บนหน้าผาลาดชัน เงาร่างสองสายปรากฏกายขึ้นใต้แสงจันทร์สว่าง

 

“เริ่มกันเลยหรือไม่?”

 

เซียวเอี๋ยนก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งเพื่อเพ่งมองพื้นที่ดำสนิทใต้หน้าผาก่อนจะหันมายิ้มและถามหมอนางฟ้าที่แต่งกายด้วยชุดรัดกุมสีดำ

 

นางพยักหน้าน้อยๆ  หมอนางฟ้าทรุดลงนั่งยองๆ เพื่อเก็บท่อนไม้แห้งๆ สองสามชิ้นมามัดรวมกัน  เกิดเป็นคบไฟสองดุ้น  นางโปรยผงสีเหลืองอ่อนชนิดหนึ่งใส่คบไม้และไฟก็ติดวาบขึ้นมาบนคบไม้ทั้งสอง

 

“รับไป”  หมอนางฟ้ายื่นคบไฟดุ้นหนึ่งให้เซียวเอี๋ยน  จากนั้นจึงล้วงเอาเชือกยาวเส้นหนึ่งออกมาและโยนมันให้เซียวเอี๋ยน นางยิ้มแย้มขณะกล่าว  “เยี่ยงชายอกสามศอก  เจ้าคงไม่ปล่อยให้เด็กผู้หญิงอ่อนแอเช่นข้าเป็นคนนำทางหรอกนะ  จริงไหม?”

 

เซียวเอี๋ยนถือคบไฟและดึงเชือกเส้นนั้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อทำความมั่นใจว่ามันไม่มีปัญหาใดๆ  เขาพลันชำเลืองมองหมอนางฟ้าที่ยิ้มแย้มอยู่  ส่ายศีรษะและตอบเย็นชา  “ลงไปพร้อมกัน  ข้าไม่อาจเชื่อใจคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานได้โดยง่าย”

 

“เจ้า...  เจ้านี่ช่างไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเอาเสียเลย?”

 

เมื่อถูกเซียวเอี๋ยนสงสัย  หมอนางฟ้ารู้สึกขุ่นเคืองใจยิ่ง  ปกติแล้ว  พวกทหารรับจ้างที่นางพบเจอมักพูดจาเปิดเผยและตรงไปตรงมา  นางแทบไม่เคยพบพานคนเช่นเซียวเอี๋ยนที่รอบคอบแม้กระทั่งกับเด็กผู้หญิงอ่อนแอเยี่ยงนางที่เป็นเพียงเต๋าเจ่อผู้หนึ่ง

 

“ข้ามีชีวิตแค่ชีวิตเดียว  และข้าก็ไม่อาจเอามันมาเสี่ยงได้  การทำตัวเป็นวีรบุรุษต่อหน้าสาวงามอาจนำพาอันตรายมาสู่ตัวได้ ... หึๆ ... ทางที่ดีก็ลืมมันเสีย” เซียวเอี๋ยนไม่ใส่ใจหมอนางฟ้า  น้ำเสียงของเขาสงบราบเรียบราวสายน้ำ

 

“เจ้า...”

 

“ยังต้องการจะลงไปหรือไม่?  ขืนชักช้ากว่านี้ก็คงจะฟ้าสางแล้ว”  เซียวเอี๋ยนเอี้ยวศีรษะขณะเอ่ยถามยิ้มแย้ม

 

“ไป!”  จ้องมองรอยยิ้มน่ารังเกียจของเซียวเอี๋ยน  หมอนางฟ้าได้แต่กัดฟันและกระทืบเท้าด้วยความชิงชัง

 

ใบหน้าระบายด้วยรอยยิ้ม,  เซียวเอี๋ยนผูกเชือกเข้ากับไม้ใหญ่แข็งแรงต้นหนึ่ง  ลองทดสอบดูด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งก่อนจะยื่นแขนออกไปเป็นสัญญาณให้หมอนางฟ้าเข้าสู่อ้อมอกของเขา  “มานี่”

 

“ข้ามีเชือกของข้าเอง  ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า!”  เมื่อนางเห็นท่าทางของเซียวเอี๋ยน  หมอนางฟ้ากระถดถอยหลังไปหลายก้าว  ใบหน้าชวนมองของนางแดงเรื่อด้วยความเขินอายและเคืองใจขณะร้องอุทานเสียงดัง

 

“เอาล่ะ  เช่นนั้นเจ้าก็ฉายเดี่ยวลงไปตามลำพังได้เลย  แต่ข้าอยากจะเตือนเจ้าเอาไว้ก่อน  ไม่มีใครรับประกันได้ว่าที่ใต้หน้าผาในคืนนี้จะไม่มีงูพิษ  แมงป่อง  หรือกระทั่งหนู...”  เซียวเอี๋ยนยิ้มอย่างไม่แยแสและกล่าวขณะยักสองไหล่

 

“เจ้าลูกกำพร้า  เจ้าต้องไม่ตายดีแน่!”

 

เงาร่างสีดำพุ่งเข้าหาเซียวเอี๋ยนอย่างแรงและต่อมา,  จับมือทั้งสองของเขาแบออก,  ยัดมันใส่มือของเขา  มองดูแล้ว,  เขาพบว่ามันก็คือเชือกอีกมัดหนึ่งที่เคยอยู่ในมือของหมอนางฟ้า

 

“หากเจ้ากล้าลองทำอะไรโง่ๆ  ข้าจะวางยาพิษเจ้าให้ตาย!”

 

ท่ามกลางความตื่นตัวกับคำข่มขู่ของหมอนางฟ้า  กลิ่นหอมโชยตรงมาทางเซียวเอี๋ยนหอบหนึ่ง  ครู่สั้นๆ ต่อมา  ร่างนุ่มนิ่มอบอุ่นก็พุ่งเข้าสู่อ้อมอกของเขา

 

ความอ่อนนุ่มที่พุ่งเข้าสู่อ้อมอกก่อเกิดความรู้สึกราวกับมันพุ่งลงสู่ก้นบึ้งในหัวใจของเขา  เป็นเหตุให้หัวใจของเขาสั่นไหวจนมิอาจควบคุมได้

 

เซียวเอี๋ยนถอนหายใจยาว  กดทับอารมณ์ที่คุกรุ่นขึ้นในหัวใจ  เขาเอื้อมมือออกไปโอบรอบเอวคอดกิ่วนั้น  ลอบชื่นชมเอวงามไร้ที่ตินั้นอีกคราหนึ่ง  ด้วยสองแขนที่โอบแน่นอยู่รอบเอวอ่อนนุ่มและคอดกิ่วเบื้องหน้า  เซียวเอี๋ยนพลันเผลอสติไปชั่วครู่

 

“เจ้ายังไม่ไปอีกหรือ?”

 

ขณะที่เซียวเอี๋ยนกำลังเพลิดเพลินอยู่กับความอ่อนนุ่มน่าหลงใหลตรงหน้า  เสียงขุ่นเคืองของหมอนางฟ้าพลันดังขึ้นข้างหู

 

“ขออภัย”

 

เซียวเอี๋ยนหัวเราะ  อย่างไรก็ตาม  คำพูดของเขาไม่มีแววสำนึกเสียใจแม้แต่น้อย  เขาดึงร่างงามเบื้องหน้าเข้ามากระชับไว้อีกคราหนึ่ง  ปลายเท้าแตะออกจากขอบหน้าผาเบาๆ  ทั้งคู่ดิ่งลงสู่ความมืดสนิทที่อยู่ใต้หน้าผานั้น

 

ลมแรงกรรโชกผ่านหูของพวกเขา  เสื้อผ้าลู่แนบไปตามลำตัว  มือซ้ายของเซียวเอี๋ยนจับหมอนางฟ้าไว้  ขณะเกลียวเชือกที่มัดอยู่รอบมือข้างขวาของเขาพลันตึงขึ้นกะทันหัน  ส่งผลให้ร่างที่กำลังร่วงหล่นลงไปของพวกเขาค่อยๆ ลอยค้างอยู่กลางอากาศ

 

หลังจากทอดถอนหายใจแสนยาวและยาวเหลือประมาณคราหนึ่ง  เซียวเอี๋ยนก้มศีรษะลงมองหมอนางฟ้าที่กำลังกอดเขาไว้แน่นจนเขาต้องหัวเราะล้อเลียนออกมาคราหนึ่ง  สายตาหันมองความมืดสนิทรอบตัว  ถามแผ่วเบา  “เจ้าบอกได้หรือไม่ว่าตำแหน่งถ้ำอยู่ที่ใด?”

 

เมื่อนางได้ยินเซียวเอี๋ยนเอ่ยถามเรื่องสำคัญ  หมอนางฟ้าในที่สุดจึงบรรเทาความขึ้งเครียดที่เกิดจากการกระโดดลงมาจากที่สูง  สายตานางกวาดไปโดยรอบขณะพึมพำกับตนเองก่อนที่จะชี้ตรงไปยังจุดหนึ่งในความมืดและกล่าวเบาๆ  “มันควรจะอยู่..  ตรงนั้น..”

 

เซียวเอี๋ยนมองไปยังทิศทางที่หมอนางฟ้ากำลังชี้อยู่  เขาพยักหน้าน้อยๆ และเตือนนางด้วยเสียงทุ้มต่ำ  “จับแน่นๆ”

 

พร้อมคำพูดเหล่านั้น  หมอนางฟ้าดูเหมือนจะลังเลอยู่บ้าง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเซียวเอี๋ยนถีบตัวออกจากกำแพงหน้าผาด้วยปลายเท้าข้างหนึ่ง  และเงาร่างของพวกเขาพลันถูกเหวี่ยงออกไปอีกครา  นางจึงรีบคว้าเอวของเซียวเอี๋ยนไว้ด้วยความตื่นกลัว  ซุกใบหน้าเข้าสู่อ้อมอกของเขา

 

ปลายเท้าของเซียวเอี๋ยนยังคงไต่ผ่านไปตามกำแพงผาอย่างต่อเนื่อง  และด้วยแรงดึงจากเชือก  ระยะห่างระหว่างร่างทั้งสองกับถ้ำก็แคบเข้า

 

“โยนคบไฟเข้าไป”  เมื่อระยะทางสั้นเข้าไปอีกคราหนึ่ง  เซียวเอี๋ยนกล่าวเสียงทุ้มต่ำขณะพยักเพยิดเชิดคางไปทางจุดหมายดำมืดที่ห่างออกไป

 

“โอ้ว”  ใบหน้าชวนมองพยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ  หมอนางฟ้าเล็งจุดหมายมืดสนิทนั้นและขว้างคบไฟในมือของนางไปทางนั้น

 

คบไฟถูกขว้างเข้าใส่กำแพงผา  ประกายไฟสาดกระเด็นออกไปทุกทิศทาง  หยิบยืมแสงไฟอันน้อยนิดเหล่านี้,  เซียวเอี๋ยนกะเล็งระยะห่างของถ้ำที่ซ่อนอยู่อย่างคร่าวๆ

 

“ฮู่...”  เมื่อเห็นว่าพวกเขาเกือบถึงเป้าหมายแล้ว  เซียวเอี๋ยนลากหายใจยาวอย่างโล่งอก  จากนั้นขนทั่วร่างกายพลันลุกชันขึ้นโดยพร้อมเพรียงราวกับสัญญาณเตือนที่พุ่งวาบเข้าไปในหัวใจ  ปลายเท้าเตะหนักหน่วงลงกับกำแพงผาขณะเงาร่างของเซียวเอี๋ยนพุ่งออกไปที่ด้านนอก

 

“ชี่...”  เสียงเฉื่อยๆ ดังถ่ายทอดผ่านมาในอากาศท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี  เซียวเอี๋ยนอาศัยแสงไฟบ่งบอกต้นเสียงที่แอบโจมตีใส่

 

“งูหน้าผา”  ผิวขาวๆ ของเซียวเอี๋ยนดำคล้ำขณะตะโกนชื่อนี้ออกมาและสีหน้าก็พลันบิดเบี้ยว

 

งูหน้าผา,  ตามนัยแห่งชื่อ,  เป็นสัตว์เทพประเภทงูที่อาศัยอยู่ตามซอกหินบนหน้าผาและมีความแข็งแกร่งราวระดับหนึ่ง  สัตว์เทพประเภทนี้ใช้ประโยชน์จากร่างอันยาวและคล้ายปีกบินร่อนอยู่ในอากาศได้ดังเหยี่ยว  นอกไปจากนี้พวกมันมีคุณสมบัติเป็นธาตุหิน  ร่างกายของพวกมันจึงแข็งราวหิน  อาวุธธรรมดายากที่จะทำร้ายมันได้

 

หากเป็นวันธรรมดาทั่วไป  ต่อให้เซียวเอี๋ยนต้องเผชิญหน้ากับงูหน้าผานี้ตามลำพัง  เขาคงต้องถูกพัวพันอยู่กับชัยชนะที่ไม่แน่ว่าจะได้มา  ซ้ำร้ายในขณะนี้  เขาห้อยอยู่กลางอากาศ,  ทั้งยังแบกหมอนางฟ้าเอาไว้  เขาไม่อาจคิดทดลองสู้กับมันได้  จึงเป็นสาเหตุของใบหน้าอันบูดเบี้ยวน่าเกลียดของเขาในขณะนี้

 

“งูหน้าผาหรือ?  เราจะทำอย่างไรดี?”  ได้ยินเสียงเซียวเอี๋ยนร้องเตือนขึ้น  ร่างงดงามของหมอนางฟ้าสั่นสะท้านขณะถามอย่างร้อนรน  นางเองก็เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์เทพชนิดนี้

 

เซียวเอี๋ยนชำเลืองมองงูหน้าผาตัวเหลืองที่ขดตัวอยู่ในอากาศขณะถลึงตาเย็นชามองดวงตารูปสามเหลี่ยมของมัน  เขาบ่นพึมพำกับตนเองอยู่ชั่วครู่ก่อนความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นและถามขึ้นเสียงทุ้มต่ำ  “เจ้ายังมีผงยาที่ทำให้ผู้คนสลบเหลืออยู่หรือไม่?”

 

ด้วยคำพูดเหล่านี้  ดวงตาดำขลับของหมอนางฟ้ากลอกกลิ้งตลบหนึ่ง  ไม่นานหลังจากที่นางพยักหน้า  นางล้วงเอาถุงใส่ผงยาออกมาจากอกเสื้อและยื่นส่งให้เซียวเอี๋ยนและกล่าว  “นี่เป็นทั้งหมดที่ข้าเหลืออยู่  ใช้ให้ประหยัด...”

 

เซียวเอี๋ยนรับถุงผ้ามาและเททุกอย่างใส่มือก่อนจะกำไว้แน่น  เขาจ้องมองงูหน้าผาที่กำลังเริ่มทำท่าจะโจมตี

 

“ชี่...”

 

มันส่งเสียงขู่ฟ่ออีกคราหนึ่ง  ปีกแคบๆ ของงูหน้าผากระพือสั่น  ดวงตาของมันจ้องมองอย่างประสงค์ร้าย  มันฉกเข้าใส่เซียวเอี๋ยน  ภายในปากใหญ่กว้าง  เขี้ยวแหลมคมสะท้อนแสงเย็นเยือกออกมา

 

เขาจ้องมองงูหน้าผาที่ใกล้เข้ามาด้วยสายตาเย็นชา  เซียวเอี๋ยนกำหมัดแน่นและแน่นยิ่งขึ้น

 

“รีบจู่โจมมันสิ  เจ้าปัญญาอ่อน!”  ในอ้อมอกของเขา  เมื่อเห็นเซียวเอี๋ยนยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ  หมอนางฟ้าเร่งเร้าเขาอย่างรีบร้อน

 

เซียวเอี๋ยนไม่ใส่ใจเสียงเร่งเร้า  เขายังคงนิ่งเงียบ  ทว่าเต๋าชี่ในร่างกายเริ่มโคจรไปตลอดทั่วทั้งเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำใหญ่แล้ว

 

จ้องมองเจ้างูหน้าผาที่พุ่งเข้ามาถึงระยะราวสิบเมตรจากคนทั้งสอง  หมอนางฟ้าข่วนใส่หลังของเซียวเอี๋ยนด้วยความโมโห  “เจ้าลูกกำพร้าพ่อ  ข้าจะถูกฆ่าก็เพราะเจ้าแล้ว!”

 

ชั่วขณะที่งูหน้าผาเข้ามาถึงระยะสิบเมตรจากคนทั้งสอง  เซียวเอี๋ยนในที่สุดก็เริ่มเคลื่อนไหว  หมัดที่กำแน่นอยู่ของเขาพลันเปิดออก  ภายในฝ่ามือปรากฏพลังชี่รุนแรงสายหนึ่งระเบิดออก  หอบเอาผงสีขาวดุจดังลูกศรสีขาวยิงเข้าใส่งูหน้าผาตัวนั้น

 

ผงสีขาวกระแทกเข้าใส่งูหน้าผา  ทันใดก็ระเบิดกระจายออกไปเป็นควันผงปกคลุมทั่วตัวงูหน้าผาไว้

 

“ตุ้บ!”

 

เงาร่างสีเหลืองดิ้นพล่านอยู่ในผงสีขาวนั้นชั่วครู่ก่อนที่จะตัวแข็งทื่อร่วงลงจากท้องฟ้า  เสียงกระแทกโครมหนักหน่วงดังขึ้นจากหุบเขาลึก

 

จ้องมองงูหน้าผาที่หายลับลงไปในความมืดมิด  เซียวเอี๋ยนในที่สุดจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก  ด้วยความสูงขนาดนี้ แม้ร่างของมันจะแข็งดังหิน  มันก็ต้องกลายสภาพเป็นเนื้อสับเละๆ บ้างแล้ว  ใช่หรือไม่?

 

เซียวเอี๋ยนเงยหน้าขึ้นมองดูผงสีขาวที่ลอยล่องอยู่กลางอากาศ  เขาโบกฝ่ามืออีกคำรบหนึ่ง,  พลังชี่รุนแรงสายหนึ่งก็พลันผลักพุ่งออกไป  กวาดผ่านอากาศไปในทันที

 

“ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะมีทักษะอื่นๆ อีกนอกเหนือไปจากการระรานสตรีเพศ”  แม้เซียวเอี๋ยนจะขี้โกงอยู่บ้างในการต่อสู้ครั้งนี้  ความสงบสุขุมของเขาในท่ามกลางสถานการณ์อันตรายก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด  กระทั่งหมอนางฟ้าเริ่มรู้สึกยอมรับนับถือเขามากขึ้นแล้ว

 

เขายิ้มอย่างไม่กระตือรือร้น  เซียวเอี๋ยนในที่สุดโอบกระชับหมอนางฟ้าไว้ในอ้อมแขนพร้อมค่อยๆ ลดระดับลงไปยังจุดนอกปากถ้ำ  ขณะจ้องมองบริเวณทางเข้าถ้ำ  เขาพบว่ามันถูกปกคลุมไว้ด้วยซากปรักหักพังกับต้มไม้แปลกๆ อย่างแน่นหนา  สองคิ้วของเขาย่นเข้าหากันและไม่นานหลังจากที่ส่ายศีรษะอย่างจนหนทาง  ดูเหมือนจะมีงานยากอีกชิ้นหนึ่งเก็บไว้ให้เขาอีกแล้ว

 

เซียวเอี๋ยนแบมือออกช้าๆ  สูดลมหายใจลึก  เขาตะโกนออกไปในใจ  “ฝ่ามือเพลิง!”

 

ขณะเสียงตะโกนดังสะท้อนอยู่ในหัวใจ  พลังผลักรุนแรงสายหนึ่งแผ่พุ่งออกไปจากใจกลางฝ่ามือ  ดุจดังลมกรรโชกสายหนึ่งกวาดผ่านใบไม้ร่วง  มันพัดพาเอาเศษหินที่แตกหักกับไม้ซุงเข้าไปในช่องว่างสีดำมืดระหว่างภูเขา

 

เมื่อเสร็จงาน  เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของเซียวเอี๋ยนขณะที่ลมหายใจของเขาก็ดูกระชั้นถี่ขึ้น  ภายใต้แรงสกัดกั้นของดาบกระดานสีดำสนิทเล่มยักษ์บนแผ่นหลัง  เต๋าชี่ทั้งหมดที่เขาใช้ออกไปได้,  มีไม่ถึงหกสิบหรือเจ็ดสิบส่วนในร้อยส่วนของกระแสชี่

 

หลังหอบหายใจเบาๆ อยู่ครู่หนึ่ง  เซียวเอี๋ยนเลื่อนสายตาไปทางปากถ้ำที่โล่งขึ้น

 

บัดนี้  เมื่อต้นไม้และเศษหินที่ปรักหักพังอยู่ถูกกวาดหายไป  ด้วยแสงจันทร์ที่สาดส่องอยู่,  เซียวเอี๋ยนและหมอนางฟ้าในที่สุดก็สามารถมองเห็นตัวถ้ำที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังโดยใครบางคนแต่กาลก่อน

 

ทางเข้าถ้ำไม่กว้างนัก มีขนาดให้คนสองหรือสามคนเดินเข้าไปพร้อมกันได้เท่านั้น  ตัวถ้ำมืดมิด  ทว่าสามารถมองเห็นแสงสว่างเล็กๆ ลอดออกมาจากภายในได้  ยิ่งทำให้มันดูลี้ลับขึ้นไปอีก

 

รอบๆ ทางเข้าถ้ำมีรอยดาบมากมายปรากฏอยู่  บางทีอาจจะเป็นเพราะผ่านกาลเวลามายาวนาน  รอยดาบเหล่านี้จึงเหลืออยู่เพียงเบาบางยิ่ง  หากมิใช่เพราะเซียวเอี๋ยนเป็นคนช่างสังเกต,  บางทีเขาอาจจะไม่เห็นมันเลยก็เป็นได้

 

“ในที่สุดพวกเราก็มาถึง...”

 

หัวเราะด้วยความตื่นเต้น  เซียวเอี๋ยนกอดหมอนางฟ้าไว้  ด้วยแรงผลักใส่กำแพงหน้าผาเป็นครั้งสุดท้าย  ร่างทั้งสองในที่สุดก็ลอยผ่านอากาศและดิ่งลงไปยืนบนปากถ้ำได้อย่างมั่นคง

 

เมื่อลงยืนได้เรียบร้อยแล้ว  หมอนางฟ้ารีบผละจากอ้อมอกของเซียวเอี๋ยนอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกะขนาดปากถ้ำด้วยท่าทางดีใจบนใบหน้าชวนมองของนาง

 

“เข้าไปกันเถอะอ ดูสิว่ามีอะไรที่เราจะเก็บไปได้บ้าง  หวังว่ามันจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มน้อยๆ แก่หมอนางฟ้าและคลายมัดเชือก  เขาออกเดินนำเข้าสู่ด้านในถ้ำอันมืดสนิท

 

มองดูความมืดสนิทที่ด้านในถ้ำ  หมอนางฟ้าเกิดความลังเลเล็กน้อย  ครู่ต่อมานางจึงกระทืบเท้าและกัดฟันตามติดไป

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณครับ

#2 By pop (113.53.23.87) on 2016-04-12 16:19

ฟินเลยสินะเซียวเอี๋ยน wink

#1 By ตี๋ on 2015-12-18 21:12