เสียงของสตรีผู้หนึ่งที่ดังขึ้นกะทันหันช่างนุ่มนวลเสียจนก่อให้เกิดความรู้สึกราวกับแทบใจสลายชนิดหนึ่ง  ด้วยความอ่อนโยนปานนี้,  เซียวเอี๋ยนรู้สึกราวกับหลับในไปวูบหนึ่งทั้งๆ ที่เขามีจิตใจกล้าแข็งนัก  ครู่ต่อมา  ในที่สุดเขาก็หันไปทางต้นเสียงและมองเข้าไปในกระโจม

 

ภายใต้ร่มเงาของกระโจม  สุภาพสตรีแต่งกายในชุดสีเขียวท่านหนึ่งกำลังยืนอยู่อย่างน่ารักพรักพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง  รอยยิ้มบนใบหน้าน่ารักของนางช่างอบอุ่น  ดวงตาของนางกวาดมองโดยรอบอย่างรวดเร็ว  ความอ่อนโยนในดวงตาของนางราวกับสายน้ำใสที่ไหลผ่านไปเงียบๆ  เป็นเหตุให้ผู้คนรู้สึกเบิกบานใจเพราะความมีชีวิตชีวาและอ่อนโยนยิ่งของสุภาพสตรีท่านนี้

 

ท่านหญิงผู้นี้ดูเหมือนจะมีอายุมากกว่าเซียวหยูและเพื่อนๆ  ท่วงท่านางอ่อนช้อยอย่างยิ่ง  เผยความงดงามในวัยผู้ใหญ่ที่ผ่านกาลเวลาหล่อหลอมมาหลายปี  ธรรมชาติแห่งความงดงามชนิดนี้โดดเด่นกว่าสิ่งที่เซียวหยูกับพวกเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะเหล่านี้มีมากนัก

 

เซียวเอี๋ยนเลื่อนสายตาไปยังสุภาพสตรีผู้นี้  แม้รูปโฉมของนางจะด้อยกว่าเซวี่ยนเอ๋อและเซียวหยูอยู่บ้าง  ทว่าบุคลิกลักษณะอันนุ่มนวลแท้จริงของนางก็ทำให้เซียวเอี๋ยนทึ่งยิ่งนัก

 

ท่านหญิงที่ด้านตรงข้ามช่างอ่อนโยนราวกับสายน้ำ  แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในความอ่อนโยน

 

นับแต่สุภาพสตรีท่านนี้ปรากฏตัวขึ้น  เซียวเอี๋ยนพบว่าสายตาของเด็กนักเรียนหนุ่มหลายคนในกระโจมแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งอย่างเงียบๆ  สายตาที่พวกเขาส่งให้แก่นางเต็มไปด้วยอารมณ์อันยากจะอธิบายได้

 

เมื่อค้นพบปรากฏการณ์เช่นนี้  เซียวเอี๋ยนพลันส่ายศีรษะเงียบๆ  ดูเหมือนเจ้าผู้ชายพวกนี้จะแอบหลงรักท่านหญิงผู้นี้  ซึ่งก็มิใช่เรื่องน่าแปลกอันใด  เด็กหนุ่มอ่อนวัยกว่าพวกนี้มักชอบหญิงสาวที่มีวุฒิภาวะกว่าพวกเขา...  เอ่อ  นี่ดูเหมือนจะเรียกว่ามีความนิยมในหญิงสาววัยผู้ใหญ่

 

“อาจารย์รั่วหลิน  ฮ่าๆ หยูเอ๋อคิดถึงท่านมากๆ”

 

เมื่อเห็นท่านหญิงผู้อ่อนโยนปรากฏตัวขึ้นภายในกระโจม  เซียวหยูพลันร้องเรียกออกมาอย่างแปลกใจ  ตามด้วยการกระโจนเข้าไปหาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม  กอดเอวอวบอิ่มแต่ไม่อ้วนเอวนั้นไว้แน่น

 

“เฮอะๆ  หยูเอ๋อ  เจ้าสนุกกับวันหยุดหรือไม่?”  สุภาพสตรีผู้อ่อนโยนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์รั่วหลินยิ้มแย้มกล่าวขณะที่นางสวมกอดเซียวหยู

 

“ไม่เลวทีเดียว” ด้วยรอยยิ้มทะลึ่ง  เซียวหยูขบใบหูของอาจารย์รั่วหลินและหยอกล้อ  “ท่านอาจารย์ยิ่งมาก็ยิ่งนุ่มนวลและนุ่มนวลขึ้น  หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป  ผู้ชายทุกคนที่เฝ้าจับตามองอาจารย์ในอนาคตคงต้องติดกับดักแห่งความอ่อนโยนนี้ในที่สุดแล้ว”

 

ใบหน้าของนางแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยขณะอาจารย์รั่วหลินได้แต่ส่ายศีรษะ  หลังจากตามใจเซียวหยูจนแทบจะเสียคนด้วยการลูบศีรษะนางเบาๆ  และพลันหันไปทางกับเซียวเอี๋ยนกับพวก นางเงยหน้าขึ้นและกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  “นี่คือคนที่เจ้าพามาหรือ?  ดูเหมือนพวกเขาจะเก่งไม่เบาเลยทีเดียว”

 

“ฮ่าๆ  แน่นอน”  นางยืดอกขึ้นกล่าวอย่างภาคภูมิใจ  เซียวหยูเอียงศีรษะ  จ้องมองลั่วปู่ถมึงทึง  และบ่นเบาๆ  “คนพวกนี้ยิ่งมาก็ยิ่งหยิ่งยโส”

 

“ใครให้เจ้าแกล้งยั่วอารมณ์เขาล่ะ?  เจ้าก็รู้ดีถึงความรู้สึกที่เขามีต่อเจ้า  หลังจากที่ทำท่าทางสนิทสนมกับชายอื่นต่อหน้าเขาเช่นนั้น  คงจะเป็นเรื่องแปลกมากกว่า,  หากเขาไม่หาข้ออ้างสักอย่างสองอย่างมาทำให้เรื่องยุ่งยาก”  อาจารย์รั่วหลินกล่าวอย่างช่วยไม่ได้

 

“นั่นมีแต่จะยิ่งทำให้ข้าเกลียดเขา”  เซียวหยูขบริมฝีปากและกล่าว

 

นางส่ายศีรษะ  รั่วหลินคลายกอดเซียวหยู  นางค่อยๆ เดินไปด้านหน้านักเรียนกว่าสิบคนที่ยืนอยู่ใต้แสงอาทิตย์ร้อนแรงและกล่าวขึ้นด้วยซุ่มเสียงนุ่มนวล  “สวัสดีนักเรียนทุกคน  เข้ามาเถิด”

 

ได้ยินนางเผยอปากเจรจา  เหล่านักเรียนใหม่ที่กำลังเหงื่อแตกพลั่กอยู่ใต้แสงแดดร้อนแรงต่างพากันดีใจยิ่ง  พวกเขาเร่งลุกขึ้นและหลบเข้าไปใต้ร่มเงาของกระโจมใหญ่ด้วยท่าทางโหลเหล

 

จำต้องกล่าวว่าแม้วิธีการลดทอนจิตใจอันฮึกเหิมของนักเรียนใหม่เช่นนี้จะดูไร้ความปรานีไปสักหน่อย  ทว่ามันใช้ได้ผลดียิ่ง  อย่างน้อยที่สุด  ความเย่อหยิ่งในตัวเหล่านักเรียนใหม่ที่กำลังเดินเข้าสู่กระโจมก็ดูน้อยลงมากนักเมื่อเทียบกับตอนแรกที่เข้ามาถึงด้านใน  ทุกคนต่างเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ใต้ร่มเงาของกระโจม  สายตาทุกคู่กวาดมองสำรวจทุกอย่างโดยรอบภายในกระโจม

 

นางกวาดยิ้มอันแสนอ่อนโยนผ่านทุกผู้คน  อาจารย์รั่วหลิงในที่สุดหยุดสายตาลงที่ใบหน้าของเซียวเอี๋ยนและยิ้มน้อยๆ  “ลั่วปู่ไม่ตั้งใจจะโหดร้ายอันใดหรอก  ก่อนหน้านี้เขาเพียงมีความเคืองใจเล็กน้อย  จึงประพฤติเช่นนั้นโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน  อย่าโทษเขาเลย”

 

“ฮ่าๆ  อาจารย์กล่าวล้อเล่นแล้ว  ข้าเป็นคนสันดานดีนะ  ข้าจะเคืองรุ่นพี่ลั่วปู่ไปใย” เซียวเอี๋ยนถูหัวตนและส่งยิ้มเขินอาย

 

ได้ยินเช่นนี้  ผู้คนในกระโจมต่างพากันกลอกตาไปมาและหัวเราะอยู่ในใจ  เจ้าหนุ่มผู้นี้ไม่รู้สึกหรืออย่างไรว่าการกล่าวคำพูดเหล่านี้หลังจากล้มรุ่นพี่ผู้หนึ่งอย่างป่าเถื่อนจนสลบไปนับว่าเป็นการล้อเลียนที่ตลกร้ายไม่เบาแล้ว?

 

ภายหลังจากตั้งใจจ้องมองเด็กหนุ่มที่ยืนยิ้มเผล่อยู่ตรงหน้านาง  อาจารย์รั่วหลินกระพริบตาที่มีขนตายาว  นางสังหรณ์ใจว่าหลังจากเป็นอาจารย์มาหลายปี  ในที่สุดนางก็ค้นพบนักเรียนที่จะสามารถสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่นางยิ่งแล้ว

 

หลังจากที่ปล่อยใจจินตนาการล่องลอยไปไกล  อาจารย์รั่วหลินส่ายศีรษะและออกคำสั่งให้นักเรียนชายสองคนนำร่างเกอล่าที่สลบไสลอยู่เข้ามา  นางก้มศีรษะและสังเกตอาการบาดเจ็บของเกอล่า  ทันใดนั้นนางขมวดคิ้วมุ่นและจ้องมองเซียวเอี๋ยนที่ทำท่าทำทางไร้เดียงสาอยู่อย่างตำหนิ

 

เมื่อถูกจู่โจมด้วยสายตาจากนางเต็มๆ  เซียวเอี๋ยนรู้สึกภายในสั่นเทาแล้ว  มุมปากเขาเบะออกหากทว่ามิได้ไขว้เขวแต่อย่างใด

 

หลังจากที่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งด้วยใบหน้าบึ้งตึง  อาจารย์รั่วหลินยื่นมือขาวสะอาดออกไปและรีบแตะฝ่ามือของเกอล่าเบาๆ  ภายใต้สายตาอิจฉาจากเหล่านักเรียนชาย  พลังงานชุ่มชื่นสีน้ำเงินอ่อนสายหนึ่งถูกถ่ายทอดจากมือของนางเข้าไปในร่างของเกอล่า  ช่วยสงบเต๋าชี่ที่แตกซ่านในร่างกายเขาและรักษาอาการบาดเจ็บบางส่วนที่ถูกเซียวเอี๋ยนกระทำ

 

ในท่ามกลางพลังเต๋าชี่ที่แตกต่างกันทั้งสี่จำพวก,  เต๋าชี่ธาตุน้ำนับว่าเป็นพลังธาตุที่อ่อนโยนที่สุด  ยามเมื่อขาดยาใดๆ สำหรับรักษาตัว  เต๋าชี่ธาตุน้ำนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับช่วยบรรเทาบาดแผล  ดังนั้น  ผู้ฝึกยุทธที่มีพลังเต๋าชี่ธาตุน้ำจึงได้สมญานามอันเป็นที่รู้จักกันดีว่า “หมอยาเคลื่อนที่”  ในทหารรับจ้างหลายกลุ่ม  ผู้ที่มีพลังเต๋าชี่ธาตุน้ำมักเป็นที่ต้องการเสมอ  ทั้งนี้  เมื่อเพื่อนๆ ในกลุ่มได้รับบาดเจ็บ,  มีเพียงเต๋าชี่ธาตุน้ำและธาตุไม้เท่านั้นที่สามารถยืดเวลาตายออกไปเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

ด้วยเต๋าชี่อันอบอุ่นของอาจารย์รั่วหลิน  เกอล่าที่ไม่ได้สติพลันฟื้นขึ้นพร้อมเสียงครวญครางอย่างรวดเร็ว  เขาลืมตาขึ้นและจ้องมองอาจารย์รั่วหลินที่ยิ้มแย้มอยู่ข้างๆ  ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยลุ่มหลงและศรัทธา  ทันใดนั้น  เขาลุกขึ้นนั่งด้วยความอับอาย  ดวงตาเลื่อนไปทางเซียวเอี๋ยนและรีบหลบตาลงด้วยความขลาดเขลา

 

“เจ้าไม่เป็นไรแล้ว?”  รั่วหลินปล่อยมือเขาและถามอย่างอ่อนโยน

 

“ขอบคุณท่านอาจารย์”  เกอล่าพยักหน้าน้อยๆ  “รู้ว่าเจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว”  อาจารย์ยิ้มแย้ม  หมุนตัวและนั่งลงบนเก้าอี้ผู้นำด้วยท่วงท่าสง่างาม  ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า,  นางมองเหล่านักเรียนใหม่ที่มายืนรวมตัวกันอยู่ภายในกระโจม  นางโบกมือขาวผ่องและแหวนบนนิ้ววงหนึ่งของนางพลันส่องสว่างวูบขึ้นมา  ม้วนหนังแกะสีเขียวม้วนหนึ่งกับปากกาด้ามหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนสองมือของนาง

 

นางช้อนตาขึ้น  อาจารย์รั่วหลินยิ้มด้วยท่าทางเฉื่อยๆ  “นักเรียนทุกคน  ยินดีด้วยที่สอบผ่าน  บัดนี้  พวกเจ้านับว่าได้เข้าสู่โรงเรียนเจียหนัน  เนื่องจากทางโรงเรียนจำเป็นต้องจำแนกนักเรียนตามศักยภาพของแต่ละคน  ข้าจำเป็นต้องรู้ระดับความแข็งแกร่งของพวกเจ้า”

 

“ตวนชี่ขั้นที่แปดจะถูกจัดอยู่ในชั้นเรียนระดับเอฟตามศักยภาพ  นี่เป็นความต้องการขั้นต่ำสุดเพื่อเข้าศึกษาในโรงเรียนเจียหนัน”

 

“ตวนชี่ขั้นที่เก้า  จัดอยู่ในชั้นเรียนระดับอีตามศักยภาพ”

 

“เต๋าเจ่อหนึ่งดาว-ระดับดี  เต๋าเจ่อสองดาว-ระดับซี  ติดต่อกันเช่นนี้ไป  ระดับสูงสุดคือระดับเอสสำหรับผู้ที่ได้เต๋าเจ่อห้าดาว  แน่นอน นี่ เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปี”

 

“เฮะๆ  ในรอบทศวรรษมานี้  โรงเรียนเจียหนันมีนักเรียนเพียงคนเดียวที่ได้ระดับเอส  เดี๋ยวนี้  แม่มดน้อยผู้นั้นค่อนข้างน่าทึ่งมากในโรงเรียน”  นางปิดริมฝีปากแดงเรื่อและหัวเราะเบาๆ  ขนตาเรียวยาวของรั่วหลินกระพริบน้อยๆ  “ข้าไม่คาดหวังจะพบใครในระดับเดียวกับแม่มดน้อยนั้น  ทว่าหากสามารถพบนักเรียนในระดับบีหรือซีบ้าง,  ข้าก็พอใจมากแล้ว”

 

กล่าวถึงจุดนี้  รั่วหลินลอบกวาดตามองเซียวเอี๋ยนและเซวี่ยนเอ๋อ  จากจิตสัมผัสของนา ง นอกจากพวกที่เหลือในกระโจมทุกคน  มีเพียงสองคนนี้ที่นางเกิดความรู้สึกอันไม่สามารถคาดคะเนได้  นางทำนายว่าความแข็งแกร่งของคนทั้งสองน่าจะต้องไม่ต่ำกว่าระดับซี

 

นางมิใช่ผู้เดียวที่กำลังคาดเดา  ทุกคนภายในกระโจมที่เป็นพยานรู้เห็นการกระทำของเซียวเอี๋ยนล้วนกำลังคาดเดาอยู่ในใจตน  ศักยภาพของเจ้าคนที่ดูไม่ปกติผู้นี้จะอยู่ในระดับใดหนอ?

 

“เอาล่ะ  เริ่มจากด้านซ้ายมือ  รายงานชื่อของเจ้า  ระดับเต๋าชี่ของเจ้าและอายุ”  มือข้างหนึ่งที่ว่างอยู่ของรั่วหลินหยิบแปรงหมึกขึ้นมาและยิ้มสุภาพ

 

“เฮะ  หยูเอ๋อ  คนบ้านเจ้า,  เซียวเอี๋ยนนั่นอยู่ในระดับใด?”  นักเรียนหญิงหน้าตาดีสองสามคนคาดคั้นเซียวหยูด้วยคำถามสงสัยใคร่รู้

 

ได้ยินเช่นนี้  เซียวหยูขมวดคิ้วมุ่นและนิ่งเงียบไปชั่วขณะ  นางไม่เคยเห็นเซียวเอี๋ยนทดสอบพลังเต๋าชี่ของเขา  ดังนั้นนางจึงมิกล้ากล่าวมากเกินจำเป็นเพื่อลดเหตุที่อาจจะทำให้เซียวเอี๋ยนขายหน้าได้หากนางกล่าวผิดพลาด  เซียวหยูในขณะนี้  ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบได้อีกแล้ว  เริ่มคิดเพื่อเซียวเอี๋ยนได้อย่างน่าแปลกยิ่งแล้ว  หากเป็นเช่นแต่ก่อน  นางย่อมยินดีที่จะทำให้เซียวเอี๋ยนขายหน้านัก

 

หลังจากที่ลังเลอยู่ชั่วครู่  เซียวหยูตอบข้อสนทนาอย่างค่อนข้างระวังว่า  “ข้าคิดว่าเขาน่าจะอยู่ในระดับซีหรือบีนะ”

 

“ว๊าว  นั่นก็ค่อนข้างเยี่ยมมากแล้ว  เขานับได้ว่าเข้าท่ามากในท่ามกลางพวกที่มีพรสวรรค์ที่กำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนเจียหนันเลย  เมื่อครั้งที่พวกเราถูกจำแนกศักยภาพกัน  คนที่ได้ระดับดีที่สุดคือระดับดี”  ได้ยินเช่นนี้  พวกนักเรียนหญิงบางคนพากันพูดขึ้นด้วยดวงตาร้อนฉ่า

 

เซียวหยูยิ้มน้อยๆ  ทว่ามิได้ต่อบทสนทนาใดๆ  สายตาของนางจับจ้องไปยังการประเมินผลที่เริ่มต้นขึ้นกลางกระโจม

 

“เฮยเอี๋ยน  ตวนชี่ขั้นที่เก้า  อายุยี่สิบปี”

 

เด็กหนุ่มผิวคล้ำที่กำลังนั่งอยู่ตรงมุมซ้ายสุดของห้องแจ้งข้อมูลของตนขึ้นด้วยใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย

 

นางยิ้มและพยักหน้า  อาจารย์รั่วหลินรีบทำการจดบันทึกข้อมูลของนักเรียนผู้นั้น  ริมฝีปากแดงเรื่อของนางเผยอขึ้น  “ระดับอี”

 

“หลินตัน  ตวนชี่ขั้นที่แปด  อายุสิบเก้าปี”

 

“ระดับเอฟ”

 

“เคอลี่ ตวนชี่ขั้นเก้า อายุสิบเจ็ดปี”

 

“ระดับอี”

...

ในเวลาเดียวกับที่ทุกคนผลัดกันรายงานข้อมูลของตน  นักเรียนบางคนที่เพิ่งผ่านการทดสอบจากด้านนอกก็ทยอยเข้ามาในกระโจมเป็นระยะ  หลังจากที่ถูกตักเตือนอย่างเข้มงวดจากรุ่นพี่  พวกเขาต่างรีบพากันไปยืนต่อแถวด้านหลังอย่างอ่อนน้อมและรอคอยเพื่อรายงานตน

 

ท่ามกลางคนแปลกหน้ากว่ายี่สิบคนที่รายงานตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ทุกคนล้วนมีระดับต่ำกว่าเต๋าเจ่อ  ความจริงแล้ว  มีนักเรียนสองสามคนในหมู่นักเรียนใหม่ที่เดิมทีอยู่ในระดับตวนชี่ขั้นที่เก้า แต่ถูกลดระดับลงไปสู่ตวนชี่ขั้นที่แปดภายหลังจากที่ประสบความล้มเหลวในการเลื่อนสู่เต๋าเจ่อ

 

ก่อนจะถึงรอบของเซียวเอี๋ยน  ผู้ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่นักเรียนใหม่คือเด็กอายุสิบเจ็ดปีที่ได้เต๋าเจ่อหนึ่งดาว  ด้วยการคำนวณในศักยภาพของเขา  นี่นับเป็นนักเรียนระดับดีเพียงคนเดียว  แม้เพียงเท่านี้  ก็ทำให้รั่วหลินยินดีแล้ว  ทั้งหมดทั้งมวลสำหรับผู้ที่มีอายุเพียง ๑๗ ปี  สามารถเข้าถึงความเป็นเต๋าเจ่อหนึ่งดาวได้,  นับว่าเขามีศักยภาพมากแล้ว

 

หลังจากเด็กนักเรียนที่ด้านหน้าเซียวเอี๋ยนกล่าวรายงานตัวจบ  ทุกสายตาในกระโจมพลันจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่เกือบจะผล็อยหลับไปเพราะการรอคอยอันแสนยาวนาน

 

“พี่เซียวเอี๋ยน  ถึงตาท่านแล้ว”  เห็นดวงตาสลึมสลือของเซียวเอี๋ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ นาง,  เซวี่ยนเอ๋ออดไม่ได้ที่จะเรียกเขาให้ตื่นขึ้น

 

“โอ้ว”  เซียวเอี๋ยนที่เพิ่งตื่นรีบเช็ดน้ำลายที่มุมปากทั้งๆ ที่ไม่มีอยู่จริง  สายตาของเขาเลื่อนไปเบื้องหน้าและพบเข้ากับอาจารย์ผู้งดงาม, รั่วหลินที่กำลังยิ้มกว้างให้เขา  ด้วยรอยยิ้มขัดเขิน,  เซียวเอี๋ยนพลิกมือและเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด “ข้าไม่อาจเทียบได้กับแม่มดน้อยที่อาจารย์กล่าวถึง  หลังจากลองคำนวณทุกสิ่งและประเมินตนเองซ้ำไปซ้ำมา... ดูเหมือนข้าพอจะนับได้ว่าอยู่ในระดับเอ”

 

“เอ่อ...”  คำพูดราวกับแสดงความเสียใจของเซียวเอี๋ยนออกจากปากเขาอย่างเรียบง่ายขณะที่ทั่วทั้งกระโจมซึ่งเดิมทีเต็มไปด้วยเสียงกระซิบพลันเงียบกริบแล้ว

 

ที่มุมห้องด้านหนึ่ง  ใบหน้าลั่วปู่กระตุกวูบ  เขาไม่คาดคิดว่าเจ้าเด็กหนุ่มที่เพิ่งอายุสิบหกหรือสิบเจ็ดปีผู้นี้จะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเขา

 

ข้างๆ ลั่วปู่  สีหน้าของเกอล่าเริ่มซีดขาวขึ้นเล็กน้อย  ใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น  ไม่แปลกใจที่เขาพ่ายแพ้ยับเยิบเช่นนี้  เจ้าคนผู้นี้ช่างเป็นหมาป่าที่สวมหนังแกะโดยแท้

 

“หยู-เอ๋อ... เจ้า...  เจ้ามิใช่บอกว่าเขาอยู่ในระดับซีหรือบีเท่านั้นหรอกหรือ?  ทำไมถึงกระโดดไปอยู่ในระดับเอได้เล่า  ในการรับสมัครนักศึกษาแต่ละครั้งของโรงเรียนเจียหนั่น  มีนักเรียนไม่เกินหนึ่งร้อยคนที่มีศักยภาพได้ถึงระดับเอ”  นักเรียนหญิงหลายคนบ่นพึมพำอ้าปากค้างขณะจ้องมองเซียวเอี๋ยน

 

เซียวหยูจ้องเขม็งมองใบหน้าละเอียดอ่อนของเด็กหนุ่ม  นางได้แต่ถอนหายใจและพึมพำ  “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าเด็กผู้นี้จะผิดปกติยิ่งกว่าเดิมปานนี้?”

 

“ระดับเอ?”  รั่วหลินกระพริบขนตายาวด้วยความแปลกใจ  ครู่ต่อมา  นางยิ้มแพรวพรายยิ่ง

 

“ดูเหมือนข้าจะพบสมบัติล้ำค่าเข้าแล้ว..  เป็นเช่นนั้นจริงๆ” อาจารย์รั่วหลินกระพริบตาอย่างทะเล้นราวเด็กสาวผู้หนึ่ง  ท่าทางน่ารักเช่นนี้เป็นเหตุให้ผู้ชายหลายคนในกระโจมสองตาเบิกกว้าง

 

เซียวเอี๋ยนถูจมูกขณะที่เซวี่ยนเอ๋อที่อยู่ข้างๆ หัวเราะขึ้นมาเบาๆ  “พี่เซียวเอี๋ยน  ท่านได้สร้างความตื่นเต้นขึ้นมาอีกคราวหนึ่งแล้ว

 

“ชิ  ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า  ข้าเกรงว่าผู้ที่ได้ชั้นเรียนระดับเอสจะเป็นเจ้าแล้ว”  เซียวเอี๋ยนกรอกสองตาไปมาและทำเสียงรอดไรฟัน

 

“เอ่อ... เช่นนั้นข้าควรให้ข้อมูลที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง?”  ในขณะที่ทุกคนยังไม่หายจากอาการตกตะลึง  เซวี่ยนเอ๋อดึงเสื้อของเซียวเอี๋ยนและแอบถามขึ้น

 

“รายงานความแข็งแกร่งตามจริงของเจ้าเถิด  เจ้าคิดหรือว่าข้าจะอิจฉาเจ้า?  ให้ทางโรงเรียนได้รับรู้ความสามารถของเจ้าจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาขีดความสามารถของเจ้าในอนาคต  แน่นอน  เจ้าไม่ต้องห่วงอันใด” เซียวเอี๋ยนยักสองไหล่และยิ้ม

 

เซวี่ยนเอ๋อเม้มริมฝีปากและผงกศีรษะเล็กได้รูปของนางขณะกล่าวอย่างเต็มไปด้วยความน่ารัก  “เช่นนั้นข้าจะเชื่อฟังพี่เซียวเอี๋ยน”  ขณะกล่าว  นางก้าวเท้าไปเบื้องหน้า  ท่าทางกระฉับกระเฉงและเสียงเคลื่อนไหวของเด็กสาวดังก้องไปทั่วกระโจม

 

“เซียวเซวี่ยนเอ๋อ  เต๋าเจ่อหกดาว อายุ.. สิบหกปี...”

 

บนที่นั่งประธาน  รั่วหลินที่เพิ่งยกปากกาขึ้นมาเพื่อเตรียมจดบันทึกข้อมูลรู้สึกว่ามือของนางสั่นเทาแล้ว  ใบหน้าอ่อนโยนของนางในที่สุดก็แสดงทีท่าอัศจรรย์ใจยิ่ง!

Comment

Comment:

Tweet

Supper Gale 55+

#6 By เฒ่าทารก on 2015-11-26 16:09

ระดับ S+  เนอะ

#5 By กันกัน (118.174.68.13) on 2015-11-25 23:59

อ่านแล้ว อุทานได้แค่คำเดียว " โอ้..พระเจ้า " 555+
ขอบคุณมากครับ

#4 By Harmonic on 2015-11-25 20:49

อึ้งกันไปดิ 555 !!!

#3 By FoxAlone (110.77.226.145) on 2015-11-25 19:45

ขอบคุณครับ เซียวเซวี่ยนเอ๋อทั้งสวย ทั้งเก่งจริงๆ เลย

#2 By ตี๋ on 2015-11-25 18:58

ขอบคุณคับ sealed

ขออีกบทนะ laughing

 

#1 By O (58.10.186.126) on 2015-11-25 18:24