Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

ศึกรบทะลุแดนสวรรค์

บทที่ ๒  ทวีปแห่งเต๋าชี่ (Dou Qi Continent)


พระจันทร์สีเงินกลมโตแลดาวกระจ่างพร่างพราวเต็มท้องฟ้า...

ณ ยอดผาสูงชัน เซียวเอี๋ยนนอนเหยียดยาวอยู่บนผืนหญ้า ในปากคาบหญ้าสีเขียวสด เขาขบเคี้ยวมันเล่นเบาๆ ปล่อยให้ความขมค่อยๆ กระจายเข้าไปในปากอย่างช้าๆ

เขายกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นมาเบื้องหน้า บดบังแสงจันทร์และปล่อยให้แสงเพียงบางส่วนเล็ดลอดออกมาจากช่องระหว่างนิ้ว  จ้องมองไปยังดวงจันทร์กลมโตสีเงินบนท้องฟ้า

“อา ...” หวนนึกถึงการทดสอบในช่วงบ่ายที่ผ่านมา เซียวเอี๋ยนขยับเบาๆ ค่อยๆ ดึงมือกลับมาหนุนศีรษะด้วยท่าทางเกียจคร้าน จิตใจเหม่อลอย

“๑๕ ปีแล้วสินะ เฮอะ?”  เสียงบ่นเบาๆ ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ในใจของเซียวเอี๋ยน มีความลับอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ เขาไม่ใช่คนบนดาวดวงนี้  จิตวิญญาณของเขาก็ไม่ได้มาจากดาวดวงนี้ แท้จริงแล้ว เขามาจากดวงดาวสีน้ำเงินเข้มที่เรียกว่า “โลก” ไม่ทราบแน่ชัดว่าเรื่องราวเป็นเช่นใด ทำไมเขาถึงมาปรากฏตัวบนโลกใบนี้โดยปราศจากร่องรอยใดๆ  หลังจากใช้ชีวิตผ่านมาได้สักพักหนึ่ง เขาค่อยๆ ตะหนักว่า เขาคงเดินทางมาจากโลกคู่ขนานกัน!

เมื่อเขาเริ่มโตขึ้น เขาค่อยๆ ทำความเข้าใจกับดินแดนแห่งนี้ .. มากขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย

ดินแดนแห่งนี้เรียกกันว่าดินแดนแห่งเต๋าชี่  บนทวีปนี้  ผู้คนไม่ค่อยพูดกันถึงเวทย์มนตร์และความสามารถของนักเวทย์ แต่ทว่า เรื่องของพลังเต๋าชี่ กลับเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

บนผืนดินกว้างใหญ่แห่งนี้ การฝึกฝนพลังเต๋าชีเป็นเรื่องปกติธรรมดา  การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงของแต่ละคน จากรุ่นสู่รุ่น การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเต๋าจื่อเป็นที่แพร่หลาย ทั้งหมดเพื่อที่จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด เต๋าชี่กับมนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นเช่นนั้นทุกๆ วัน ตลอดชั่วอายุ  เต๋าชี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในทวีปแห่งนี้  ไม่มีสิ่งใดจะมาแทนที่มันได้!

เมื่อระดับของเต๋าชี่สูงขึ้น หนทางที่จะก้าวขึ้นไปก็ยิ่งมากมายขึ้น บางคนก็ประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่นอย่างที่หวัง

หลังจากที่วิเคราะห์แล้ว หลักวิชาของพลังเต๋าชี่ในทวีปนี้แบ่งออกเป็น ๔ ลำดับชั้น เทียน (ฟ้า/สูงสุด)  -  ตี้ (ดิน) – ซวน (ดำ) - หวง (เหลือง/ต่ำสุด)

และทุกๆ ลำดับชั้น ยังแบ่งย่อยออกไปเป็นชั้นเริ่มต้น  ชั้นกลาง  และชั้นสูง!

หลักวิชาที่เรียนนี้ ยังเป็นตัวกำหนดวัดความแข็งแกร่งของผู้เรียนอีกด้วย  ยกตัวอย่างเช่น หากบุคคลผู้หนึ่งฝึกวิชาในระดับซวนชั้นกลาง คนผู้นั้นย่อมมีความแข่งแกร่งกว่าผู้ที่กำลังฝึกวิชาอยู่ในระดับหวงชั้นสูง โดยปริยาย

ในทวีปแห่งเต๋าชี่นี้  เพื่อที่จะแยกแยะผู้แข็งแกร่งออกจากผู้ที่อ่อนแอ  มีเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาหลักๆ ๓ อย่าง

อย่างแรกสุด และเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือความแข็งแรงโดยธรรมชาติของร่างกาย  หากใครมีระดับความแข็งแรงเทียบเท่ากับดาว ๑ ดวง แม้คนผู้นั้นจะได้ฝึกวิชาในระดับเทียนชั้นสูงสุด เขาก็อาจจะไม่สามารถเอาชนะผู้เชี่ยวชาญที่ฝึกวิชาอยู่ในระดับหวงได้

เกณฑ์ต่อมา คือทักษะ หากคน ๒ คนอยู่ในระดับความแข็งแรงเท่ากันโดยกำเนิด ประลองฝีมือกัน ผู้ที่มีทักษะวิชาที่สูงกว่า ย่อมเป็นผู้กำชัยชนะอย่างไม่ต้องสงสัย

และเกณฑ์ข้อสุดท้ายคือ “เต๋าจี”

เต๋าจี คือทักษะพิเศษ ในการควบคุมพลังเต๋าชี่ และในทวีปแห่งเต๋าชี่นี้ เต๋าจีก็แบ่งออกเป็น ๔ ระดับเช่นกันคือ  เทียน ตี้ ซวน หวง

ในทวีปแห่งนี้ เต๋าชี่พัฒนาได้โดยตัวของมันเอง แต่เต๋าจีต่างออกไป  เกือบทุกคน มีพื้นฐานของเต๋าจีในระดับหวง แต่หากท่านต้องการที่จะพัฒนาทักษะมากขึ้น ท่านจำเป็นต้องเข้าร่วมพรรคใดพรรคหนึ่งหรือสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนเต๋าชี่

แน่นอน ย่อมมีใครบางคน ได้รับโอกาสในการเรียนรู้ทักษะที่ก้าวล้ำหน้าผู้อื่น หรือผู้ที่มีเต๋าจีที่เหมาะสม คนเหล่านั้น อาจจะมีความสามารถในการต่อสู้สูงกว่าคนทั่วไป

ตามหลักเกณฑ์ทั้ง ๓ ข้อข้างต้นนี้ เราสามารถประเมินได้ว่าใครแข็งแกร่งกว่า และใครอ่อนแอกว่า  ทั้งหมดทั้งมวล หากท่านตัดสินใจเลือกเรียนเต๋าชี่ระดับสูง ประโยชน์ในภายภาคหน้าย่อมมีมากมายมหาศาล

อย่างไรก็ตาม วิชาเต๋าชี่ระดับสูงย่อมหาไม่ได้ทั่วไป ประดาวิชาที่มีอยู่ในท้องตลาด ล้วนเป็นวิชาพื้นๆ ธรรมดาในระดับหวง สำหรับพวกตระกูลใหญ่ๆ หรือพรรคเล็กๆ  ทักษะในระดับหวงถือเป็นเรื่องปกติสามัญ เช่นในตระกูลของเซียวเอี๋ยน พลังของผู้นำตระกูลก็อยู่ในระดับเพียงแค่ผู้ฝึกหัด – วิชาฝ่ามือราชสีห์ ซึ่งจัดเป็นวิชาในระดับซวนชั้นกลาง

เหนือระดับซวนขึ้นไป ย่อมเป็นระดับตี้ แต่วิชาระดับสูงเช่นนี้  มีปรากฏอยู่ในกลุ่มประเทศมหาอำนาจหรือองค์กรใหญ่ๆ เท่านั้น

และสำหรับระดับเทียน  ในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา  ยังไม่เคยมีปรากฏให้เห็นเลย

ด้วยลำดับดังที่กล่าวมานี้  บุคคลธรรมดาผู้หนึ่งที่พยายามจะได้มาซึ่งวิชาในระดับสูง  ย่อมเปรียบดังเช่นคนที่พยายามจะปีนเขาโดยปราศจากอุปกรณ์ใดๆ  แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน ในโลกแห่งเต๋าชี่นี้  มีตระกูลต่างๆ เป็นพันตระกูล

ทางทิศเหนือ มีผู้คนกล่าวขานถึง “ผู้ไร้พ่าย” พวกเขาหลอมรวมจิตวิญญาณของตนเข้ากับสัตว์ป่าและกลายเป็นพวกป่าเถื่อน ส่วนทางทิศใต้ มีตระกูลในระดับพลังแห่งจิตวิญญาณที่เฉลียวฉลาดและมีความสามารถพิเศษ  และยังมีเหล่าผู้แข็งแกร่งและนิรนามในโลกมืดอีกมากมาย

ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลของทวีปนี้ มีบางคนไร้ชื่อเสียง แต่ได้รับปาฏิหาริย์ให้เก่งขึ้น หรือ อาจมีคนบางคนที่ถูกกำหนดโดยโชคชะตาให้ค้นพบวิชาที่แข็งเกร่ง  ดังนั้น ในดินแดนแห่งเต๋าชี่นี้ จึงมีคำพูดประโยคหนึ่งเป็นที่ลือชื่อ มันกล่าวไว้ว่า “หากเจ้าพบตัวเองล้มลง หรือถูกโลกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง จงอย่าได้ตื่นตระหนก จงก้าวเดินไปข้างหน้าซัก ๒ ก้าว และบางที เจ้าจะพบว่าตัวเอง แข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นนัก”

แน่นอนว่าคำพูดนี้ไม่ได้ผิดอะไร ในประวัติศาสตร์นับพันปีที่ผ่านมา ณ ดินแดนแห่งนี้  มีนิทานไม่กี่เรื่องที่ผู้คนจะแข็งแกร่งขึ้นได้โดยความบังเอิญ

และด้วยเหตุนี้ ในแต่ละวัน จึงมีผู้คนนับไม่ถ้วนพยายามที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดและค้นหาทักษะหรือวิชาใหม่ๆ  แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือสะโพกหรือขาที่หัก

ทั้งหมดทั้งมวล ทวีปแห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวประหลาดและสิ่งมหัศจรรย์มากมาย

เพื่อที่จะเข้าถึงความลับในศาสตร์แห่งเต๋าชี่ พื้นฐานต่ำสุดที่จำเป็นต้องมีคือต้องไต่เต้าให้ถึงระดับเต๋าเจ่อ  สำหรับเซียวเอี๋ยนในเวลานี้  มันช่างห่างไกลเกินจะเอื้อมถึง

พุฟ ... เซียวเอี๋ยนพ่นเศษหญ้าในปากออก และลุกยืนขึ้นอย่างว่องไวด้วยสีหน้าแค้นเคือง เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าและตะโกน “ปัดโธ่เว้ย! ทำไมถึงเล่นตลกกับข้าอย่างนี้?”

ในชีวิตแต่หนหลัง เซียวเอี๋ยนก็เป็นคนธรรมดา ความสามารถพื้นๆ  ความร่ำรวย ชื่อเสียง และสาวสวย ดูเหมือนจะเป็นเส้นคู่ขนานกับชีวิตของเขา ที่ไม่เคยมาบรรจบกัน  และ หลังจากที่เขาหลุดเข้ามาในโลกคู่ขนานใบนี้ เซียวเอี๋ยนอยู่ในสภาวะช๊อค และเพราะว่าได้ผ่านประสบการณ์แห่งการข้ามมิติพลังงานมา พลังแห่งจิตวิญญาณของเขาพุ่งสูงขึ้น แข็งแกร่งกว่าคนสามัญทั่วไป

ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ในโลกแห่งเต๋าชี่นี้ จิตวิญญาณของคนๆ หนึ่ง ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด แม้ว่าเมื่อเราโตขึ้น พลังแห่งจิตวิญญาณของเราอาจจะแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีทักษะวิชาใดๆ จะสามารถพัฒนาพลังแห่งจิตวิญญาณของเราให้แข็งแกร่งขึ้นไปกว่านั้น

 

พลังแห่งจิตวิญญาณของเซียวเอี๋ยนนั่นเอง ที่ทำให้เขามีความสามารถพิเศษเฉกเช่นอัจฉริยะ

สำหรับคนทั่วไป หากมีคนมาบอกว่าเขาสามารถกลายเป็นอัจฉริยะได้ พวกเขาคงแคลงใจเพียงเล็กน้อยว่าพวกเขาจะได้รับชื่อเสียงและชีวิตที่มีคุณภาพ และสำหรับคนธรรมดาอย่างเซียวเอี๋ยน เมื่อเขาเริ่มฝึกเต๋าจื่อชี่  ความพยายามที่จะสร้างชื่อเสียง ย่อมเย้ายวนเกินห้ามใจ แน่นอนว่าเขาไม่เลือกที่จะหลบซ่อนอยู่ในเงามืด และพยายามฝึกฝนต่อไป

หากไม่ใช่ว่าเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้น เซียวเอี๋ยนอาจจะเติบโตขึ้นพร้อมกับความสำเร็จที่มากกว่าคำว่า”อัจฉริยะ”  แต่ชะตาชีวิตช่างโหดร้าย เมื่อตอนอายุได้ ๑๑ ปี  ชื่อเสียงของเขาถูกขโมยไปภายในเวลาชั่วข้ามคืน อัจฉริยะน้อยกลับกลายเป็นเพียงขยะชิ้นหนึ่ง

 

หลังจากยืนตะโกนจนสุดเสียงอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเซียวเอี๋ยนก็สงบลง สีหน้าของเขาฉายแววสงบลงอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะโกรธแค้นอีกซักกี่ครั้ง ความแข็งแกร่งของเขาก็มิอาจกลับคืนมาได้

ด้วยความขมขื่น  เซียวเอี๋ยนอับจนหนทาง เขาคิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตน  ไม่มีส่วนใดรู้สึกผิดปกติ  พลังแห่งจิตวิญญาณของเขาเจริญเข้มแข็งขึ้นตามวัย ตามที่คาดหวัง ความสามารถในการพัฒนาพลังแห่งเต๋าจื่อชี่ก็รุดหน้าอย่างรวดเร็ว มันรวดเร็วยิ่งกว่านักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้  ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ ล้วนบ่งบอกถึงอัจฉริยภาพในตัวเซียวเอี๋ยน แต่พลังเต๋าจื่อชี่ที่เขาได้ซึบซับมา ดูเหมือนจะอันตรทานหายไปอย่างไร้ร่องรอย  ความเชื่อมั่นในตนเองของเขาถูกสั่นครอน  เขาได้แต่รู้สึกตกต่ำลง

 

หลังจากที่สูดหายใจเข้าลึกๆ อีกหนึ่งรอบ  เซียนเอี๊ยนยกมือขึ้น  บนนิ้วมือปรากฏแหวนสีดำรูปทรงเรียบง่ายวงหนึ่ง  วัสดุที่ใช้สร้างมันไม่เป็นที่รู้จัก บนตัวเรือนมีสัญลักษณ์บางอย่าง  นี่คือของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่แม่ของเขาให้ไว้ก่อนนางจะเสียชีวิต  เขาเริ่มสวมใส่มันตั้งแต่อายุได้ ๔ ขวบจวบจนกระทั่งบัดนี้ ๑๐ ปีผ่านไปแล้ว เขายังคงสวมใส่มันอยู่  มันเป็นของขวัญอันล้ำค่าจากแม่ของเขา และเซียวเอี๋ยนดูแลทนุถนอมมันเป็นอย่างดีทุกวัน  เขาแตะคลึงมันและพูดด้วยความขมขื่นใจ “หลายปีนี้ ข้าทำให้ท่านแม่ผิดหวัง เฮ่อ?”

เซียวเอี๋ยนถอนหายใจ  พลันลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและหมุนตัวกลับ พูดกับบุรุษในชุดสีดำที่เดินออกมาจากราวป่า

“ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงมา?”

แม้ว่าพลังเต๋าจื่อชี่ของเขาจะอยู่แค่ระดับสาม แต่พลังความตื่นรู้ของเขากลับไม่ด้อยไปกว่าระดับเต๋าเจ่อขั้นห้า หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ  ขณะที่อยู่ในห้วงคำนึงถึงท่านแม่ เขาพลันรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวจากราวป่า

“อา อา เอี๋ยนเอ๋อ ดึกมากแล้ว ทำไมเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่?”  จากหมู่ไม้สีขาว หลังผ่านความเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เสียงอ่อนโยนปรากฏขึ้น

[*** เอ๋อ ต่อท้ายชื่อในภาษาจีนใช้เรียกคนที่เด็กกว่าด้วยความเอ็นดู เช่น แปลว่าเด็กน้อย เจ้าตัวน้อย หนูน้อย เป็นต้น]

หมู่ไม้ไหวเบาๆ และชายวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น ใบหน้าเขายิ้มกว้าง สายตาของเขาจับจ้องมายังใบหน้าลูกชายที่สะท้อนอยู่ภายใต้แสงจันทร์

ชายวัยกลางคนแต่งกายภูมิฐานสวมเสื้อคลุมสีเทาราคาแพงชุดหนึ่ง ท่วงท่าสง่างามภาคภูมิ เขาคือผู้นำตระกูลเซียว และเป็นบิดาของเซียวเอี๋ยน เต๋าซื่อขั้นห้า – เซียวจั่น!

“ท่านพ่อ ทำไมท่านยังไม่เข้านอน?” ต่อหน้าชายวัยกลางคน เซียวเอี๋ยนยิ้มกว้างขึ้น แม้ว่าเขาจะมีความทรงจำของอีกโลกหนึ่งอยู่  เมื่อเขาเพิ่งเกิด บุรุษผู้อยู่ตรงหน้านี้ รักและเอาใจใส่เขาอย่างยิ่ง  เมื่อยามที่เขาสูญเสียพลังและกำลังใจ ความรักก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปแต่กลับเพิ่มพูนมากขึ้น สิ่งนี้ตราตรึงอยู่ในหัวใจของเซียวเอี๋ยนและทำให้เซียวเอี๋ยนยอมรับว่าเขาคือบิดาอย่างแท้จริง

“เอี๋ยนเอ๋อ เจ้ายังคงคิดมากกับเหตุการณ์เมื่อบ่ายวันนี้หรือ?” เซียวจั่นสาวเท้าเข้ามา ยิ้มให้อีกคราหนึ่ง

“ฮ่าๆ มีอะไรให้คิดหรือ? มันอยู่ในความคาดหมายของข้าอยู่แล้ว” เซียวเอี๋ยนส่ายหน้าและฝืนยิ้มคราหนึ่ง

“อา...” เซียวจั่นส่งเสียงครางคราหนึ่ง มองใบหน้าอันอ่อนโยนของเซียวเอี๋ยน  ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง  ก่อนที่เซียวจั่นจะเอ่ยขึ้น

“เอี๋ยนเอ๋อ เจ้าก็อายุเข้า ๑๕ ปีนี้แล้วใช่หรือไม่?”

“ใช่แล้วท่านพ่อ”

“อีกแค่ปีเดียว ... เจ้าก็จะต้องเข้าสู่พิธีฉลองวัยผู้ใหญ่แล้ว...” เซียวจั่นกล่าว

“ใช่แล้ว ท่านพ่อ อีกแค่ปีเดียว” เซียวเอี๋ยนกำหมัดแน่นครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ  เขาเข้าใจดีว่าพิธีฉลองวัยหมายถึงอะไร เมื่อเขาไม่ใช่ผู้ฝึก เขาจะต้องถูกเกณฑ์ให้เป็นผู้ออกไปรวบรวมเคล็ดวิชาเต๋าชี่ และเพราะเขาอ่อนแอ เขาจะต้องถูกส่งออกไปทำงานในระดับต่ำให้แก่ตระกูล นี่เป็นกฏเกณฑ์ของตระกูลและแม้ว่าเขาจะเป็นบุตรชายของผู้นำตระกูล ก็ไม่มีข้อยกเว้น

 

หากใครไม่สามารถสอบผ่านถึงระดับเต๋าเจ่อได้ภายในอายุ ๒๕ ปี เขาผู้นั้นก็จะถูกทอดทิ้งจากตระกูล

 

“ข้าขอโทษ เอี๋ยนเอ๋อ หากเจ้าไม่สามารถสอบได้ถึงระดับเต๋าจื่อชี่ชั้น ๗ ได้ภายในปีหน้า ข้าคงไม่สามารถปกป้องเจ้าได้อีกต่อไป แม้ว่าข้าจะอยากทำมากเพียงไหน  ในการปกครองตระกูลนี้ ข้าไม่สามารถตัดสินใจได้โดยลำพัง ยังมีพวกผู้เฒ่าที่คอยรอฉกฉวยโอกาสเมื่อข้าพลาด...” เมื่อมองเห็นท่าทีอันสงบเสงี่ยมของเซียวเอี๋ยน เขารู้สึกผิดต่อบุตรขายยิ่งนัก

“ท่านพ่อ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ อีก ๑ ปีที่เหลือ ข้าจะสอบผ่านเต๋าจื่อชีขั้นที่ ๗ ให้ได้!” เซียวเอี๋ยนปลอบใจบิดาของเขา

 

“๔ ขั้นใน ๑ ปี? อา... ถ้าเป็นข้าแต่ก่อนนี้ มันอาจจะเป็นไปได้ แต่ ณ ตอนนี้... ข้าคงไม่มีโอกาสมากนัก...” เซียวเอี๋ยนครุ่นคิดในขณะที่พยายามปลอบใจบิดาของเขา  แม้ว่าตัวเขาเองจะรู้สึกข่มขื่นใจอยู่

 

ด้วยความที่เข้าใจสถานภาพของเซียวเอี๋ยนเป็นอย่างดี เซียวจั่นทำได้เพียงแค่พยักหน้า เขารู้ดีว่าการเลื่อนให้ได้เต๋าจื่อชีถึง ๔ ขั้นภายในระยะเวลาเพียง ๑ ปี เป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก เขาลูบศีรษะเซียวเอี๋ยนอย่างนุ่มนวลและยิ้ม กล่าวว่า

“ดึกมากแล้ว เจ้าควรจะกลับไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้เราจะมีแขกมาเยี่ยม  และเจ้าไม่ควรพลาดการต้อนรับ”

 

“ใครกัน?” เซียวเอี๋ยนถามด้วยความสงสัยใคร่รู้

“พรุ่งนี้เจ้าจะรู้เอง” เซียวจั่นขยิยตาให้กับเซียวเอี๋ยนที่กำลังกระวนกระวายใคร่รู้ และเดินจากไปด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

“ท่านไม่ต้องห่วงนะ ท่านพ่อ ข้าจะพยายามให้เต็มที่” เซียวเอี๋ยนคลึงแหวนในมือขณะที่เงยหน้าขึ้นและกระซิบแผ่วเบา

ณ วินาทีที่เซียวเอี๋ยนเงยหน้าขึ้น แหวนสีดำในมือพลันส่งแสงสว่างวาบและกระพริบ เซียวเอี๋ยนตระหนักในทันใด นี่ไม่ใช่มนุษย์.....

Comment

Comment:

Tweet