำในตระกูล ส่วนนาง, ด้วยความสามารถของนาง, จะต้องได้เป็นชนชั้นสูงและจะต้องได้รับการฝึกให้เป็นนักยุทธ์อย่างแน่นอน อนาคตของนางจะต้องรุ่งโรจน์ไร้ข้อจำกัด

“อา..” ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายได้ปรากฏขึ้น  เซียวเม่ยย้อนระลึกถึงเด็กหนุ่มเมื่อ ๓ ปีก่อน ผู้เปี่ยมไปด้วยพลังและความภาคภูมิ เขาเริ่มฝึกฝนการต่อสู้ตั้งแต่อายุได้เพียง ๔ ปี ขึ้นสู่ระดับ ๙ ของเต๋าจื่อลี่เมื่ออายุ ๑๐ ปี และเมื่ออายุได้ ๑๑ ปี เขาทะลายกำแพงเต๋าจื่อลี่ระดับ ๑๐ และทะลวงขึ้นสู่เต๋าจื่อชี่จูได้สำเร็จ เขากลายเป็นเต๋าเจ่อที่อายุน้อยที่สุดในตระกูลในรอบร้อยปี

ในเวลานั้น ความมั่นใจในตัวเองอันเต็มเปี่ยมด้วยพลังของเขา เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจเด็กสาวในวัยดรุณนับไม่ถ้วน รวมทั้งเซียวเม่ย

อย่างไรก็ตาม ตำนานชีวิตของอัจฉริยะน้อยนั้นได้ผ่านพ้นไปกับสายลมแล้ว เมื่อ ๓ ปีก่อน หนุ่มน้อยอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงและอยู่บนจุดสูงสุด เหมือนดังถูกสาปแช่งด้วยสายลมแห่งโชคชะตาอันโหดร้าย สิ่งที่เขาทุ่มเทฝึกฝนและก้าวไปถึงระดับเต๋าเจ่อชี่จูภายในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาได้สูญสลาย หายไปอย่างไร้ร่องรอย พลังวัตรเต๋าจื่อลี่ทั้งหมดในร่างกายของเขาค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปและถูกแทนที่ด้วยความเวทนาที่เพิ่มพูนขึ้นโดยลำดับ

ผลของการสูญเสียพลังเต๋าจื่อลี่ ร่างกายของเขาก็ค่อยๆ อ่อนแอลงไปด้วย

จากตำแหน่งอัจฉริยะน้อย เพียงชั่วข้ามคืน เขากลับตกต่ำลงยิ่งกว่าคนธรรมดา ปัญหาอันหนักหน่วงเช่นนี้ ยากที่เด็กหนุ่มผู้หนึ่งจะทนทานรับได้ เขาหมดความพยายามที่จะฝึกฝนยุทธ์ต่อไป ความยำเกรงที่เคยได้รับก็แปรเปลี่ยนเป็นความรังเกียจเดียดฉันท์

ยืนอยู่บนจุดที่สูงยิ่ง และก็ตกลงสู่ที่ต่ำ – ความรู้สึกเช่นนี้ ยากจะลุกขึ้นยืนหยัดได้ยิ่งนัก

“คนถัดไป เซียวเซวียนเอ๋อ”

ท่ามกลางเสียงพูดคุยอันสับสนวุ่นวาย เสียงผู้คุมสอบดังขึ้นอีกคราหนึ่ง

สิ้นเสียงประกาศชื่ออันน่าเลื่อมใส ผู้คนต่างเงียบเสียงลงโดยพลัน สายตาทุกคู่จับจ้อง

ท่ามกลางจุดที่ได้รับความสนใจ  เป็นดรุณีน้อยงดงามนางหนึ่ง แต่งกายในชุดสีม่วง ยืนโดดเด่นอยู่ ด้วยใบหน้าสงบเรียบ อ่อนโยน  บริสุทธิ์ ไม่มีที่ติ ไม่สะทกสะท้านต่อสายตาของฝูงชนที่จับจ้องมา

ความสงบและอารมณ์อันมั่นคงไม่ไหวหวั่นของนาง เปรียบดังดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน  ด้วยวัยเพียงเท่านี้ นางมีภาพลักษณ์ดังสุภาพสตรีสูงศักดิ์ปรากฏชัดแจ้ง ยากที่จะจินตนาการยิ่งนักว่าเมื่อนางเจริญวัยขึ้น นางจะมีอิทธิพลต่อเมืองนี้สักเพียงใด

ดรุณีในชุดสีม่วงนางนี้ หากเปรียบเทียบความงามกับเซียวเม่ย นางก็เหนือกว่าหลายขุมนัก ไม่แปลกใจเลยกับปฏิกิริยาของผู้คนทั้งหลาย

ดรุณีน้อยเซียวเซวียนเอ๋อค่อยๆ ก้าวขึ้นไปยืนเบื้องหน้าเสาแห่งการทดสอบอย่างนุ่มนวลอ่อนช้อย นางยื่นมืออันเรียวเล็กออกมา ปลายแขนเสื้อสีม่วงสลับลวดลายสีดำและเส้นไหมสีทองที่ร่นเข้าและทิ้งชายลง เผยให้เห็นข้อมือขาวผ่องราวหิมะ นางแตะเสาแห่งการทดสอบอย่างเบามือ

ท่ามกลางความเงียบสงัด เสาแห่งการทดสอบเรืองแสงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

“เต๋าจื่อลี่ ระดับ ๙ ระดับ-สูง”

คำจารึกที่ปรากฏบนเสาหินทำให้ทั่วทั้งจัตุรัสต่างเงียบงันนิ่งสนิท

“... นาง ก้าวถึงระดับ ๙ แล้วจริงๆ ช่างน่าตกใจยิ่งนัก ตำแหน่งผู้เยาว์ระดับสูงที่อายุน้อยที่สุดคงถูกแทนที่โดยนางอย่างไม่ต้องสงสัย เซียวเซวียนเอ๋อ” หลังความเงียบผ่านพ้นไป วัยรุ่นคะนองหลายคนอดไม่ได้ ต่างก็ผิวปากโห่ร้อง สายตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและเกรงขาม

พลังเต๋าจื่อลี่เป็นลำดับสำคัญก่อนจะก้าวไปสู่พลังในระดับเต๋าเจ่อ เต๋าจื่อลี่แบ่งเป็น ๑๐ ระดับ เมื่อร่างกายก้าวไปถึงระดับ ๑๐ ของเต๋าจื่อลี่ มันสามารถควบคุมเต๋าเจ่อชีจูและเลื่อนขึ้นสู่ระดับขั้นเต๋าเจ่อได้

ท่ามกลางฝูงชนในขณะนั้น เซียวเม่ยจ้องมองดรุณีในชุดสีม่วงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเสาแห่งการทดสอบด้วยความอิจฉาส่วนหนึ่ง

ผู้คุมสอบผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นปกติมองไปยังผลลัพท์บนเสาแห่งการทดสอบ เขาหันหน้าไปหานางและแสดงความยินดี

“แม่นางเซวียนเอ๋อ อีกครึ่งปีจากนี้ไป เจ้าจะสามารถควบรวมพลังเต๋าชี่เจ่อจู ถ้าเจ้าทำได้สำเร็จ เจ้าจะกลายเป็นเต๋าเจ่อได้ด้วยวัยเพียง ๑๔ ปีเป็นคนที่ ๒ ในตระกูลเซียว

แน่นอน เป็นคนที่ ๒ คนแรกย่อมเป็นอัจฉริยะตกกระป๋อง – เซียวเอี๋ยน

“ขอบคุณ” เด็กสาวพยักหน้าอ่อนหวาน ใบหน้าเรียบเฉยของนางปรากฏร่องรอยดีใจเล็กน้อยเพราะการชมเชยจากเขา  นางหันหลังกลับเงียบๆ และในท่ามกลางสายตาที่แสดงความสนใจ นางค่อยๆ เดินตรงไปยังเด็กหนุ่มที่ถูกข่มอยู่ด้านหลังกลุ่ม

“พี่เซียวเอี๋ยน” นางเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเด็กหนุ่ม มองหน้าเขาและโค้งคำนับด้วยความเคารพ ความงามของนาง ใบหน้าที่สุภาพนุ่มนวลของนาง ปรากฏรอยยิ้มงดงามซึ่งสามารถทำให้เด็กสาวทุกคนโดยรอบอิจฉา

“ข้ามีคุณสมบัติอะไรที่จะให้เจ้าเรียกข้าเช่นนี้ได้?” เขามองหน้าเด็กสาวที่เปรียบดังไข่มุกล้ำค่าของตระกูล นางรู้สึกเศร้าใจยิ่งนักในชั่ววูบหนึ่ง .. ยังคงพูดต่อไปด้วยท่าทีอ่อนน้อม

“พี่เซียวเอี๋ยน ท่านเคยบอกกับเซวียนเอ๋อก่อนหน้านี้ – ก่อนจะหยิบอะไร มือเราต้องว่างก่อน บุคคลจะเป็นอิสระได้ เมื่อเขาสามารถวางทุกสิ่งลงได้ – “ เซียวเซวียนเอ๋อพูดอย่างสุภาพ รอยยิ้มของนางเต็มไปด้วยความอบอุ่น 

“ฮ่าๆ ว่างจริงๆ? ข้าแค่รู้จักพูด มองดูข้าตอนนี้สิ ข้าดูเหมือนอิสรชนหรือไม่? คำพูดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าเป็นในตอนนี้” เซียวเอี๋ยนหัวเราะกับตัวเอง พูดอย่างท้อแท้ 

ต่อหน้าอารมณ์อันหดหู่ของเซียวเอี๋ยน เซียวเซวียนเอ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย และนางเริ่มพูดอย่างจริงจังว่า

“พี่เซียวเอี๋ยน แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ท่าน เซวียนเอ๋อก็เชื่อมั่นว่าท่านจะลุกขึ้นยืนหยัดได้อีกครั้งหนึ่งและเอาสิ่งที่ท่านสูญเสียไปกลับคืนมาได้ ทั้งความภาคภูมิใจ ความเคารพ ...” นางหยุดไปชั่วขณะ ใบหน้าขาวอ่อนโยนแดงเรื่อขึ้น

“แต่ก่อนนี้ มีคนมากมายที่สนใจท่าน...”

“ฮ่าๆๆ ...” ได้ฟังความในใจจากดรุณีน้อย เขาหัวเราะเก้อเขินแต่ไม่พูดสิ่งใดอีก หากเป็นคนอื่น คงจะต้องหวั่นไหวไปกับคำพูดนั้น แต่เขาไม่มีคุณสมบัติพอ และไม่อยู่ในอารมณ์เช่นนั้น เขาค่อยๆ หันหลังและเดินออกไปจากจัตุรัสเมืองอย่างเงียบๆ

นางยังคงยืนลังเลมองแผ่นหลังที่อ้างว้างของเด็กหนุ่มอยู่ชั่วครู่หนึ่ง (ย้อนระลึกถึงเมื่อครั้งยังเด็ก แผ่นหลังของพี่เซียวเอี๋ยน คือแผ่นหลังที่คอยปกป้องนางจากภยันตรายทั้งปวงอยู่เสมอ) ก่อนจะสาวเท้าวิ่งไล่ตามหลังเขาและหยุดเดินเคียงข้างไปด้วยกัน ทีละก้าว ทีละก้าว ในขณะเดียวกัน ที่เบื้องหลัง เสียงหมาป่าขี้อิจฉาครางไล่หลัง ... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

@FoxAlone  คลอดแล้วจร้า ... kiss

#6 By เฒ่าทารก on 2015-11-25 17:04

ตอนที่ 100 หายไปไหน !!! ฉลองเลข 3 หลักได้แล้วจร้า ^_^

#5 By FoxAlone (110.77.226.145) on 2015-11-25 14:52

เข้าดูบ่อย ๆ ลุ้นให้อัพอย่างเดียว ^_^

#4 By FoxAlone (61.7.138.87) on 2015-09-30 11:38

big smile question  \o/

#3 By เฒ่าทารก on 2015-08-28 21:59

 แจ่ม อ่านนิยายได้อารมณ์ไปอีกแบบนะ ลึกซึ้งดี ชอบ แนะนำให้ลอง ๆ อ่านกันดู ^_^

#2 By FoxAlone (110.77.200.13|110.77.200.13) on 2015-08-28 21:43