เซียวเอี๋ยนดึงเอาผลึกสัตว์เทพออกมาอย่างดีใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบผลึกวิเศษระดับสูงปานนี้ ความรู้สึกตื่นเต้นถาโถมขึ้นมา เขาฉวยมันเข้าไว้ในมือขณะไอเย็นบางเบาทำให้เขารู้สึกสั่นเทาเล็กน้อย พริบตาเดียว เขาก็รีบเก็บมันเข้าไปในแหวนเก็บของอย่างรวดเร็ว

 

“ไปกันเถอะ” เซียวเอี๋ยนเก็บข้าวของและสะบัดนิ้วขณะเหยาเหลาพุ่งกลับเข้าไปในแหวน

 

เขาถูแหวนวงเกลี้ยงในมือ เซียวเอี๋ยนยกไม้บรรทัดซวนยักษ์สีดำขึ้นสู่แผ่นหลังก่อนที่จะขยับร่างให้มั่นคงและออกก้าวเดินขณะท่องเที่ยวกลับไปตามทางเดิมที่เข้ามาอย่างไม่รีบเร่ง

 

ทิ้งกองเศษหินไว้เบื้องหลัง เซียวเอี๋ยนเดินทางตัดผ่านป่ารกทึบเพื่อให้กลับถึงหุบเขาได้รวดเร็ว ผลจากการต่อสู้ ร่างของเซียวเอี๋ยนเปรอะเปื้อนไปด้วยรอยเลือด ดังนั้นจึงใช้ใบหญ้าติดไว้รอบตัวเพื่อปกปิดกลิ่นเลือด นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งขณะอาศัยอยู่ในป่า

 

เมื่อเดินทางอย่างหลีกเร้นไปได้ไกลพอประมาณ ฝีเท้าของเซียวเอี๋ยนพลันหยุดลง เขาสัมผัสได้ถึงเสียงที่วิ่งเข้ามาจากที่ไหนสักแห่งด้านซ้ายมือ

 

สองคิ้วของเซียวเอี๋ยนปรากฎรอยย่นเล็กน้อยขณะกวาดสายตาหันไปมองยังทิศทางนั้นก่อนที่จะรีบมุดเข้าหลบซ่อนตัวในพุ่มไม้หนาใกล้ๆ เขาสังเกตความเคลื่อนไหวโดยรอบอย่างไม่รีบเร่งผ่านช่องว่างระหว่างใบหญ้า

 

ไม่นานหลังจากที่เซียวเอี๋ยนเข้ากำบังตัว เงาร่างสองสายค่อยๆ ปรากฏเข้าสู่สายตา  เมื่อกวาดตามองผ่านช่วงอกของคนทั้งคู่ ใบหน้าเขาพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในหัวใจ เขาก่นด่าด้วยเสียงเย็นชาเบาๆ “พวกมันมาจากสำนักคุ้มกันภัยหัวหมาป่าหรือ?”

 

“ข้าคิดว่า...  เราควรจะหยุดพักที่นี่ หากเราไปต่อ เราจะเข้าสู่ส่วนในของเทือกเขาสัตว์เทพแล้ว แค่ตะปบทีเดียว สัตว์เทพพวกนั้นก็สามารถฆ่าเราได้อย่างง่ายดายแล้ว” พวกมันค่อยๆ เดินผ่านไป ทหารคนหนึ่งเสนอแนะขึ้น ใบหน้าดูมีความกังวลใจ

 

ด้วยคำพูดของเพื่อนร่วมทาง ทหารอีกคนหนึ่งก็ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย สบถออกมาว่า “ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กเหลือขอนั่นหลบซ่อนอยู่แถวไหนกันแน่นะ? หัวหน้าสั่งให้เราจับตาย เราต้องหาให้ได้ว่าเจ้าลูกกำพร้านั่นยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว”

 

“บางที มันอาจจะโดนสัตว์เทพสักตัวจับกินจนกลายเป็นขี้โคลนไปแล้วก็ได้ เฮะๆ...”

 

“เฮ่ นี่เป็นไปได้ทีเดียว ดูจากอายุอานาม ดูท่ามันไม่จะค่อยมีประสบการณ์ในป่าเขาเช่นนี้เท่าไหร่เมื่อเทียบกับอายุแล้ว... ลืมมันเถอะ วันนี้ให้การค้นหาของเรายุติลงที่นี่ก่อน เราจะกลับไปรายงานและค่อยออกค้นหากันต่อในวันพรุ่งนี้” ทหารผู้หนึ่งกล่าวขณะทำหน้าบูดบึ้งก่อนจะชะงักเท้าและมองเข้าไปในป่าที่เริ่มมืดค่ำ

 

“เอ่อ แย่ไปหน่อย เจ้าลูกกำพร้านั่นมีค่าหัวถึงแปดพันเหรียญทองเชียว หากเราโชคดีได้เจอมัน ดูจากความแข็งแกร่งของเราทั้งคู่ที่สูงถึงระดับเต๋าเจ่อห้าดาวแล้ว การจะหยุดมันได้มิใช่เรื่องยากอันใด” ทหารอีกคนพยักหน้าก่อนจะเผยความคิดตนออกมาด้วยความเสียดาย

 

“เฮะ เป็นโชคดีของมัน ไปกันเถอะ”

 

ทหารผู้นั้นยิ้มขณะพยักหน้า อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะที่เขาหมุนตัว สีหน้าเขาก็พลันแปรเปลี่ยน หมุนตัวกลับรวดเร็วราวฟ้าแลบ ชี่รุนแรงสายหนึ่งพุ่งตรงมาทักทายศีรษะของเขา

 

การจู่โจมฉับพลันเป็นเหตุให้ทหารผู้นั้นส่งหมัดออกมาตอบโต้ตามสัญชาติญาณ ปะทะอย่างหนักหน่วงเข้ากับหมัดที่กำลังพุ่งเข้าหา อย่างไรก็ตามความแข็งแกร่งของพลังชี่ที่โจมตีเข้ามารุนแรงเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มากนัก

 

หลังประสานหมัด ใบหน้าของทหารผู้นั้นกลายเป็นซีดขาวราวซากศพ ทรวงอกรู้สึกจุกแน่นขณะพ่นเอาเลือดสดๆ ออกมาคำหนึ่งอย่างรุนแรง ร่างกายถูกเหวี่ยงลอยไปในอากาศ

 

“ฆ่ามัน!” ชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป ทหารผู้นั้นเร่งร้อนตะโกนบอกเพื่อนที่กำลังตกตะลึงเพราะเหตุการณ์พลิกผันที่บังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เสียงตะโกนจะสิ้นสุดลง ด้วยความหวาดกลัว เขาพบว่าร่างของตนที่กำลังลอยละลิ่วไปเบื้องหลังพลันถูกดึงกลับไปเบื้องหน้าด้วยพลังดูดรุนแรงสายหนึ่ง

 

ณ กลางอากาศ เงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อเงาร่างนั้นบรรจบพบเข้ากับร่างของทหาร ศอกๆ หนึ่งพลันพุ่งเข้าใส่ลำคอของทหารผู้นั้นอย่างรุนแรง ทันใดนั้น เสียงคุกคามเลวร้ายพลันดังสะท้อนก้องไปทั่วป่าอันเงียบสงัด

 

“ตูม...” ยังคงอยู่กลางอากาศ ร่างอ่อนปวกเปียกของทหารผู้นั้นล่วงหล่นลง เสียงกระทบหนักหน่วงลงสู่พื้นเป็นเหตุให้ฝุ่นผงกระจายฟุ้งขึ้นจากพื้น

 

ตั้งแต่เริ่มต้นการจู่โจมกะทันหันจวบจนทหารผู้นั้นสิ้นใจลง กินเวลาสั้นๆ เพียงเจ็ดหรือแปดวินาที ในขณะที่ทหารอีกผู้หนึ่งได้สติกลับคืนมา เขาก็พบว่าเพื่อนร่วมสำนักได้สูญเสียลมหายใจแห่งชีวิตไปเสียแล้ว

 

ท่วมท้นด้วยความตื่นตะลึง ทหารที่เหลือเงยหน้าขึ้น จ้องมองอย่างตื่นตัวไปยังเงาร่างใกล้ๆ ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด เขาตะโกนตะกุกตะกัก “เจ้าเป็นใคร? ทำไมจึงต้องโจมตีพวกเรา?”

 

“เฮะๆ พวกเจ้ามิใช่กำลังตามหาข้าอยู่หรอกหรือ?” เงาร่างนั้นเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มหล่อเหลาของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง

 

“เจ้าคือ... เซียวเอี๋ยนหรือ?” นัยน์ตาทหารผู้นั้นตื่นกลัวและหลังจากตะโกนชื่อนั้นออกมา เขาพลันหันหลังและออกวิ่ง ขณะวิ่งหนี มือทั้งสองล้วงเอาพลุส่งสัญญาณออกมาแท่งหนึ่ง ชั่วขณะที่เขาเตรียมจุดมัน พลังดูดสายหนึ่งบังเกิดขึ้นที่เบื้องหลังอย่างฉับพลันและพลุสัญญาณก็บินลอยออกจากมือทั้งสองของเขา...

 

เซียวเอี๋ยนคว้าแท่งพลุสัญญาณไว้ได้อย่างง่ายดาย เขาโบกมันเล่นไปมาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเก็บเข้าไว้ในแหวนเก็บของ เขากดเท้าข้างหนึ่งลงพื้นเบาๆ และร่างกายก็พลันพุ่งตรงไปยังทหารผู้นั้น

 

มองเห็นเซียวเอี๋ยนที่รุกใกล้เข้ามาอย่างดุเดือด ความตื่นกลัวฉายวาบขึ้นบนใบหน้าทหารผู้นั้น บังเกิดเสียงสำลักคราหนึ่ง

เขาดึงดาบออกจากเอวก่อนที่จะฟันใส่เซียวเอี๋ยนอย่างแรงด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยว

 

ร่างเซียวเอี๋ยนเอียงไปด้านหนึ่งเล็กน้อย กระโดดหลบการโจมตีของทหารผู้นั้นได้อย่างง่ายดาย ชั่วพริบตา ขาซ้ายของเซียวเอี๋ยนพลันเตะออกไปอย่างหนักหน่วง ทันใดนั้นก็ฟาดเข้าใส่ท้องน้อยของทหารผู้นั้น

 

เมื่อถูกเตะหนักหน่วงเข้าที่ท้องน้อย ทหารผู้นั้นร้องครวญคราง มุมปากปรากฏหยาดเลือดไหลริน ซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว เขาเห็นเงาร่างอีกฝ่ายวาบขึ้นที่เบื้องหน้าขณะดาบในมือถูกฉกไป ติดตามด้วยความรู้สึกเย็นเยียบราวน้ำแข็งจากท่อนโลหะที่พาดทับบนลำคอ

 

“”หากเจ้าขยับแม้แต่น้อย ... ข้าจะบั่นคอเจ้าซะ”

 

เสียงเหี้ยมเกรียมเบาๆ ดังขึ้นช้าๆ ที่ข้างหูทหารผู้นั้น เป็นเหตุให้เขาตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

 

“เจ้า... หากเจ้าฆ่าข้า สำนักคุ้มกันหัวหมาป่าต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” เหงื่อเย็นเยียบเปียกชุ่มบนหน้าผากของทหารผู้นั้นขณะข่มขู่ด้วยเสียงตะกุกตะกัก

 

“ฮ่าๆ ปล่อยข้าหรือ? พวกเจ้าล้วนไม่เคยคิดจะปล่อยข้าไปอยู่แล้ว จริงหรือไม่?” เซียวเอี๋ยนหัวเราะเยาะ กล่าวต่อไปอย่างไร้ความรู้สึก “ตอบคำถามข้าซะ”

 

“เจ้าจะปล่อยข้าไปหรือไม่ หากข้าตอบเจ้า?”

 

“เจ้าไม่มีสิทธิเลือก” ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เซียวเอี๋ยนขยับดาบเข้าไปอีก “หากเจ้าไม่เชื่อฟัง ข้าก็สามารถหั่นเจ้าออกเป็นสิบๆ ชิ้นก่อนจะโยนใส่รังมดกินเนื้อ?”

 

ด้วยคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าของทหารผู้นั้นพลันซีดขาวยิ่งขึ้น สองขาสั่นเทา รู้สึกเสียใจเป็นกำลังที่คิดว่าเด็กหนุ่มท่าทางเพิ่งวัยรุ่นจะไม่ร้ายกาจนัก

 

“เจ้าต้องการถามอันใด?”

 

“มู่ลี่ได้ทุกอย่างในถ้ำไปหรือไม่? ดูเหมือนเขาจะไม่ได้กุญแจไปใช่หรือไม่?” เซียวเอี๋ยนยิ้มเหี้ยมเกรียมขณะตั้งคำถาม

 

“ท่านมู่ลี่ขนย้ายทั้งโต๊ะหินและกล่องหินกลับไป ส่วนอะไรอยู่ในหีบ ข้าไม่มีสิทธิรับรู้”

 

จ้องมองทหารที่ดูเหมือนกำลังพูดความจริง สองคิ้วเซียวเอี๋ยนย่นยู่เล็กน้อย “สำนักคุ้มกันหัวหมาป่าตั้งค่าหัวข้าไว้เท่าใด?”

 

“อึ้ก” ทหารผู้นั้นกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพยักหน้าอย่างยากลำบาก “เมื่อนายน้อยกลับไปยังสำนัก ท่านประมุขสั่งประกาศว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถให้ข่าวสารร่องรอยของเจ้าแก่สำนักคุ้มกันหัวหมาป่าได้ จะได้รับรางวัลตอบแทนสูง”

 

“เฮะๆ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกมันจะดื้อด้านปานนี้...” เซียวเอี๋ยนหัวเราะกับตนเองเบาๆ ใบหน้าปรากฏรังสีฆ่าฟันเย็นชา

 

“คำถามสุดท้าย เกิดอะไรขึ้นกับหมอนางฟ้าหรือไม่?”

 

“ไม่มีอันใด หลังกลับถึงเมืองชิงซัน หมอนางฟ้าก็ไม่เคยย่างเท้าออกจากร้านพันยาเลย ท่านหัวหน้าและพวกที่เหลือจึงมิกล้าเคลื่อนไหวอันใด” ด้วยดวงตากรับกรอก ทหารผู้นั้นลอบดึงดาบสั้นออกจากแขนเสื้อ

 

“โอ้...” เซียวเอี๋ยนพยักหน้าเล็กน้อย เขาเลิกคิ้วสูง รอยยิ้มไร้เมตตาพลันปรากฏบนใบหน้า “ดูเหมือนเจ้าก็รู้ตัวดีว่าข้าไม่เคยคิดจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดกลับไป”

 

“เช่นนั้นเจ้าก็ตายได้แล้ว!” รอยยิ้มมุ่งร้ายวาบขึ้นในดวงตาของทหารผู้นั้นขณะดาบสั้นในมือพลันจ้วงแทงเข้าใส่บริเวณหน้าอกของเซียวเอี๋ยน

 

พร้อมด้วยรอยยิ้มเย็นชา เซียวเอี๋ยนลอยตัวถอยไปเบื้องหลัง ดาบในมือถูกดึงออกขณะรอยเลือดปรากฏบนใบดาบ

 

มองดูร่างกายของทหารที่กำลังกระตุกเบาๆ ร่วงลงไป เซียวเอี๋ยนยิ้มเยาะเย็นชาคราหนึ่ง เขาไม่เคยวางแผนจะปล่อยให้เจ้าคนผู้นี้ได้กลับไปรายงานข่าว ซึ่งย่อมจะนำพากองกำลังทหารมากมายมาถึงพื้นที่แถบนี้อย่างรวดเร็ว

 

“หึๆ ดูเหมือนว่าประมุขของสำนักคุ้มกันหัวหมาป่าจะเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายและรอบคอบยิ่งผู้หนึ่ง ไม่แปลกใจที่มันจะเป็นบิดาของลูกชายเยี่ยงมู่ลี่” ด้วยรอยยิ้มขุ่นมัวและเย็นชา เซียวเอี๋ยนจัดการกลบเกลื่อนร่องรอยการต่อสู้ในบริเวณนี้อย่างระมัดระวังก่อนที่จะลากศพทั้งสองไปอีกระยะหนึ่งและจับพวกมันโยนลงสู่หุบเหวลึกแห่งหนึ่ง

 

“อาจารย์ ดูเหมือนเราต้องปรับตารางฝึกยุทธ์ให้แน่นขึ้นอีกแล้ว ภายในเวลาเดือนเดียว พวกมันออกตามหามาไกลถึงที่นี่ บางที อีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกมันจะพบสถานที่นั้น...” เซียวเอี๋ยนกล่าวขณะมุมปากกระตุกวูบ  ชำเลืองมองก้นเหวเบื้องล่าง เซียวเอี๋ยนปัดสองมือเพื่อกำจัดรอยเปื้อนในมือจากศพทั้งสอง

 

“เอ่อ เราต้องจัดตารางการฝึกให้แน่นยิ่งขึ้นจริงๆ” จากในแหวน เสียงเหยาเหลาดังขึ้นเบาๆ

 

เซียวเอี๋ยนกระพริบตาขณะหัวเราะและดีดนิ้ว รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏบนใบหน้า เขาถามขึ้น “อาจารย์ เมื่อไหร่ท่านจะทำตามสัญญาเกี่ยวแก่เคล็ดวิชาระดับตี้?”

 

“เฮะๆ เจ้าเด็กเหลือขอ อย่าได้คิดว่าเคล็ดวิชาระดับตี้จะเหมือนกับเคล็ดวิชาระดับซวนเชียว การเรียนรู้สิ่งนี้ เจ้าจำเป็นต้องเตรียมใจสำหรับความเจ็บปวดระดับโลกทีเดียว!” เหยาเหลาหัวเราะชั่วร้าย

 

“ข้ามิใช่ผ่านความยากลำบากมามากมายแล้วหรอกหรือ?” เซียวเอี๋ยนยิ้มแย้มเล็กน้อยและหันกลับมุ่งตรงสู่หุบเขา

 

“ข้าจะตั้งตารอเคล็ดวิชาระดับตี้ที่ร่ำลือ มันจะแข็งแกร่งปานใดกันหนอ?”

Comment

Comment:

Tweet

laughing

#3 By FoxAlone (110.77.226.239) on 2016-01-06 17:01

@ตี๋ ขอบคุณครับ แก้ไขเรียบร้อยแว้ว foot-in-mouth

#2 By เฒ่าทารก on 2016-01-06 11:31

ขอบคุณครับท่านเฒ่าทารก ว่าแต่ตอนต้นมันยกส่วนของ ๑๒๑(๒) ติดมาด้วยน่ะ

อ่านเวอร์ชั่นนิยายแล้วเซียวเอี๋ยนโหดได้ใจ สมกับความเป็นจริงหน่อย ^^

#1 By ตี๋ on 2016-01-06 01:11