ป่าหนาทึบเต็มไปด้วยความเงียบสงบ บางคราปรากฏสัตว์ป่าขนาดเล็กโผล่ออกมากระโจนข้ามตามพงไม้อยู่บ้าง สร้างความตื่นตกใจแก่เหล่าวิหกนกกาที่กำลังพักผ่อนเกาะกิ่งอยู่บนต้นไม้น้อยใหญ่

 

บรรยากาศอันสงบเงียบเช่นนี้ดำเนินต่อไปอีกเพียงไม่นาน ก่อนที่มันจะถูกก่อกวนขึ้นโดยพลันด้วยเงาร่างน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่ง สร้างความแตกตื่นแก่เหล่านกกาบนคาคบจนพากันบินฮือขึ้นอย่างแตกกระเจิง

 

ไม่ใส่ใจกับความยุ่งเหยิงที่เขาเพิ่งสร้างขึ้น เงาร่างบาดเจ็บสายนั้นรีบเร่งลนลานต่อไป บางครั้งใบหน้าหวาดกลัวหันกลับไปมองเบื้องหลังราวกับมีสัตว์ป่าดึกดำบรรพ์ดุร้ายกำลังวิ่งไล่ตามมา

 

เมื่อวิ่งไปได้ระยะหนึ่ง เงาร่างของมนุษย์ที่สวมใส่ชุดเสื้อผ้าอย่างทหารผู้นี้เงยศีรษะขึ้นและจ้องมองแสงสว่างเบื้องหน้าที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ความยินดีชนิดหนึ่งฉายชัดขึ้นอย่างมิอาจควบคุมไว้ได้ หากเขาหนีรอดพ้นออกไปจากป่ารกทึบแห่งนี้ได้ เขาย่อมสามารถร้องเรียกให้พรรคพวกมาช่วยเหลือ เมื่อถึงเวลานั้น เขาย่อมไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวเทพแห่งความตายที่กำลังไล่ตามหลังมา

 

ร่างทหารผู้นั้นพุ่งไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว เขากระโดดและไต่ขึ้นไปบนกิ่งไม้หนึ่ง ในไม่ช้า เงาร่างของเขาพุ่งตรงไปทางแสงสว่างเรืองๆ เบื้องหน้าด้วยพลังอันรุนแรง เมื่อแสงสว่างใกล้เข้ามาถึงแค่เอื้อม ความปรีดาอันมิอาจปิดบังบนใบหน้ายิ่งท่วมท้นขึ้น หากทว่า เพียงชั่วครู่ต่อมา ความยินดีนั้นพลันมลายกลายเป็นหนาวเยือกเมื่อตระหนักถึงพลังดูดรุนแรงสายหนึ่งที่พลันปรากฏ มิเพียงแรงดูดนั้นจะตรึงมิให้เขาพุ่งตัวต่อไป มันยังดึงร่างของเขาถอยไปเบื้องหลัง

 

ความตื่นตระหนกฉายคลุมทั่วใบหน้า ก่อนที่เจ้าทหารผู้นี้จะสามารถตะโกนออกมาได้ เงาร่างสีดำสายหนึ่งวิ่งวูบผ่านเขาไป เสียงลมกรรโชกรุนแรงตามด้วยเสียงราวฟ้าผ่าเงียบๆ ปะทะเข้ากับหน้าอกเขาอย่างหนักหน่วง

 

“ตูม!” เสียงตูมทุ้มลึกดังขึ้น เป็นเหตุให้ทหารผู้นั้นหลับตาลงแน่นขณะที่หน้าอกจมลึกลงไป

 

พลังรุนแรงนี้เป็นเหตุให้ร่างของทหารผู้นั้นร่วงกลางอากาศและหล่นลงพื้นด้วยความเจ็บปวด ดินทรายกระจายกลาดเกลื่อน อวัยวะที่ถูกทำลายเต็มไปด้วยเลือดสดๆ พุ่งทะลักออกมาทั่วบริเวณ

 

ดวงตาชั่วร้ายจ้องเขม็งไปยังเงาร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้เหนือขึ้นไป ดวงตาคู่นั้นค่อยๆ เหลือกขาวและครู่ต่อมา ลมหายใจของทหารผู้นั้นพลันดับวูบลง....

 

จ้องมองทหารที่ลมหายใจสิ้นลงด้วยท่าทีเฉยเมย เด็กหนุ่มที่ถือไม้บรรทัดสีดำเล่มโตและยืนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่กระชับสองมือที่กำอยู่แน่นขึ้นเล็กน้อย เขากระซิบเสียงเบา “คนที่สิบเอ็ด... ในเมื่อเจ้าอยากได้หัวของผู้อื่นเพื่อแลกกับเงิน เจ้าก็ควรเตรียมตัวเตรียมใจรับความตายที่อีกฝ่ายจะหยิบยื่นให้”

 

เด็กหนุ่มบนต้นไม้คือเซียวเอี๋ยนที่ออกมาจากบริเวณฝึกยุทธ์นั่นเอง หลังผละจากบริเวณพื้นที่ฝึกยุทธ์ เซียวเอี๋ยนพบเข้ากับทหารของสำนักคุ้มกันภัยหัวหมาป่าที่ออกลาดตระเวนตามหาเขาอีกกว่าสิบนายภายในเวลาสองวันที่ผ่านมา เมื่อจัดการกับเหล่าผู้ที่ตั้งใจจะใช้เขาเพื่อแลกเงินรางวัล เซียวเอี๋ยนไม่มีความปราณีแม้แต่น้อย ระหว่างทางที่เขาผ่านมา ทหารเกือบทุกคนจากสำนักคุ้มกันหัวหมาป่าที่มีระดับต่ำกว่าเต๋าเจ่อแปดดาวล้วนถูกเขาฆ่าตาย

 

ด้วยความแข็งแกร่งของเซียวเอี๋ยนในขณะนี้ เขาสามารถปลิดชีวิตเต๋าเจ่อเจ็ดดาวผู้หนึ่งได้ง่ายดายภายในยี่สิบกระบวนท่าหากปราศจากไม้บรรทัดซวนยักษ์ แน่นอนว่านี่จะเป็นจริงได้ เมื่อเต๋าเจ่อเจ็ดดาวผู้นั้นไม่มีเคล็ดวิชาเต๋าเทียบเท่าเขาได้ อย่างไรก็ตาม บุคคลเช่นนี้หามีในหมู่ทหารทุกผู้ของสำนักคุ้มภัยหัวหมาป่าไม่

 

เพิ่งเมื่อวันวานนี้เอง เซียวเอี๋ยนได้เรียนรู้โครงสร้างภายในของสำนักคุ้มกันภัยหัวหมาป่าจากปากของทหารผู้หนึ่ง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักฯ เป็นเต๋าซื่อสองดาวผู้หนึ่งนามว่ามู่เสอ ซึ่งเป็นประมุขของสำนักฯ ใต้การปกครองของเขาลงไปเป็นเต๋าเจ่อเก้าดาวและแปดดาวที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในสำนักคุ้มภัยหัวหมาป่า นอกจากคนทั้งสามแล้ว สำนักคุ้มภัยใหญ่นี้ หามีผู้ใดแข็งแกร่งพอจะต่อกรกับเซียวเอี๋ยนตัวต่อตัวได้

 

หลังชำเลืองมองซากศพไร้ชีวิตนั้นอีกคราหนึ่ง เซียวเอี๋ยนตบเท้าเบาๆ ลงบนกิ่งไม้ หยิบยืมพลังโลดแล่นข้ามกิ่งไม้หนาในผืนป่า เสียงหัวเราะเย็นชาเบาๆ ค่อยๆ ดังกระจายไปทั่วบริเวณ

 

“คุณชายมู่ลี่ ข้าอยากรู้นัก จะมีทหารของเจ้าต้องล้มตายลงอีกเท่าไหร่ หากเจ้าส่งมาคนหนึ่ง ข้าก็จะฆ่ามันคนหนึ่ง... การละเล่นนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!”

...

“ไอ้ลูกกำพร้า รีบออกไปตายซะ!”

 

ภายในห้องโถงกว้างใหญ่ มู่เสอตะโกนใส่อย่างโกรธเกรี้ยวทันทีที่ได้ทราบข่าวที่ลูกน้องนำมารายงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเดือดดาล เขาบีบถ้วยชาในมือจนแหลกละเอียด

 

เห็นมู่เสอที่เดือดดาลจัด เหล่าผู้มีตำแหน่งในระดับสูงของสำนักคุ้มภัยหัวหมาป่าในห้องโถงล้วนนิ่งเงียบ ไม่มีผู้ใดอาจหาญรบกวนเขาในช่วงเวลานี้

 

“ในเวลาแค่สองวัน เราสูญเสียสมาชิกที่สำคัญของเราไปสิบห้าคนแล้ว หากยืดเวลาออกไป ยังจะมีใครในสำนักคุ้มกันของเราหลงเหลือชีวิตรอดบ้าง?” มู่เสอส่งเสียงเดือดดาลหลังจากสูดลมหายใจขึ้งเคียดไปสองสามครั้ง

 

ทุกผู้คนล้วนปิดปากเงียบขณะจ้องมองตากันไปมา

 

“ผู้ที่ลงมือทำเช่นนี้ย่อมต้องเป็นเซียวเอี๋ยนอย่างแน่นอน...” มู่เสอสนับสนุนความคิดของตนหลังจ้องมองห้องโถงที่เงียบสนิทและไอแหบแห้งขึ้นมา

 

“เจ้ามิใช่บอกว่ามันมีความแข็งแกร่งระดับเดียวกับเจ้าหรอกหรือ? ทำไมเต๋าเจ่อเจ็ดดาวสามคนที่เราส่งออกไปจึงล้วนตายในเงื้อมมือของมัน?” มู่เสอตบฝ่ามือลงบนโต๊ะขณะสอบถามด้วยความโกรธแค้น

 

มู่ลี่ยิ้มแห้งขณะตอบอย่างอับจนหนทาง “เมื่อสามเดือนก่อน เจ้าเด็กนั่นไม่แข็งแกร่งเกินไปกว่าข้าแม้หลังเปิดเผยความแข็งแกร่งที่ปิดซ่อนไว้ มิเช่นนั้นมันคงไม่ถูกคนที่ข้าพาไปด้วยฉีกหน้าขณะอยู่ในถ้ำหรอก”

 

“แต่ความแข็งแกร่งที่มันแสดงออกในคราครั้งนี้ไม่อ่อนแอไปกว่าเต๋าเจ่อเจ็ดดาวผู้หนึ่งอย่างแน่นอน กระทั่งอาจจะสูงถึงเต๋าเจ่อระดับแปดดาวเสียด้วยซ้ำ!” ใบหน้ามู่เสอแปรเปลี่ยนเป็นมืดหม่นขณะครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ มุมปากเขาได้แต่กระตุกวูบขณะความเย็นชาปรากฏในน้ำเสียง “อย่าบอกข้านะว่าเจ้าเด็กนั่นเติบโตขึ้นอย่างมากมายหลังอาศัยอยู่ในป่าสัตว์เทพเพียงไม่กี่เดือน?”

 

ได้ยินเช่นนี้ ดวงตามู่ลี่กระตุกวูบ สายตาเต็มไปด้วยความสะพรึงกลัว เจ้าเด็กนั่นสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งของมันได้ถึงสองดาวในระยะเวลาเพียงสามเดือน? เจ้าลูกกำพร้านั่นฝึกอย่างไรบ้างนะ? อัตราเร็วปานนี้... ไม่น่ากลัวไปแล้วหรือ?”

 

“ดูเหมือนเราจะคิดถูก เจ้าเด็กนั่นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” เขาค่อยๆ ตั้งสติจากความเดือดดาล มู่เสอนั่งอยู่บนเก้าอี้และเคาะปลายนิ้วกับพื้นโต๊ะ หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขากล่าวอย่างคาดคำนวณ “เราจะถอนกำลังคนออกจากเทือกเขาสัตว์เทพชั่วคราว อีกสองวันให้หลัง เราจะแบ่งกำลังพลออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละห้าคน ติดอาวุธพร้อมสัญญาณที่สามารถระบุตำแหน่ง แล้วจึงค่อยเข้าไปในเทือกเขาสัตว์เทพพร้อมๆ กัน”

 

“ข้าต้องการสร้างตาข่ายที่มันมิอาจหลบหนีได้ และมาดูกันสิว่ามันจะสามารถหนีไปทางไหนได้อีก!” มู่เสอกำหมัดแน่นขณะรังสีอำมหิตฉายชัดบนใบหน้า

 

“ขอรับ!”

 

“อ้อ ใช่แล้ว เห่อเมิ่งอยู่ที่ไหน? ทำไมข้าไม่เห็นเขาเลย?” มู่เสอก้มศีรษะน้อยๆ และกวาดตามองทั่วทั้งห้องโถงก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างฉับพลัน

 

“อืม...” ได้ยินคำถามของมู่เสอ พวกลูกน้องต่างตัวแข็งทื่อ ครู่ต่อมา ใครบางคนในที่สุดจึงหัวเราะแห้งๆ ออกมา “ข้าได้ยินว่าหัวหน้าสามพาพี่น้องหลายคนร่วมกับคุณนายหลานแห่งโรงเตี๊ยมบุปผาสีน้ำเงินเข้าป่าสัตว์เทพไปเพื่อล่าจิ้งจอกหิมะ”

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณครับ

#2 By pop (113.53.23.87) on 2016-04-12 21:51

ขอบคุณครับ เซียวเอี๋ยนโหดสะใจดีจริงๆ

#1 By ตี๋ on 2016-01-12 22:25