ผู้คนกลุ่มใหญ่กำลังเดินทางเข้าสู่ผืนป่าที่เงียบสงัด  มีสายตาระวังภัยมากมายหลายคู่คอยสอดส่องสำรวจจุดมืดบอดของผืนป่ารอบด้านขณะที่สองมือกำอาวุธที่เอว  เตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน

 

เยี่ยงทหารรับจ้างผู้มากประสบการณ์ที่เอาชีวิตรอดจากเทือกเขาสัตว์เทพมาหลายปี  แม้พวกเขาหลายคนจะเพิ่งได้ร่วมงานกันเป็นครั้งแรก  พวกเขาก็สามารถเข้าใจสิ่งพื้นฐานในกันและกันได้เป็นอย่างดี  ขณะที่สบตากัน,  พวกเขาจดจำสัญญาณความปลอดภัยและอันตรายจากดวงตาของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

 

ความหนักหน่วงของดาบยักษ์สีดำและคุณสมบัติพิเศษที่สามารถสกัดกั้นเต๋าชี่เป็นเหตุให้เซียวเอี๋ยนเดินทางได้อย่างยากลำบากนัก  แต่ละก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดิน  ฝ่าเท้าจมลงสู่ดินอ่อนนุ่ม  หลังเดินทางไปได้ระยะสั้นๆ ด้วยลักษณะเช่นนี้ เขาก็เริ่มหายใจหอบและเหงื่อเปียกโชก

 

เซียวเอี๋ยนปาดเหงื่อบนใบหน้าและหันไปมองคณะคุ้มกัน ”ร้านพันยา”  หลังกวาดตามองไปทั่วกลุ่ม  ในที่สุดก็หยุดลงที่สตรีในชุดสีขาวกลางกลุ่มที่ปรากฏกายราวกับดวงจันทร์ในหมู่ดาว

 

ชั่วขณะนั้น  สตรีบอบบางที่รู้จักกันในนามของหมอนางฟ้าบังเอิญยืดตัวตรงขึ้นขณะปาดหยดเหงื่อที่เกาะอยู่บนหน้าผาก นางเผยอเรียวปากน้อยๆ เพื่อหายใจเข้าไป  เมื่อกอร์ปกับใบหน้าน่ารัก  เกิดเป็นภาพอันงดงามอ่อนโยนยิ่งชนิดหนึ่ง

 

เมื่อเป็นประจักษ์พยานต่อภาพอันชวนมองของหมอนางฟ้า  ทหารรับจ้างหลายคนรอบด้านล้วนเผลอเกิดความปรารถนาจะอุ้มนางไปจนถึงจุดหมายปลายทางกันทีเดียว

 

ขณะที่ทุกสายตาล้วนพุ่งตรงไปทางหมอนางฟ้า  เด็กหนุ่มหน้าตาพอใช้ได้ผู้หนึ่ง,  ใบหน้าระบายด้วยรอยยิ้ม,  เคลื่อนตัวออกจากกลุ่มทหาร  เขาก้มศีรษะลงต่ำและกล่าวอะไรบางอย่างกับหมอนางฟ้า

 

หลังสนทนากันสั้นๆ  หมอนางฟ้ายิ้มเรียบๆ  และส่ายศีรษะก่อนที่จะออกเดินทางต่อไปด้วยสองเท้า

 

ทั้งที่ถูกปฏิเสธความหวังดีจากหมอนางฟ้า  เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่มีท่าทางเคืองใจปรากฏให้เห็นบนใบหน้าแม้แต่น้อย  ตรงกันข้าม  เขายิ้มบางๆ  โบกมือขณะตะโกนออกไป  “สมาชิกชาวสำนักหัวหมาป่าทั้งหลาย  ขณะนี้เราได้เข้าสู่เทือกเขาสัตว์เทพแล้ว  อย่าทำให้เสียเรื่องล่ะ!”

 

“ขอรับ  นายน้อย”

 

เมื่อได้ยินเสียงเด็กหนุ่มตะโกนเรียก  ชายร่างยักษ์ราวสิบกว่าคนที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่พลันขานรับขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน  ซุ่มเสียงที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัยดึงดูดสายตามากมายให้ชำเลืองมอง  กระทั่งหมอนางฟ้าก็ยังหันกลับมาชำเลืองดู

 

เด็กหนุ่มพึงพอใจกับเสียงขานรับ  เขายิ้มน้อยๆ แล้วจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปสมทบกับหมอนางฟ้า  เดินเคียงข้างนางไป  เขากระตือรือร้นยิ่งที่จะเข้าคุ้มกันนางอย่างใกล้ชิด

 

“ให้ตายเถอะ  ทั้งหมดที่เขามีก็คือตำแหน่งหัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยหัวหมาป่าของบิดา  คิดหรือว่าเพียงแค่นี้ก็จะสามารถกุมหัวใจของหมอนางฟ้าได้?”  มองดูเด็กหนุ่มที่สามารถใกล้ชิดกับหมอนางฟ้าและสนทนากับนางได้  ทหารรับจ้างผู้หนึ่งที่ข้างเซียวเอี๋ยนพลันพูดประชดประชันขึ้นด้วยความอิจฉาเต็มเปี่ยม

 

เซียวเอี๋ยนหรี่ตาและเพ่งมองดูเด็กหนุ่มผู้นั้น  สายตาในที่สุดก็หยุดลงบนเครื่องหมายที่ติดอยู่บนแผ่นหลังตรงส่วนอก  เครื่องหมายนั้นปักเป็นรูปหัวหมาป่าตาเดียว

 

เมื่อถอนตาจากเด็กหนุ่มผู้นั้น, เซียวเอี๋ยนสังเกตเห็นทหารรับจ้างอีกร่วมสามสิบคนที่มีเครื่องหมายแบบเดียวกัน  ปรากฏว่ากลุ่มคนเหล่านั้นก็เป็นคนจากสำนักหัวหมาป่า  หนึ่งในสามสำนักใหญ่ของเมืองชิงซัน

 

เห็นขนาดการคุ้มกันที่สำนักหัวหมาป่าหยิบยื่นให้แก่คณะเก็บสมุนไพร  เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับการว่าจ้างมาเป็นพิเศษโดย ”ร้านพันยา” เพื่อคุ้มกันพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น  เห็นได้ชัดว่าความไว้วางใจที่ ”ร้านพันยา” มีให้แก่สำนักคุ้มกันหัวหมาป่านั้นมากมายกว่าทหารรับจ้างคนอื่นๆ ที่ร่วมทางมามากนัก  มิเช่นนั้นคณะเก็บสมุนไพรคงไม่ปล่อยให้พวกเขามาเป็นผู้คุ้มกันส่วนตัวเช่นนี้

 

เซียวเอี๋ยนค่อยๆ ถอนสายตา  เขาไม่สนใจเด็กหนุ่มผู้นั้นกับหมอนางฟ้า  ดังนั้นเขาจึงส่ายศีรษะน้อยๆ  และด้วยฝีเท้าอันหนักอึ้ง  เขาเริ่มออกก้าวเดินเข้าสู่เทือกเขาสัตว์เทพอีกคราหนึ่ง

 

ทุกสิ่งยังคงเงียบสงบนอกเขตแดนเทือกเขาสัตว์เทพ  อย่างไรก็ตาม  ไม่นานหลังจากคณะเดินทางเข้าสู่เขตแดนของเทือกเขาสัตว์เทพแล้ว,  มีการจู่โจมประปรายเกิดขึ้นอย่างโหดเหี้ยมจากสัตว์เทพที่โผล่ออกมาต่อหน้าต่อตาเซียวเอี๋ยน

 

สัตว์สามตัวที่เข้าจู่โจมมีความแข็งแกร่งระดับหนึ่ง  พวกมันถูกเรียกว่างูน้ำแข็งสีเลือดหมู  สัตว์เทพชนิดนี้มักปรากฏตัวอยู่ในบริเวณชายป่าด้านนอกของภูเขาสัตว์เทพและเป็นสัตว์ธาตุเย็น  ในตัวของพวกมันมีพิษไอเย็น  หากคนผู้หนึ่งไม่ได้รับการรักษาภายในเวลาครึ่งวันหลังได้รับพิษ  พิษชนิดนี้จะทำให้เลือดในร่างของเหยื่อแข็งตัวเป็นน้ำแข็งและตายลงในที่สุด

 

งูน้ำแข็งสีเลือดหมูทั้งสามขดตัวอยู่บนกิ่งไม้สามกิ่ง  มันรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด  สร้างความประหลาดใจแก่เหล่าทหารรับจ้างด้วยการฉกพิษใส่ทหารสามคนอย่างรวดเร็วและง่ายดายยิ่ง  ใบหน้าของทหารทั้งสามกลายเป็นสีซีดขาวราวน้ำแข็ง  ขาและแขนก็เย็นเยียบล้มลง

 

เมื่อตระหนักว่าพวกเขากำลังถูกจู่โจม  ทุกคนล้วนโจมตีตอบโต้ด้วยความเดือดดาลในทันที  เพียงครู่เดียว  สัตว์เทพระดับหนึ่งทั้งสามตัวก็ถูกกลุ่มทหารรับจ้างฆ่าตายสิ้นอย่างไม่น่าแปลกใจ  เมื่อไม่พบผลึกสัตว์เทพในตัวของซากศพ  พวกทหารจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดายนิดหน่อย  ในผืนป่า,  เป็นเรื่องปกติที่ต้องพบกับการบาดเจ็บรุนแรงและไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ หลังจากฆ่าสัตว์เทพได้  ดังนั้นพวกเขาจึงมิได้คาดหวังว่าจะได้พบอะไรมากนัก

 

หลังจากที่งูน้ำแข็งสีเลือดหมูถูกฆ่าตาย  ทหารทั้งสามที่กำลังเจ็บปวดกับพิษไอเย็นถูกย้ายไปทางด้านหลังที่คณะเก็บสมุนไพรรวมตัวกันอยู่อย่างรวดเร็วเพื่อให้หมอนางฟ้าได้ถอนพิษออกจากร่างของคนทั้งสาม

 

หลังประสบกับการโจมตีจากงูน้ำแข็งสีเลือดหมู  กลุ่มทหารทุกคนล้วนระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น  กระนั้นก็ตาม  มันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะรอดพ้นจากการปะทะกับสัตว์เทพได้อย่างสิ้นเชิงเมื่อเข้าสู่เทือกเขาสัตว์เทพซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยอันหนาแน่นของประชากรสัตว์เทพ

 

ระหว่างครึ่งกิโลเมตรถัดไปที่คณะกระจายตัวคลุมพื้นที่อยู่  พวกเขาถูกจู่โจมโดยสัตว์เทพอีกสามตัว  โชคดี,  จำนวนทหารมีมากกว่าจำนวนของสัตว์เทพและพวกเขาสามารถขับไล่สัตว์เทพทั้งสามตัวที่เข้าโจมตีไปได้   มีทหารอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บทว่าไม่มากนัก

 

เซียวเอี๋ยนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทหารในแนวหน้า  จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการต่อสู้หนหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  ในการเผชิญหน้ากับสัตว์เทพระดับหนึ่งโดยตรงตัวต่อตัว  เป็นเหตุให้มือเขาชาไปข้างหนึ่ง

 

เห็นสัตว์เทพเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่งหลบหนีไปหลังจากที่เซียวเอี๋ยนโจมตีอย่างไม่รุนแรงนัก  เซียวเอี๋ยนกัดฟันด้วยความเคืองใจ  หากมิใช่เพราะเต๋าชี่ที่ถูกสกัดกั้นไว้ด้วยดาบยักษ์นี้แล้ว  เขาต้องสามารถฆ่าเจ้าสัตว์เทพตัวนั้นได้อย่างแน่นอน

 

แม้เขาจะปล่อยให้สัตว์เทพตัวนั้นหนีไปได้  ความแข็งแกร่งที่เซียวเอี๋ยนแสดงให้เห็นเป็นผลให้ทหารรอบตัวมองดูเขาด้วยความชื่นชม

 

“เจ้าหนูน้อย  เจ้าแข็งแรงใช้ได้ทีเดียว  สามารถตั้งมั่นรับมือกับเสือดาวหางงูที่เลื่องชื่อด้านความแข็งแกร่งได้...”

 

“หึหึ  มีกำลังกล้าแข็งตั้งแต่ในวัยเพียงเท่านี้...  ข้าคิดไม่ออกเลยว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นไปถึงเพียงไหนในอนาคตข้างหน้า”

 

“ฮ่าๆ  เจ้าเด็กคนนี้น่าจะเป็นเต๋าเจ่อสองดาวที่เด็กที่สุดในกลุ่มนี้ใช่หรือไม่?  ดูความแข็งแรงของเขาสิ  ดูเหมือนนี่จะเป็นความจริงแท้แน่นอน”

 

เสียงเชียร์จากทหารรอบด้านก่อเกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยภายในกลุ่ม  ยามเมื่อสายตาของพวกทหารพุ่งตรงไปทางเด็กหนุ่มกับดาบยักษ์บนแผ่นหลัง  สายตาสงสัยถูกแทนที่ด้วยสิ่งอื่นในดวงตาแล้ว

 

ในวังวนที่ความแข็งแกร่งของคนผู้หนึ่งบ่งบอกสถานะอย่างหนึ่ง  ตราบเท่าที่คนผู้หนึ่งได้แสดงความแข็งแกร่งให้เป็นที่ประหลาดใจแก่ผู้อื่น  คนผู้นั้นย่อมได้รับความนับถือ  นี่เป็นกฎเกณฑ์เรียบง่ายและตรงไปตรงมายิ่ง

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มเรียบๆ กับเสียงเชียร์เหล่านั้น  ในรอยยิ้มนั้นปราศจากทั้งความภาคภูมิหรือความพึงใจ  เขาเดินตามคณะต่อไปเงียบๆ และเดินนำหน้าคณะเก็บสมุนไพรต่อไป

 

“ทุกคน  เราใกล้จะถึงจุดเก็บสมุนไพรแล้ว  หลังจากเดินทางมาเป็นเวลานาน  ทุกคนคงจะเหนื่อยแล้ว  พักกันสักครู่ก่อนเถิด”  หลังเดินทางไปได้อีกระยะหนึ่ง  เสียงอ่อนโยนและมีชีวิตชีวาของหญิงสาวพลันดังขึ้นจากในกลุ่มที่เงียบเชียบ

 

ฝีเท้าที่เร่งรุดไปเบื้องหน้าค่อยๆ หยุดลง  ขณะที่ทั้งกลุ่มหยุดเดินลงพร้อมกัน  พวกเขาหันไปพบกับรอยยิ้มไร้เดียงสาจากเด็กสาวและต่างพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง

 

หลังปรึกษากันสั้นๆ ทหารกว่าสิบนายกระจายตัวออกไปทั่วบริเวณเพื่อยืนยาม  คนที่เหลือนั่งลงและเริ่มฟื้นฟูพลังที่ใช้ไปในระหว่างการเดินทาง

 

เซียวเอี๋ยนนั่งลงบนพื้น  ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ  เขายกนิ้วมือข้างหนึ่งขึ้นมา  ยาฟื้นฟูความแข็งแรงปรากฏขึ้นอย่างฉับไวในมือ  เขาชำเลืองมองรอบตัวแล้วจึงยกมือขึ้นและทำท่าหาว  ฝ่ามือปิดปากขณะที่ทำท่าเช่นนั้น  เม็ดยาก็พลันถูกป้อนเข้าปากไป  เขากลืนกินมันอย่างรวดเร็วโดยไม่เผยร่องรอยให้ได้เห็นว่าเขาทำอันใดไป

 

เมื่อเม็ดยาเข้าสู่ร่างกาย  ฤทธิ์ของมันค่อยกระจายออกไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว  เซียวเอี๋ยนเอนกายพิงต้นไม้และหลับตาลง ปล่อยให้ฤทธิ์ยาเข้าทดแทนเต๋าชี่ในร่างกายที่พร่องไป

 

ด้วยความช่วยเหลือของ ”ยาฟื้นฟูความแข็งแรง”  เซียวเอี๋ยนคืนสู่ความสดชื่นได้อย่างรวดเร็ว  รอบตัวเขา,  ทหารคนอื่นๆ ยังคงรอคอยให้เรี่ยวแรงกลับคืนมา

 

หลังกระซิบกระซาบอยู่ในหัวใจถึงความโชคดีที่มียาอยู่กับตัว  เซียวเอี๋ยนลุกยืนขึ้น  เขากระซิบกับทหารที่อยู่ข้างๆ ว่าจะออกไปปลดทุกข์ก่อนจะค่อยมุ่งหน้าเ