พลังสูงส่งน่าเกรงขามราวกับมังกรใหญ่ที่กำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลับใหลพลันเข้าปกคลุมทั่วทั้งภูเขาเมฆคราม แรงกดดันมหาศาลอย่างที่เซียวเอี๋ยนไม่เคยพานพบมาก่อนแผ่พุ่งออกมาจากในหุบเขาลึก ในที่สุดมันกระจายเข้าปกคลุมทั่วลานจัตุรัส ในขณะนั้น ศิษย์แห่งพรรคเมฆครามทุกคนไม่อาจฝืนทนต่อความน่ายำเกรงที่ต่างรู้สึกได้ในหัวใจ พวกเขาคุกเข่าลงไปยังทิศทางที่พลังขุมนั้นแผ่พุ่งขึ้นมา แม้อวิ๋นเหลิงและผู้เฒ่าบางคนจากพรรคเมฆครามมิได้คุกเข่าลงด้วยความยำเกรง กระนั้นพวกเขาก็ยังโค้งคำนับลงด้วยความนอบน้อมยิ่ง

 

“สิ่งที่ปรากฏนี้” ดวงตางดงามของน่าหลันอวิ๋นหลันจ้องมองไปยังทิศทางในหุบเขาลึก ความตกตะลึงฉายชัดขึ้นบนใบหน้าน่ารักของนาง นางไม่คาดคิดว่าเรื่องราวในวันนี้จะมีผลกระทบวุ่นวายไปถึงท่านอาจารย์ปู่ซึ่งเก็บตัวสันโดษมาเป็นเวลานานแล้ว

 

“นี่ไม่ดีแล้ว เจ้าเฒ่านั่นยังไม่ตายจริงๆ!” ชั่วขณะที่ชี่สายนั้นถูกปลดปล่อยออกมา สีหน้าของไห่โป๋ต๋งก็พลันแปรเปลี่ยนน้ำเสียงแผ่วเบาเต็มไปด้วยความตกตะลึงยากจะปิดซ่อน

 

“นั่นคืออดีตประมุขแห่งพรรคเมฆคราม อวิ๋นซันหรือ?” สีหน้าของเซียวเอี๋ยนเริ่มเคร่งขรึมยิ่งขึ้นในขณะนี้ เขาหวนนึกถึงสิ่งที่ไห่โป๋ต๋งเคยบอกไว้เมื่อก่อนหน้านี้และเอ่ยถามออกไปพร้อมสองคิ้วขมวดมุ่น

 

“ใช่แล้ว” ไห่โป๋ต๋งพยักหน้า เขากล่าวเสียงเบา “ดูจากสิ่งที่ปรากฏขึ้นมานี้ เขาได้ก้าวข้ามขอบเขตของระดับเต๋าหวง วิวัฒน์เข้าสู่เต๋าจงแล้ว”

 

“ยอดยุทธ์เต๋าจง หู...” สองมือของเซียวเอี๋ยนสั่นเทาขึ้นเล็กน้อย จอมยุทธ์ระดับสูงสุดเท่าที่เขาเคยได้พบพานมาก่อนในชีวิตก็คือราชินีอสรพิษและเจียซิงเทียน แม้ระดับขั้นของเต๋าหวงและเต๋าจงผู้หนึ่งห่างกันเพียงชั้นเดียว ช่องว่างระหว่างพวกมันกลับประดุจดังฟ้ากับดินเลยทีเดียว เมื่อครู่นี้ ไห่โป๋ต๋งสามารถใช้กำลังของตนเข้าโจมตีเต๋าหวังทั้งสามได้อย่างรวดเร็ว ส่วนสำหรับบุคคลในระดับเต๋าจงนั้น ก็สามารถรับมือเต๋าหวงสามคนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเช่นกัน

 

“ให้ตายเถอะ พบเจอแต่ปัญหาเช่นนี้ไม่หยุดหย่อน” เซียวเอี๋ยนเบ้ปาก ในใจรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเพราะเหตุการณ์จำพวกนี้ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ละครั้งที่เขาคิดว่าตนจะหนีไปได้แล้ว ก็เกิดสิ่งที่คาดไม่ถึงขึ้นมาเสมอ

 

“เฒ่าไห่ ในเมื่ออวิ๋นซันปรากฏกายขึ้นมาแล้ว ข้าคิดว่าท่านก็คงกำลังจะวางมือใช่หรือไม่?” เซียวเอี๋ยนพลันจดจำได้ถึงคำพูดของไห่โป๋ต๋งและถอนหายใจเบาๆ

 

ได้ยินเช่นนี้ ไห่โป๋ต๋งงุนงงแล้ว สีหน้าแปรเปลี่ยนทันใด ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาพลันกัดฟันและกล่าว “แม้คนเช่นข้าจะไม่ชอบสอดมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้า แต่ข้าก็ต้องการที่จะได้เห็นบทสรุปของสิ่งที่ข้าได้เริ่มลงมือไปแล้ว แม้อวิ๋นซันจะต้องการหยุดพวกเราในวันนี้ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อพาเจ้าหนีไปจากพรรคเมฆครามให้ได้!”

 

เซียวเอี๋ยนตกใจ เขารีบหันไปมองไห่โป๋ต๋งซึ่งกำลังกัดฟันของตนแน่น ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นในหัวใจ แม้ส่วนหนึ่งในเหตุผลที่ไห่โป๋ต๋งไม่เลือกที่จะยอมรามือไปในขณะนี้จะเป็นเพราะยาฟื้นฟูจิตวิญญาณสีม่วง ไม่ว่าอย่างไร ความเต็มใจช่วยเหลือเซียวเอี๋ยนให้หลบหนีจากการเผชิญหน้ากับพรรคเมฆครามย่อมเป็นไมตรีจิตที่มากเกินความคาดหมายของเซียวเอี๋ยนเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุด เขาก็ยังดีกว่าผู้อื่นอีกหลายคน

 

“ขอบคุณท่านมาก ผู้เฒ่าไห่ ข้า เซียวเอี๋ยน จะจดจำความช่วยเหลือของท่านในวันนี้ไว้ในหัวใจของข้า และข้าจะต้องตอบแทนท่านในอนาคตข้างหน้าอย่างแน่นอน” เซียวเอี๋ยนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกคำหนึ่งและยกสองมือขึ้นคำนับแก่ไห่โป๋ต๋ง ใบหน้าอ่อนเยาว์หล่อเหลาของเขาเคร่งขรึมจริงจังยิ่ง

 

“เรื่องของอนาคต เอาไว้ค่อยพูดกันเวลาอื่น ในขณะนี้ พวกเราต้องสลัดให้หลุดจากเจ้าเฒ่าเบื้องหน้าพวกเรานี้ก่อน ชั่วขณะที่อวิ๋นซันตื่นขึ้นมา ทั่วทั้งพรรคเมฆครามนี้ถูกปกคลุมไว้ด้วยรัศมีของเขา ในขณะนี้ หากพวกเราคิดจะจากไป ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายแล้ว” ไห่โป๋ต๋งยิ้มขื่นและส่ายศีรษะ หางตาชำเลืองมองพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งที่ลอยอยู่เบื้องหลังเซียวเอี๋ยน และจึงพลันชำเลืองมองไปทางหลิงอิงที่อยู่ไม่ไกลออกไป ในหัวใจ เขาคาดคำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงพลังการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย

 

ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันเบาๆ พลังสูงส่งจากหุบเขาลึกภายในภูเขาเมฆครามยิ่งเริ่มเข้มข้นขึ้น ในที่สุด เสียงคำรามก้องดังพุ่งขึ้นไปบนฟ้า ภายใต้สายตานับไม่ถ้วนคู่ เงาร่างสีขาวสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากส่วนลึกของพรรคเมฆคราม ทันใดนั้น สองเท้าของเขาก้าวเดินอยู่ในอากาศและค่อยๆ เคลื่อนตรงมาทางลานจัตุรัสแห่งพรรคเมฆคราม

 

เงาร่างสีขาวมิได้สยายปีกเต๋าชี่ออกมา ทว่าความเร็วที่เขากำลังเดินผ่านอากาศว่างๆ กลับมิได้ช้าไปกว่าไห่โป๋ต๋งและผู้อื่นเลย แต่ละครั้งที่ฝีเท้าของเขาแตะลงพื้นอากาศ คลื่นวงกลมระลอกหนึ่งก็พลันกำเนิดขึ้นบนอากาศว่างนั้น ริ้วพลังงานหายลับไปและเงาร่างมนุษย์สายหนึ่งก็พลันปรากฏห่างออกไปราวร้อยเมตรด้วยท่วงท่าลึกลับยิ่ง

 

เพียงก้าวเดินไม่กี่ก้าวด้วยท่วงท่าเช่นนี้ เงาร่างมนุษย์ฉายวูบและปรากฏขึ้นเหนือเสาหินที่อยู่ตรงกลางลานจัตุรัสภายในไม่กี่อึดใจ สายตาเรียบเฉยกวาดมองพื้นดินที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย สองคิ้วก็พลันขมวดมุ่นเล็กน้อย แรงกดดันที่ปกคลุมไปทั่วพื้นก็เริ่มเข้มข้นขึ้นมาในขณะนี้เช่นกัน

 

เซียวเอี๋ยนลอยอยู่กลางอากาศขณะกวาดสายตามองดูเงาร่างสีขาวที่ปรากฏกายขึ้น เขามองขึ้นมองลงอย่างระมัดระวังในขณะประเมินอดีตประมุขพรรคเมฆครามผู้นี้

 

เงาร่างสีขาวสวมใส่ชุดคลุมยาวสีขาวพื้นๆ สายลมบางเบาโบกพัดชายเสื้อคลุมสะบัดไหว เสริมกลิ่นอายและรัศมีให้เขาดูสูงส่งยิ่ง อายุของเขาดูราวกับยังไม่มากนัก ใบหน้าก็ไม่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นเฉกเช่นที่ผู้สูงวัยควรจะมี ในทางกลับกัน มันดูราวกับหยกอุ่นเนื้อดีที่ส่องประกายเจิดจ้า หากมิใช่เพราะเรือนผมยาวของเขาเป็นสีขาวราวหิมะแล้ว เซียวเอี๋ยนคงยากจะคิดได้ว่าเขาเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่งในรุ่นราวคราวเดียวกับไห่โป๋ต๋งเป็นแน่ อย่างไรก็ตาม จากความยำเกรงที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของศิษย์พรรคเมฆครามเบื้องล่างทุกคน เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ก็คืออดีตประมุขแห่งพรรคเมฆคราม อวิ๋นซัน

 

“ไฮ้ หลังจากที่เจ้าเฒ่าผู้นี้ก้าวข้ามเข้าสู่ระดับเต๋าจงแล้ว เขากลับดูอ่อนเยาว์ขึ้นมาอยู่บ้าง ดูเหมือนว่าข้อดีของการก้าวข้ามกำแพงนั้นไปได้ จะมิใช่น้อยเลยทีเดียว” ไห่โป๋ต๋งสังเกตภาพลักษณ์ภายนอกของอวิ๋นซัน เขาอดไม่ได้ที่จะห่อปาก มิได้ปิดบังความอิจฉาในน้ำเสียงนั้น

 

“อวิ๋นเหลิง อธิบายให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้ เจ้าควรจะรู้ดี ข้าเคยสั่งไว้ว่าห้ามรบกวนการเข้าฌานของข้า เว้นแต่จะมีเรื่องสำคัญ” อวิ๋นซันหันไปมองอวิ๋นเหลิงเบื้องล่างขณะกล่าวเสียงจืดชืด

 

“ท่านอดีตประมุข ในที่สุดท่านก็ออกมาแล้ว หากท่านมาช้ากว่านี้อีกเพียงนิด ข้าเกรงว่าพรรคเมฆครามของพวกเราคงจะต้องถูกผู้อื่นทำลายแล้ว!” ขณะที่สายตาของอวิ๋นซันกวาดมองไป สองขาของอวิ๋นเหลิงก็พลันอ่อนยวบ สองเข่าคุกลงพื้นอย่างมิได้ตั้งใจ คราบเลือดบนใบหน้าทำให้เขาดูย่ำแย่ยิ่งนัก

 

“อวิ๋นอวิ๋นอยู่ที่ไหน?” อวิ๋นซันใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยขณะเอ่ยถาม

 

“ท่านประมุขออกไปทำธุระข้างนอกและยังไม่กลับมาขอรับ” อวิ๋นเหลิงรีบตอบ

 

“สรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังสั้นๆ หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่พรรคเมฆครามถูกผู้อื่นทำลายจนเสียหายปานนี้” สองมือของอวิ๋นซันสอดเข้าไว้ในแขนเสื้อขณะกล่าวอย่างสงบสุขุม

 

ได้ยินดังนี้ อวิ๋นเหลิงรีบบอกเล่าแก่เขาเกี่ยวกับข้อสงสัยในตัวเซียวเอี๋ยนว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายของโม่เชิง แน่นอน ต้องกล่าวว่าในเมื่ออวิ๋นเหลิงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นถึงผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งได้ นับว่าเขามีความสามารถในการรับมือกับเรื่องราวทำนองนี้ได้ดีไม่น้อย ดังนั้น เมื่อเขาอธิบายความ การกระทำของเขาที่ใช้กำลังบังคับให้เซียวเอี๋ยนรั้งอยู่ในพรรคเมฆครามกลับถูกอธิบายอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมว่าต้องการจะเชื้อเชิญให้เซียวเอี๋ยนพักอยู่ในพรรคเมฆครามสักไม่กี่วันจนกว่าเรื่องราวจะกระจ่าง คำพูดเหล่านี้เป็นไปตามที่อวิ๋นเหลิงเคยกล่าวไว้โดยแท้ แต่ทว่า น้ำเสียงที่เขาใช้เพื่อพยายามจะหน่วงเหนี่ยวตัวเซียวเอี๋ยนเอาไว้ กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น แม้เขาจะพูดออกมาเช่นนี้ ก็ไม่อาจมีผู้ใดทัดทานได้ ครั้นแล้ว เขาเล่าเรื่องราวที่เซียวเอี๋ยนขัดขืนและมียอดยุทธ์ที่คอยหนุนเขาอยู่ปรากฏตัวขึ้นมาคนแล้วคนเล่า ในท้ายที่สุด อวิ๋นเหลิงจึงใช้ฐานะผู้คุ้มกันและใช้พลังของพรรคทั้งหมดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของพรรค ทว่าก็ยังมิอาจทัดเทียมได้ เมื่อเหลือทางเลือกไม่มากนัก เขาจึงเป่านกหวีดเพื่อเชื้อเชิญอวิ๋นซันที่กำลังเก็บตัวอยู่ออกมา

 

ทั้งหมดที่อวิ๋นเหลิงบอกเล่าล้วนเป็นความจริง หลังจากที่แต่งเติมบางอย่างเข้าไปในคำพูด ผู้รับผิดชอบเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ กลับต้องเป็นเซียวเอี๋ยน

 

ทั่วทั้งลานจัตุรัสตกอยู่ในความเงียบสนิท ได้ยินเพียงเสียงของอวิ๋นเหลิงที่แฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองใจดังอยู่

 

ครู่ใหญ่ผ่านไป เมื่ออวิ๋นเหลิงบอกเล่าทุกสิ่งที่ควรเล่าจบลงในที่สุด เขาจึงตบท้ายด้วยท่าทางเจ็บปวด “ท่านอดีตประมุข แม้โม่เชิงจะเป็นเพียงผู้สนับสนุนคนหนึ่งของพรรค ผลงานของเขาต่อพรรคเมฆครามในเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้นับว่ามากมายนัก หากพวกเราปล่อยให้เขาฆ่าคนได้ตามอำเภอใจโดยไม่ทำอะไรเลย ยังจะมีผู้ใดกล้ามาทำงานให้กับพรรคของเราในอนาคตเล่า? นี่จะมิทำให้พวกเขาเหล่านั้นหลงเชื่อผิดๆ ไปหรอกหรือ?”

 

“และมิใช่ว่าพรรคเมฆครามของเราชอบเที่ยวกล่าวหาผู้คนเช่นพรรคอื่นๆ เราเพียงแต่ขอให้เซียวเอี๋ยนพำนักอยู่ในพรรคเมฆครามชั่วคราวเท่านั้น หลังจากที่พวกเราตรวจสอบเรื่องราวครั้งนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว ข้า อวิ๋นเหลิง ย่อมยินดีที่จะขอขมาต่อเซียวเอี๋ยนด้วยตนเองหากพวกเรากล่าวหาเขาผิดๆ ไป อย่างไรก็ตาม เขาไม่แยแสสนใจคำพูดของข้าเพียงเพราะว่ามีคนคอยหนุนหลังเขาอยู่ หลังจากที่การเจรจาล้มเหลว เขากลับเริ่มเป็นฝ่ายลงมือโจมตี แม้พลังของเขาจะไม่มีอะไรนัก เขากลับมีผู้ช่วยหลายคนไม่น้อย ในขณะนี้ ท่านประมุขก็ไม่อยู่ และข้าก็ได้แต่ยอมเสี่ยง ปลุกท่านอดีตประมุขขึ้นมาและขอให้ท่านช่วยเหลือ”

 

สองมือของเซียวเอี๋ยนกอดอกขณะยืนอยู่กลางอากาศ เขาจ้องมองอวิ๋นเหลิงที่กำลังแจกแจงความผิดของเขาทีละข้อๆ เขาล้มเลิกความคิดที่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดมานานแล้ว นี่เป็นเพราะเขารู้ดีว่าจะไม่มีประโยชน์อันใดนัก ผู้คนมักจะเข้าข้างพรรคพวกของตน เซียวเอี๋ยนจะสามารถคาดหวังให้อวิ๋นซันจะช่วยออกหน้าพูดแทนเขาได้หรือ?

 

หลังจากได้ยินข้ออธิบายของอวิ๋นเหลิงแล้ว ใบหน้าของอวิ๋นซันไร้อารมณ์ใดๆ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและสายตากวาดมองรอบด้าน หัวเราะเบาๆ “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเรื่องราวในวันนี้จะลุกลามจนใหญ่โตปานนี้ กระทั่งเจียซิงเทียน ฟาหม่า พวกเจ้าสองเฒ่าก็ยังมา”

 

เจียซิงเทียนและฟาหม่าสบตากันและยิ้ม พวกเขาชี้ตรงไปบนท้องฟ้าและกล่าว “ยังมีอีกผู้หนึ่งบนนั้น”

 

“ข้ารู้ ไห่โป๋ต๋งใช่หรือไม่? เมื่อครู่นี้เอง ตอนที่ข้าออกมา ข้าสัมผัสได้ถึงชี่ของเขา เพียงแต่ว่า ผ่านมาหลายปี ข้าคาดไม่ถึงว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เดิมทีข้าเคยคิดว่าเขาถูกราชินีอสรพิษฆ่าตายไปแล้ว” อวิ๋นเหลิงเงยศีรษะขึ้น จ้องมองไห่โป๋ต๋งขณะกล่าว

 

“ฮี่ๆ เจ้าก็เช่นกันมิใช่หรือ เจ้าแก่หนังเหนียว” ไห่โป๋ต๋งอ้าปาก ก้าวไปข้างหน้าและกล่าวพร้อมยิ้มแย้ม ช่างบังเอิญ เขาได้บังเซียวเอี๋ยนเอาไว้ที่ด้านหลังของตนขณะทำเช่นนั้น

 

“เขาคือเซียวเอี๋ยนใช่หรือไม่?” อวิ๋นซันชำเลืองมองเซียวเอี๋ยนที่ด้านหลังไห่โป๋ต๋งและเอ่ยถาม

 

“ข้าน้อยขอคารวะท่านประมุขอวิ๋นซัน” เซียวเอี๋ยนจ้องมองอวิ๋นซันผู้ซึ่งทั่วทั้งร่างกระจายรังสีกดดันสายหนึ่งเขม็ง เขายิ้มและกล่าวด้วยท่วงท่าที่ไม่มีความอ่อนด้อยหรือเย่อหยิ่งแต่อย่างใด

 

“บุคลิกของเจ้านับว่าไม่เลว โชคไม่ดี เจ้ายังค่อนข้างอ่อนแอไปสักหน่อย” อวิ๋นซันกล่าวเบาๆ

 

“ชิ อวิ๋นซัน สมัยที่เจ้าอายุสิบเจ็ดปี ลืมเรื่องเต๋าจงไปได้เลย หากเจ้าได้เห็นแค่เต๋าหวังผู้หนึ่ง เจ้าก็คงตัวสั่นงันงกราวกับมันเป็นเรื่องราวใหญ่โตแล้ว” ไห่โป๋ต๋งห่อปากและกล่าว

 

“ต้าเต๋าซื่ออายุสิบเจ็ดปีหรือ หู” ความตะลึงเล็กน้อยฉายวูบขึ้นในดวงตาซึ่งดูเฉยชาราวกับสายลม เขาส่ายศีรษะก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นและสอบถาม “หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่อวิ๋นเหลิงเล่ามาเมื่อครู่ พวกเจ้าทั้งสองไม่มีอะไรจะกล่าวปฏิเสธเขาหรือ?”

 

“เคะๆ ในเมื่อท่านประมุขอวิ๋นซันเชื่อถือคำพูดของเขา เหตุใดพวกเรายังต้องทำเรื่องไม่จำเป็นเช่นนั้นอีก” เซียวเอี๋ยนยิ้มและตอบด้วยท่าทางค่อนข้างเย้ยหยัน

 

“ข้าเชื่อคำพูดของอวิ๋นเหลิงเพียงครึ่งหนึ่ง ข้าเข้าใจนิสัยของเขาดี” อวิ๋นซันส่ายศีรษะอย่างคาดไม่ถึง “อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดในเรื่องราวครั้งนี้ พวกเจ้าทุกคนจำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบกับการทำให้พรรคเมฆครามต้องตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงเช่นนี้”

 

“เช่นนั้นท่านประมุขอวิ๋นซันต้องการจะทำอย่างไร?”

 

“ข้าไม่ควรจะสิ้นเปลืองคำพูดไร้สาระจำพวกที่จะขอให้เจ้าพักอยู่ที่นี่ในฐานะแขกอีก วันนี้ เจ้าได้สร้างปัญหาขึ้นที่นี่ ซึ่งทำลายชื่อเสียงของพรรคเมฆครามไปไม่น้อย พวกเราจะต้องกอบกู้ชื่อเสียงของพวกเรากลับคืนมา ในเมื่อพวกเจ้าทำให้พรรคเมฆครามของข้าต้องตกอยู่ในสภาพเลวร้ายปานนี้ เช่นนั้นก็ให้ข้าได้อุ่นเครื่องกับพวกเจ้าเสียหน่อย” สองมือของอวิ๋นซันยื่นออกจากชายแขนเสื้อขณะกล่าวอย่างสงบ อวิ๋นซันพลันชำเลืองมองไปทางไห่โป๋ต๋ง หลิงอิงและพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์ตัวใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยใบหน้าเรียบเฉย

 

“พวกเจ้าทุกคนลงมือพร้อมๆ กันได้” อวิ๋นซันก้มศีรษะ ดึงแขนเสื้อขึ้นและกล่าวเพิ่มเติมอย่างไม่ใส่ใจ

 

“ไฮ้ คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าพรรคเมฆครามจะมียอดยุทธ์ระดับเต๋าจงอยู่ด้วย บัดนี้ มันสามารถก้าวขึ้นเป็นพรรคระดับสูงในแผ่นดินใหญ่แล้ว โชคไม่ดี เมื่อเทียบกับอวิ๋นป๋อเทียนในอดีต ดูเหมือนว่าเจ้ายังคงด้อยกว่าไม่น้อย” ร่างของหลิงอิงฉายวูบและปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเซียวเอี๋ยน เขาเผชิญกับอวิ๋นซันเบื้องล่างและหัวเราะ

 

“ท่านนี้คือยอดยุทธ์จากแผ่นดินใหญ่ใช่หรือไม่? ไม่ทราบท่านสังกัดพรรคใด? แม้ข้าจะเก็บตัวมาเป็นเวลานานแล้ว ข้ายังพอจะรู้จักเรื่องราวเกี่ยวกับพรรคในแผ่นดินใหญ่อยู่สักอย่างสองอย่าง” มือที่กำลังพับแขนเสื้อขึ้นของอวิ๋นซันหยุดลงขณะเงยศีรษะขึ้นไป

 

“นี่เป็นสิ่งที่ข้ามิอาจเปิดเผยได้” หลิงอิงโบกมือ ใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขณะกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “อย่างไรก็ตาม ข้าจะขอเตือนเจ้าที่นี่สักข้อหนึ่ง อย่าได้คิดว่าเจ้าจะสามารถทำอะไรตามอำเภอใจของเจ้าได้หลังจากที่ได้กลายเป็นเต๋าจงแล้ว ข้าขอแนะนำให้เจ้าอย่าได้หุนหันพลันแล่นแตะต้องเขา มิเช่นนั้น เจ้าจะต้องเสียใจในการกระทำของตนอย่างแน่นอน!”

 

“มีผู้คนมากมายในแผ่นดินใหญ่ ที่จะสามารถทำลายพรรคเมฆครามของเจ้า!”

 

อวิ๋นซันขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย เขาจ้องมองหลิงอิง “นั่นเป็นคำขู่หรือ?”

 

“เจ้าจะคิดเช่นนั้นก็ได้! ทว่าจงอย่าได้สงสัยความจริงในคำพูดที่ข้าเพิ่งกล่าวออกไป!” หลิงอิงต่อปากต่อคำขณะจ้องมองอวิ๋นซันและกล่าวเสียงลึกเบา

 

“พวกเจ้าทั้งหมดเชิญลงมือพร้อมๆ กันได้เลย ชื่อเสียงที่พรรคเมฆครามสั่งสมมามากมายหลายรุ่น ไม่อาจถูกทำลายลงได้ในน้ำมือของข้า อย่างไรก็ตาม หากพวกเจ้าทั้งหมดสามารถหนีพ้นไปจากเงื้อมมือของข้าได้ ก็ถือว่าเรื่องราวทั้งหมดยุติลงเพียงแค่วันนี้” อวิ๋นซันถอนหายใจและไม่เอ่ยสิ่งใดอีก ร่างของเขาค่อยๆ ลอยสูงขึ้นไปในอากาศโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ระลอกพลังงานกลับเป็นเหตุให้อากาศรอบด้านผันผวนขึ้นมาเล็กน้อย

 

สีหน้าของไห่โป๋ต๋งค่อนข้างเคร่งขรึมขณะจ้องมองอวิ๋นซันค่อยๆ ลอยตัวสูงขึ้นมาในอากาศ เขาและหลิงอิงสบตากัน อีกฝ่ายหันไปทางเซียวเอี๋ยนและกล่าวเสียงทุ้มลึก “เจ้าควรจะให้งูใหญ่ตัวนั้นคอยปกป้องเจ้าไว้ เขากับข้าจะสกัดกั้นอวิ๋นซันเอาไว้”

 

“พวกท่านทั้งสองระวังตัวด้วย” เซียวเอี๋ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้า สายตาพลันหันไปทางหลิงอิงและกล่าว “ท่านผู้เฒ่า ข้าสงสัยว่าท่าน...”

 

“ไม่ต้องถามเรื่องของข้า เมื่อเจ้าหนีพ้นไปจากพรรคเมฆครามได้แล้ว ข้าก็จะออกจากจักรวรรดิเจียหม่าเช่นกัน เมื่อถึงเวลาอันสมควรในอนาคตข้างหน้า เจ้าก็จะรู้เอง” หลิงอิงโบกมือและเป็นฝ่ายกล่าวขัดจังหวะเซียวเอี๋ยนขึ้นมา

 

เซียวเอี๋ยนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาพลันยิ้มเจื่อนขณะพยักหน้า ทั้งหมดที่เขาจะสามารถกระทำได้ก็คือการขยับปีกและล่าถอยออกไป

 

“อา คาดไม่ถึงว่าในท้ายที่สุด พวกเขากลับปลุกเจ้าเฒ่าอวิ๋นซันผู้นี้ขึ้นมา” ขณะมองดูสถานการณ์บนท้องฟ้า ฟาหม่าส่ายศีรษะและถอนหายใจ

 

“เต๋าจง ไฮ้ เจ้าเฒ่าผู้นี้กลับประสบความสำเร็จจริงๆ” เจียซิงเทียนสูดปาก ความอิจฉาที่ไม่อาจปิดบังได้ฉายชัดอยู่บนใบหน้า เขาในขณะนี้อยู่บนจุดสูงสุดของระดับเต๋าหวง หากเขาพัฒนามากขึ้น ก็จะสามารถเข้าถึงขอบเขตที่ปรารถนาอย่างยิ่งได้ โชคไม่ดี ความแตกต่างเพียงก้าวเดียวนี้ เป็นสิ่งที่เจียซิงเทียนยังไม่อาจข้ามผ่านมันไปได้แม้ว่าจะฝึกฝนมาหลายปี

 

“พวกเราควรจะทำอย่างไรต่อไป? เราควรจะเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยหรือไม่?” ฟาหม่าใบหน้าบูดบึ้งกล่าว

 

“ไม่มีประโยชน์” เจียซิงเทียนส่ายศีรษะ สายตากวาดมองลานจัตุรัส ขณะจ้องมองบรรดาศิษย์พรรคเมฆครามที่สลบและถูกทำร้ายบนลานจัตุรัส เขายิ้มขื่นและกล่าว “คราวครั้งนี้ พวกของเซียวเอี๋ยนเสมือนได้ตบหน้าพรรคเมฆครามเสียฉาดใหญ่ เพื่อที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของพรรค อวิ๋นซันจะต้องกำราบพวกเขาทุกคนให้ได้ต่อหน้าพวกเรา แน่นอน หลังจากที่เรื่องราวในวันนี้จบลง เขาก็อาจจะไม่สร้างปัญหาให้แก่พวกเขาจนเกินไปนัก ไม่ว่าอย่างไร ก็นับว่ามีผู้ช่วยเหลือลึกลับอยู่เบื้องหลังของเซียวเอี๋ยนซึ่งก็อาจจะทำให้เขาต้องรู้สึกหวาดกลัวยิ่ง ดังนั้น ก่อนที่เขาจะสืบสวนพรรคลึกลับเบื้องหลังเซียวเอี๋ยนได้กระจ่าง อวิ๋นซันจะไม่ทำร้ายเขาชุ่ยๆ เป็นอันขาด”

 

“ไห่โป๋ต๋งและหลิงอิงจะเอาชนะอวิ๋นซันได้หรือไม่?” ฟาหม่าพยักหน้าน้อยๆ ก่อนที่จะพลันเอ่ยถามต่อไป

 

“หากพวกเขาทำได้ ก็คงจะต้องยุ่งยากอย่างยิ่ง”

 

บนลานจัตุรัส อวิ๋นเหลิงจ้องมองอวิ๋นซันที่กำลังลอยตัวสูงขึ้นไป เขาชำเลืองมองเซียวเอี๋ยนที่อยู่ห่างออกไประยะหนึ่ง แววหัวเราะชั่วร้ายเข้มขึงพึงพอใจสายหนึ่งก็พลันฉายชัดขึ้นในดวงตาของเขาโดยปราศจากผู้พบเห็น

 

“ไห่โป๋ต๋ง เห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกเราในอดีต ข้าจะไม่ถือสาการกระทำที่ผ่านมาของเจ้า” อวิ๋นซันกล่าวเบาๆ ขณะลอยขึ้นไปอยู่บนระดับเดียวกันกับไห่โป๋ต๋งและหลิงอิงบนฟ้า

 

“อา ลงมือเถอะ ออกจะสายเกินไปที่จะพูดอะไรในตอนนี้แล้ว” ไห่โป๋ต๋งถอนหายใจและส่ายศีรษะ ขณะที่หมัดของเขาหมุนวน อากาศเย็นเยือกสีขาวสายหนึ่งไหลล้นออกมาจากในร่างกาย ทันใดนั้น อุณหภูมิโดยรอบก็ลดต่ำลง

 

“ให้ข้าได้เห็นเสียหน่อยสิว่าเจ้าแข็งแกร่งขึ้นเพียงไหนหลังจากที่ได้วิวัฒน์เข้าสู่ระดับเต๋าจง เมื่อเทียบกับในอดีต” ไห่โป๋ต๋งผ่อนลมหายใจออกมา หมัดของเขาบิดวูบกะทันหันและน้ำแข็งสีขาวรูปร่างวงกลมกว่าสิบวงปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา พวกมันหมุนคว้างอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นภาพซ้อนขึ้นตามๆ กัน พวกมันส่งเสียงดังหึ่งๆ

 

ที่ด้านข้าง สีหน้าของหลิงอิงก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง เขาโบกชายแขนเสื้อเบาๆ เงาดำประหลาดหลายสายพุ่งกระจายออกมาจากใต้ฝ่าเท้า ฝ่ามือทั้งสองกำหลวมๆ และชี่สีดำรวมตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว มันก่อเป็นรูปทวนสีดำยาวราวยี่สิบถึงสามสิบฟุต ทวนยาวสะบัดเบาๆ อากาศก็พลันกระเพื่อมขึ้นที่บริเวณปลายทวน

 

“เซียวเอี๋ยน ไป!” ไห่โป๋ต๋งส่งเสียงร้องทุ้มลึกออกมาคำหนึ่ง เขาผลักมือออกไปและดาบวงน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่าสิบเล่มก็ตัดผ่านอากาศพุ่งยิงตรงเข้าใส่อวิ๋นซัน

 

ชั่วขณะที่ไห่โป๋ต๋งลงมือจู่โจม หลิงอิงก็คว้าด้ามทวนสีดำ ร่างของเขาบิดวูบและเริ่มพุ่งทวนยาวเล่มนั้นออกไป

 

ดาบน้ำแข็งและทวนยาวเต็มไปด้วยแรงกดดันน่าสะพรึงกลัวเข้มข้นขณะที่พวกมันพุ่งยิงเข้าใส่อวิ๋นซันจากที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ตามทางที่พวกมันแล่นผ่าน ทิ้งรอยแหวกอากาศเอาไว้ตลอดทาง

 

ชั่วขณะที่คนทั้งสองเริ่มลงมือโจมตี เซียวเอี๋ยนกระพือปีก เขาร่อนลงบนศีรษะของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์อย่างนุ่มนวลและกระตุ้นมัน พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งพลันหมุนตัว ร่างของมันอาจจะดูใหญ่โตยิ่ง ทว่ามันกลับมีความรวดเร็วนัก

 

เห็นปฏิกิริยาของไห่โป๋ต๋งและหลิงอิง อวิ๋นซันส่ายศีรษะ เขาไม่เอ่ยมากความอีก ยกสองแขนขึ้นไปช้าๆ เล็งไปที่ดาบวงน้ำแข็งและทวนยาวที่อยู่ห่างออกไป ปากของเขาขยับเล็กน้อย เสียงเบาๆ ดังขึ้น “กำแพงลม!”

 

ครั้นสิ้นเสียงของอวิ๋นซัน ลมรุนแรงสายหนึ่งปรากฏขึ้น กำแพงลมสีเขียวเข้มก่อตัวขึ้น แผ่กว้างออกไปกว่าครึ่งฟ้าอย่างรวดเร็ว ขนาดของกำแพงชุดนี้ใหญ่โตจนทำให้ทุกผู้คนที่อยู่ด้านล่างรู้สึกตกใจ

 

“ตูม!”

 

ดาบวงน้ำแข็งและทวนสีดำยาวมาถึงเบื้องหน้ากำแพงลมแล้ว ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน เกิดคลื่นเสียงฟ้าผ่าระเบิดก้องขึ้นทั่วฟ้า ริ้วพลังงานมากมายนับไม่ถ้วนกระจายออกจากจุดที่พวกมันปะทะกัน อย่างไรก็ตาม กำแพงลมสีเขียวเข้มที่มีขนาดใหญ่โตเกินไปอยู่สักหน่อยไม่มีท่าทางบุบสลายลงแม้แต่น้อย การร่วมมือโจมตีของไห่โป๋ต๋งและหลิงอิงดูเหมือนจะไม่เป็นอันตรายต่อปราการป้องกันของอวิ๋นซันมากนัก

 

สีหน้าของไห่โป๋ต๋งและหลิงอิงแปรเปลี่ยนเล็กน้อยขณะที่พวกเขาจ้องมองกำแพงลมขนาดใหญ่ที่แผ่ข้ามขอบฟ้า

 

หางตาของอวิ๋นซันชำเลืองมองไปทางพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งที่กำลังบินห่างออกไป มือขวาของเขาโบกตรงไปยังทิศทางที่มันบินอยู่ เสียงลมทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและกำแพงลมขนาดใหญ่ก็พลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้ง อีกฝ่ายตกตะลึง มันรีบบังคับท่าร่างให้หยุดลงเพื่อให้รอดพ้นจากการกระแทกเข้าใส่กำแพงนั้น

 

“เชือกหมื่นลม!”

 

หลังปิดกั้นเส้นทางบินหนีของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งไว้แล้ว มือของอวิ๋นซันก็พลันกำเป็นหมัดพุ่งไปทางไห่โป๋ต๋งและหลิงอิง ทันใดนั้น เชือกลมเส้นหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นจากลมดุร้ายปรากฏเข้ามาทุกทิศทาง เชือกลมมากมายพันเข้าหากันและในที่สุดพุ่งยิงผ่านอากาศดุจดังพญางูตัวใหญ่ยาวมากมาย เพียงพริบตาเดียว ไห่โป๋ต๋งและหลิงอิงจึงค่อยพบว่าพวกตนทั้งสองถูกมัดโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว ทันใดนั้น เต๋าชี่ในร่างของพวกเขาไหลเวียงเร่งร้อน อย่างไรก็ตาม แต่ละครั้งที่พวกเขากระตุกเชือกลมเหล่านั้นขาด มันก็กลับยิ่งปรากฏมากขึ้นในอากาศพร้อมเสียงดังหวีดหวิว ผูกมัดคนทั้งสองยิ่งแน่นเข้า

 

“หู ช่างสมกับเป็นเต๋าจงผู้แข็งแกร่ง วิธีการโจมตีซึ่งเขาใช้ออกมานี้ดูไม่โดดเด่น ทว่าเต๋าหวงทั้งสองกลับไม่มีพลังตอบโต้ภายใต้เงื้อมมือของเขา นี่คือความแตกต่างระหว่างระดับทั้งสองหละหรือ?” เจียซิงเทียนและพวกเผลอทอดถอนใจออกมาขณะจ้องมองไห่โป๋ต๋งและหลิงอิงกำลังถูกรัดแน่นด้วยฝีมือของอวิ๋นซันหลังจากประหมัดกันเพียงคราวเดียวบนฟากฟ้า

 

“ดูท่าว่าเซียวเอี๋ยนและพวกคงต้องพ่ายแพ้ราบคาบในคราวนี้แล้ว”

 

หลังจากที่มัดไห่โป๋ต๋งและหลิงอิงไว้ได้แล้ว ดวงตาอวิ๋นซันชำเลืองมองไปทางพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งซึ่งกำลังคิดที่จะเลี้ยวอ้อมกำแพงลมซึ่งปิดกั้นเส้นทางของมันอยู่ เท้าข้างหนึ่งของอวิ๋นซันก้าวไปเบื้องหน้า เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกคราหนึ่ง เขากลับอยู่เบื้องหน้าพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งแล้ว

 

พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งเบิกนัยน์ตางูของมันกว้างและถลึงตามองอวิ๋นซันที่ปรากฏกายขึ้นในชั่วพริบตา มันอ้าปากกว้างใหญ่ น้ำพิษเจ็ดสีที่เต็มไปด้วยพิษร้ายพุ่งยิงตรงไปทางอวิ๋นซัน

 

อวิ๋นซันโบกมือคราหนึ่ง กำแพงลมก็พลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าเขา น้ำพิษสีรุ้งสาดใส่และกัดกร่อนกำแพงลมจนไม่เหลือหรอ พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งกำลังตระเตรียมโจมตีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม พลังมหาศาลสายหนึ่งพลันกระจายมาจากบริเวณส่วนหางของมัน มันบิดศีรษะไปชำเลืองมองเพียงเพื่อจะพบว่าอวิ๋นซันซึ่งควรจะอยู่ที่เบื้องหน้า กลับไปปรากฏตัวอยู่ที่บริเวณท่อนหางของมันตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้

 

“ลงไปเดี๋ยวนี้!” ขาของอวิ๋นซันก้าวขึ้นเหยียบท่อนหางของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งเพียงเบาๆ  พลังรุนแรงมหาศาลของมันกลับเป็นเหตุให้พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาคำหนึ่ง ร่างของมันก็พลันร่วงหล่นลงไป

 

“ตูม!” พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งกระแทกเข้าใส่ลานจัตุรัสมุมหนึ่ง ทันใดนั้น พื้นหินแข็งแกร่งถูกอัดด้วยร่างใหญ่โตจนแตกร้าว

 

“อึก”

 

เมื่อครู่นี้ ขณะที่อวิ๋นซันปลดปล่อยพลังแฝงออกไป เซียวเอี๋ยนเองก็ถูกพลังแฝงสายนั้นกระแทกเข้าใส่เช่นกัน เหตุเพราะร่างของเขาก็บังเอิญยืนอยู่บนร่างกายของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งด้วย ลำพังเพียงพลังของต้าเต๋าซื่อผู้หนึ่ง พลังแฝงเพียงหยดเดียวก็ยังเป็นเหตุให้สีหน้าของเขาซีดขาวขณะอาเจียนเอาเลือดสดๆ ออกมาคำหนึ่ง

 

เซียวเอี๋ยนกลิ้งลงจากศีรษะของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้ง เขาปาดคราบเลือดออกจากมุมปาก หันศีรษะไปจ้องมองพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งซึ่งดวงตางูของมันกำลังริบหรี่ๆ ฟันของมันขบลง กระจายเสียงบดออกมาคำหนึ่ง

 

“พวกเจ้าพ่ายแพ้แล้ว” ขณะที่ลมบางเบาสายหนึ่งพัดผ่าน เงาร่างของอวิ๋นซันก็พลันปรากฏขึ้นที่กลางอากาศเบื้องหน้าเซียวเอี๋ยนอีกคราวหนึ่งราวกับภูติผีขณะกล่าวออกมาเบาๆ

 

มุมปากของเซียวเอี๋ยนกระตุกวูบเล็กน้อย พร้อมด้วยเสียงสำลักคำหนึ่ง เขาดึงไม้บรรทัดซวนยักษ์ออกมาจากแผ่นหลัง จากที่ห่างออกไป เขาชี้ตรงไปทางอวิ๋นซันและบ้วนเลือดสดออกมาคำหนึ่ง เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มเย็น “ยังเหลือข้าอยู่”

 

อวิ๋นซันลอยลงสู่พื้นช้าๆ ครั้นแล้ว เขาเดินตรงไปทางเซียวเอี๋ยนภายใต้สายตาของทุกผู้คน

 

“ฮิส!”

 

เมื่อเห็นอวิ๋นซันใกล้เข้ามา พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งส่งเสียงขู่ฟ่อออกมาสองสามคำ โชคไม่ดี นี่ไม่ทำให้ฝีเท้าของอวิ๋นซันชะงักลงแต่อย่างใด ชั่วขณะที่อวิ๋นซันกำลังใกล้เข้ามา หางท่อนใหญ่ของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งก็พลันสะบัด เงาสีดำขนาดมหึมากระแทกเข้าใส่อวิ๋นซันอย่างแรง

 

เงาดำที่พุ่งมาจากทุกทิศทางไม่ทำให้สีหน้าของอวิ๋นซันแปรเปลี่ยนแม้เพียงน้อย เขาโบกมือขึ้นไปคราหนึ่งด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ ฝ่ามือพลังงานสีเขียวที่สูงราวเจ็ดสิบฟุตปรากฏขึ้นที่กลางอากาศ ทันใดนั้น มันปัดเข้าใส่ท่อนหางของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้ง พลังงานมหาศาลที่ประจุอยู่ภายในฝ่ามือลมเป็นเหตุให้ท่อนหางของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งปลิวไปยังทิศทางอื่น ต้นไม้ขนาดใหญ่กว่าสิบต้นพร้อมรากอันหยั่งลึกของมันถูกท่อนหางกระแทกเข้าใส่กลางลำต้นไปตามทางที่หางนั้นกวาดผ่าน

 

“ฮิส” ความเจ็บปวดรุนแรงที่กระจายขึ้นมาจากท่อนหางอีกคราหนึ่งทำให้พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งส่งเสียงกรีดร้องออกมาอีกชุดหนึ่ง เสียงกรีดร้องของมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดยากจะปิดซ่อน

 

อวิ๋นซันจ้องมองพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาย่นคิ้วเล็กน้อย ความสามารถของเจ้าตัวใหญ่ซึ่งสามารถอดทนต่อการถูกทำร้ายถึงสองครั้งนี้ ห่างไกลเกินสัตว์เทพระดับห้าไปมากมายนัก

 

นัยน์ตางูสีแดงเข้มจ้องมองอวิ๋นซันที่กำลังใกล้เข้ามาเขม็ง มันอ้าปากกว้าง น้ำพิษสีรุ้งถูกพ่นออกมาอีกคำรบหนึ่ง คราวครั้งนี้ อวิ๋นซันไม่ขยับร่างหนีแม้เพียงน้อย เขาเดินตรงเข้าใส่น้ำพิษนั้น แม้แต่เสื้อผ้าบนร่างของเขาก็ยังไม่เสียหายขณะที่เขาทำเช่นนั้น

 

ฝีเท้าของอวิ๋นซันค่อยๆ หยุดลง อวิ๋นซันจ้องมองเซียวเอี๋ยนที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยท่าทางเฉยเมย เขายกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นไปและปล่อยให้มันค่อยๆ เลื่อนลงตรงไปทางเซียวเอี๋ยน

 

เซียวเอี๋ยนจ้องฝ่ามือที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาเขม็ง ใบหน้าของเขาแดงก่ำ นี่เป็นเพราะเขาเพิ่งตระหนักพบในขณะนี้ว่าเขาไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้แม้แต่น้อย

 

“หยุดต่อต้านได้แล้ว  จงพักอยู่ในพรรคเมฆครามเป็นเวลาครึ่งปี ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า อย่างไรก็ตาม เจ้าจะต้องชดใช้กับความเลินเล่อของเจ้าบ้าง” อวิ๋นซันกล่าวด้วยท่วงท่าสุขุมขณะจ้องมองเซียวเอี๋ยนที่กำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อหนีรอดจากการควบคุมของเขา

 

“ฮิส!” ที่ด้านหลัง พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งกัดเข้าใส่อวิ๋นซันอย่างแรง โชคร้าย มันกลับถูกตบจนกลิ้งหลุนๆ ออกไปในฝ่ามือเดียว

 

ฝ่ามือของอวิ๋นซันดูใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้นในดวงตาดำขลับของเซียวเอี๋ยน มือที่ใช้จับถือไม้บรรทัดซวนยักษ์ของเซียวเอี๋ยนกำลังสั่นเทาด้วยพลังอันรุนแรง จิตของเขาสงบนิ่งสมบูรณ์ในขณะนี้ มีเพียงเสียงหัวใจกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง

 

ในโลกแห่งความเงียบสงบนั้น ดูเหมือนจะมีพลังงานมหาศาลยิ่งกำลังจะแผ่พุ่งผันผวนขึ้นมา

 

อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะที่พลังงานมหาศาลนั้นกำลังจะแผ่พุ่งออกมา มันกลับพลันหยุดลง ทันใดนั้น มันถอยร่นกลับไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่

 

ในระหว่างที่พลังงานมหาศาลนั้นกำลังล่าถอยกลับไป สภาพนิ่งเงียบของเซียวเอี๋ยนก็พลันชะงักไปเพราะการล่าถอยนั้น เขาเงยศีรษะขึ้น ฝ่ามือของอวิ๋นซันอยู่ห่างจากแขนของเขาเพียงครึ่งเซนติเมตร ทันใดนั้น ความรู้สึกสิ้นหวังปีนป่ายขึ้นมาจู่โจมหัวใจของเขา

 

“ฮิส!”

 

ในเสี้ยววินาทีวิกฤตนี้เอง พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งที่อยู่ด้านหลังของเซียวเอี๋ยนก็พลันส่งเสียงคำรามก้องขึ้นไปบนฟ้าเป็นเวลานาน แสงสว่างเข้มข้นสายหนึ่งพลันแผ่พุ่งขึ้นจากภายในนั้น

 

ความแปรเปลี่ยนผิดปกติของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งดึงดูดทุกสายตาในขณะนั้นโดยพลัน กระทั่งอวิ๋นซันก็ยังขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยกับกลุ่มแสงเข้มข้นนั้น อย่างไรก็ตาม ครู่ต่อมา ใบหน้าที่เคยสงบสุขุมในที่สุดก็พลันแปรเปลี่ยนกะทันหันแล้ว

 

ภายในแสงสว่างเข้มข้นที่ด้านหลังเซียวเอี๋ยน ฝ่ามือเรียวยาวของสตรีมือหนึ่งพลันยื่นออกมา มันปรากฏขึ้นมาอย่างเชื่องช้ายิ่ง ทว่าบังเอิญเข้าสกัดกั้นฝ่ามือของอวิ๋นซันเอาไว้

 

ชั่วขณะที่ฝ่ามือของทั้งสองสัมผัสกัน พื้นดินก็พลันสั่นสะเทือน เกิดรอยแตกร้าวกระจายตัวออกไปมากมาย น่าหวาดกลัวราวกับกำลังเกิดแผ่นดินไหวก็ไม่ปาน

 

“เจ้าเฒ่า สนุกหรือไม่ที่ได้ทุบตีข้า?”

 

เสียงทรงเสน่ห์ทว่าเย็นชายิ่งสายหนึ่งซึ่งแทบจะทำให้กระดูกของเหล่าบุรุษต้องด้านชาค่อยๆ ดังขึ้นในลานจัตุรัส ทันใดนั้น ใบหน้าของพวกที่มีจิตใจค่อนข้างอ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นแดงเรื่อราวกับกลุ่มไฟแล้ว

 

สายตานับไม่ถ้วนคู่หันไปยังทิศทางที่เสียงนั้นปรากฏขึ้น เมื่อพวกเขาได้เห็นสตรีงดงามจับใจยิ่งผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ที่ด้านหลังของเซียวเอี๋ยน พวกเขาต่างเผลอหยุดหายใจแล้ว อย่างไรก็ตาม พวกที่จดจำนางได้เช่นไห่โป๋ต๋ง กลับมีสีหน้าหวาดกลัวยิ่งแล้ว

 

เซียวเอี๋ยนกลืนน้ำลายคำหนึ่งลงคอ เขาค่อยๆ หันศีรษะไป ใบหน้างดงามน่ารักจับใจยิ่งปรากฏสู่สายตาของเขาแล้ว

Comment

Comment:

Tweet

555555 แหมม ท่านเฒ่าทารกรู้ทันอีกละ wink

#6 By ตี๋ on 2017-01-02 15:34

surprisedsealedlaughing อันนี้คืออยากได้พรข้อนี้เองมากๆ ชิมิทั่นตี๋ กิกิกิ เจริญพรๆ จ้ะ หมายถึงขอให้สมปรารถนาดังพรที่ตั้งเจตนาให้ไว้ดีแล้วด้วยนะจ๊ะ กิกิกิ

#5 By เฒ่าทารก on 2017-01-02 15:18

อ้าว ลืมอวยพรไปอีกข้อ ขอให้มีคู่ไวๆ ความรักหวานชื่นครับ laughing

#4 By ตี๋ on 2017-01-02 12:13

ขอบคุณท่านตี๋และเพื่อนๆ ทุกท่านที่คอยให้กำลังใจกันเสมอมาเช่นกันฮ๊าฟ พรใดอันประเสริฐ ก็ขอให้ทุกท่านได้รับพรนั้นทุกประการเทอญ......... kiss

#3 By เฒ่าทารก on 2017-01-02 00:12

ขอบคุณและสวัสดีปีใหม่ครับท่านเฒ่าทารก ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดี เป็นปีทอง มีความสุข สมหวังทุกสิ่งทุกอย่าง smile

#2 By ตี๋ on 2017-01-01 23:55

ในที่สุดก็แปลได้เสร็จสมใจ ทันสวัสดีปีใหม่ 2560 กับทุกท่านนะคับ 

#1 By เฒ่าทารก on 2017-01-01 23:07