พลังสูงส่งน่าเกรงขามราวกับมังกรใหญ่ที่กำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลับใหลพลันเข้าปกคลุมทั่วทั้งภูเขาเมฆคราม แรงกดดันมหาศาลอย่างที่เซียวเอี๋ยนไม่เคยพานพบมาก่อนแผ่พุ่งออกมาจากในหุบเขาลึก ในที่สุดมันกระจายเข้าปกคลุมทั่วลานจัตุรัส ในขณะนั้น ศิษย์แห่งพรรคเมฆครามทุกคนไม่อาจฝืนทนต่อความน่ายำเกรงที่ต่างรู้สึกได้ในหัวใจ พวกเขาคุกเข่าลงไปยังทิศทางที่พลังขุมนั้นแผ่พุ่งขึ้นมา แม้อวิ๋นเหลิงและผู้เฒ่าบางคนจากพรรคเมฆครามมิได้คุกเข่าลงด้วยความยำเกรง กระนั้นพวกเขาก็ยังโค้งคำนับลงด้วยความนอบน้อมยิ่ง

 

“สิ่งที่ปรากฏนี้” ดวงตางดงามของน่าหลันอวิ๋นหลันจ้องมองไปยังทิศทางในหุบเขาลึก ความตกตะลึงฉายชัดขึ้นบนใบหน้าน่ารักของนาง นางไม่คาดคิดว่าเรื่องราวในวันนี้จะมีผลกระทบวุ่นวายไปถึงท่านอาจารย์ปู่ซึ่งเก็บตัวสันโดษมาเป็นเวลานานแล้ว

 

“นี่ไม่ดีแล้ว เจ้าเฒ่านั่นยังไม่ตายจริงๆ!” ชั่วขณะที่ชี่สายนั้นถูกปลดปล่อยออกมา สีหน้าของไห่โป๋ต๋งก็พลันแปรเปลี่ยนน้ำเสียงแผ่วเบาเต็มไปด้วยความตกตะลึงยากจะปิดซ่อน

 

“นั่นคืออดีตประมุขแห่งพรรคเมฆคราม อวิ๋นซันหรือ?” สีหน้าของเซียวเอี๋ยนเริ่มเคร่งขรึมยิ่งขึ้นในขณะนี้ เขาหวนนึกถึงสิ่งที่ไห่โป๋ต๋งเคยบอกไว้เมื่อก่อนหน้านี้และเอ่ยถามออกไปพร้อมสองคิ้วขมวดมุ่น

 

“ใช่แล้ว” ไห่โป๋ต๋งพยักหน้า เขากล่าวเสียงเบา “ดูจากสิ่งที่ปรากฏขึ้นมานี้ เขาได้ก้าวข้ามขอบเขตของระดับเต๋าหวง วิวัฒน์เข้าสู่เต๋าจงแล้ว”

 

“ยอดยุทธ์เต๋าจง หู...” สองมือของเซียวเอี๋ยนสั่นเทาขึ้นเล็กน้อย จอมยุทธ์ระดับสูงสุดเท่าที่เขาเคยได้พบพานมาก่อนในชีวิตก็คือราชินีอสรพิษและเจียซิงเทียน แม้ระดับขั้นของเต๋าหวงและเต๋าจงผู้หนึ่งห่างกันเพียงชั้นเดียว ช่องว่างระหว่างพวกมันกลับประดุจดังฟ้ากับดินเลยทีเดียว เมื่อครู่นี้ ไห่โป๋ต๋งสามารถใช้กำลังของตนเข้าโจมตีเต๋าหวังทั้งสามได้อย่างรวดเร็ว ส่วนสำหรับบุคคลในระดับเต๋าจงนั้น ก็สามารถรับมือเต๋าหวงสามคนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเช่นกัน

 

“ให้ตายเถอะ พบเจอแต่ปัญหาเช่นนี้ไม่หยุดหย่อน” เซียวเอี๋ยนเบ้ปาก ในใจรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเพราะเหตุการณ์จำพวกนี้ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ละครั้งที่เขาคิดว่าตนจะหนีไปได้แล้ว ก็เกิดสิ่งที่คาดไม่ถึงขึ้นมาเสมอ

 

“เฒ่าไห่ ในเมื่ออวิ๋นซันปรากฏกายขึ้นมาแล้ว ข้าคิดว่าท่านก็คงกำลังจะวางมือใช่หรือไม่?” เซียวเอี๋ยนพลันจดจำได้ถึงคำพูดของไห่โป๋ต๋งและถอนหายใจเบาๆ

 

ได้ยินเช่นนี้ ไห่โป๋ต๋งงุนงงแล้ว สีหน้าแปรเปลี่ยนทันใด ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาพลันกัดฟันและกล่าว “แม้คนเช่นข้าจะไม่ชอบสอดมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้า แต่ข้าก็ต้องการที่จะได้เห็นบทสรุปของสิ่งที่ข้าได้เริ่มลงมือไปแล้ว แม้อวิ๋นซันจะต้องการหยุดพวกเราในวันนี้ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อพาเจ้าหนีไปจากพรรคเมฆครามให้ได้!”

 

เซียวเอี๋ยนตกใจ เขารีบหันไปมองไห่โป๋ต๋งซึ่งกำลังกัดฟันของตนแน่น ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นในหัวใจ แม้ส่วนหนึ่งในเหตุผลที่ไห่โป๋ต๋งไม่เลือกที่จะยอมรามือไปในขณะนี้จะเป็นเพราะยาฟื้นฟูจิตวิญญาณสีม่วง ไม่ว่าอย่างไร ความเต็มใจช่วยเหลือเซียวเอี๋ยนให้หลบหนีจากการเผชิญหน้ากับพรรคเมฆครามย่อมเป็นไมตรีจิตที่มากเกินความคาดหมายของเซียวเอี๋ยนเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุด เขาก็ยังดีกว่าผู้อื่นอีกหลายคน

 

“ขอบคุณท่านมาก ผู้เฒ่าไห่ ข้า เซียวเอี๋ยน จะจดจำความช่วยเหลือของท่านในวันนี้ไว้ในหัวใจของข้า และข้าจะต้องตอบแทนท่านในอนาคตข้างหน้าอย่างแน่นอน” เซียวเอี๋ยนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกคำหนึ่งและยกสองมือขึ้นคำนับแก่ไห่โป๋ต๋ง ใบหน้าอ่อนเยาว์หล่อเหลาของเขาเคร่งขรึมจริงจังยิ่ง

 

“เรื่องของอนาคต เอาไว้ค่อยพูดกันเวลาอื่น ในขณะนี้ พวกเราต้องสลัดให้หลุดจากเจ้าเฒ่าเบื้องหน้าพวกเรานี้ก่อน ชั่วขณะที่อวิ๋นซันตื่นขึ้นมา ทั่วทั้งพรรคเมฆครามนี้ถูกปกคลุมไว้ด้วยรัศมีของเขา ในขณะนี้ หากพวกเราคิดจะจากไป ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายแล้ว” ไห่โป๋ต๋งยิ้มขื่นและส่ายศีรษะ หางตาชำเลืองมองพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งที่ลอยอยู่เบื้องหลังเซียวเอี๋ยน และจึงพลันชำเลืองมองไปทางหลิงอิงที่อยู่ไม่ไกลออกไป ในหัวใจ เขาคาดคำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงพลังการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย

 

ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันเบาๆ พลังสูงส่งจากหุบเขาลึกภายในภูเขาเมฆครามยิ่งเริ่มเข้มข้นขึ้น ในที่สุด เสียงคำรามก้องดังพุ่งขึ้นไปบนฟ้า ภายใต้สายตานับไม่ถ้วนคู่ เงาร่างสีขาวสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากส่วนลึกของพรรคเมฆคราม ทันใดนั้น สองเท้าของเขาก้าวเดินอยู่ในอากาศและค่อยๆ เคลื่อนตรงมาทางลานจัตุรัสแห่งพรรคเมฆคราม

 

เงาร่างสีขาวมิได้สยายปีกเต๋าชี่ออกมา ทว่าความเร็วที่เขากำลังเดินผ่านอากาศว่างๆ กลับมิได้ช้าไปกว่าไห่โป๋ต๋งและผู้อื่นเลย แต่ละครั้งที่ฝีเท้าของเขาแตะลงพื้นอากาศ คลื่นวงกลมระลอกหนึ่งก็พลันกำเนิดขึ้นบนอากาศว่างนั้น ริ้วพลังงานหายลับไปและเงาร่างมนุษย์สายหนึ่งก็พลันปรากฏห่างออกไปราวร้อยเมตรด้วยท่วงท่าลึกลับยิ่ง

 

เพียงก้าวเดินไม่กี่ก้าวด้วยท่วงท่าเช่นนี้ เงาร่างมนุษย์ฉายวูบและปรากฏขึ้นเหนือเสาหินที่อยู่ตรงกลางลานจัตุรัสภายในไม่กี่อึดใจ สายตาเรียบเฉยกวาดมองพื้นดินที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย สองคิ้วก็พลันขมวดมุ่นเล็กน้อย แรงกดดันที่ปกคลุมไปทั่วพื้นก็เริ่มเข้มข้นขึ้นมาในขณะนี้เช่นกัน

 

เซียวเอี๋ยนลอยอยู่กลางอากาศขณะกวาดสายตามองดูเงาร่างสีขาวที่ปรากฏกายขึ้น เขามองขึ้นมองลงอย่างระมัดระวังในขณะประเมินอดีตประมุขพรรคเมฆครามผู้นี้

 

เงาร่างสีขาวสวมใส่ชุดคลุมยาวสีขาวพื้นๆ สายลมบางเบาโบกพัดชายเสื้อคลุมสะบัดไหว เสริมกลิ่นอายและรัศมีให้เขาดูสูงส่งยิ่ง อายุของเขาดูราวกับยังไม่มากนัก ใบหน้าก็ไม่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นเฉกเช่นที่ผู้สูงวัยควรจะมี ในทางกลับกัน มันดูราวกับหยกอุ่นเนื้อดีที่ส่องประกายเจิดจ้า หากมิใช่เพราะเรือนผมยาวของเขาเป็นสีขาวราวหิมะแล้ว เซียวเอี๋ยนคงยากจะคิดได้ว่าเขาเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่งในรุ่นราวคราวเดียวกับไห่โป๋ต๋งเป็นแน่ อย่างไรก็ตาม จากความยำเกรงที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของศิษย์พรรคเมฆครามเบื้องล่างทุกคน เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ก็คืออดีตประมุขแห่งพรรคเมฆคราม อวิ๋นซัน

 

“ไฮ้ หลังจากที่เจ้าเฒ่าผู้นี้ก้าวข้ามเข้าสู่ระดับเต๋าจงแล้ว เขากลับดูอ่อนเยาว์ขึ้นมาอยู่บ้าง ดูเหมือนว่าข้อดีของการก้าวข้ามกำแพงนั้นไปได้ จะมิใช่น้อยเลยทีเดียว” ไห่โป๋ต๋งสังเกตภาพลักษณ์ภายนอกของอวิ๋นซัน เขาอดไม่ได้ที่จะห่อปาก มิได้ปิดบังความอิจฉาในน้ำเสียงนั้น

 

“อวิ๋นเหลิง อธิบายให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้ เจ้าควรจะรู้ดี ข้าเคยสั่งไว้ว่าห้ามรบกวนการเข้าฌานของข้า เว้นแต่จะมีเรื่องสำคัญ” อวิ๋นซันหันไปมองอวิ๋นเหลิงเบื้องล่างขณะกล่าวเสียงจืดชืด

 

“ท่านอดีตประมุข ในที่สุดท่านก็ออกมาแล้ว หากท่านมาช้ากว่านี้อีกเพียงนิด ข้าเกรงว่าพรรคเมฆครามของพวกเราคงจะต้องถูกผู้อื่นทำลายแล้ว!” ขณะที่สายตาของอวิ๋นซันกวาดมองไป สองขาของอวิ๋นเหลิงก็พลันอ่อนยวบ สองเข่าคุกลงพื้นอย่างมิได้ตั้งใจ คราบเลือดบนใบหน้าทำให้เขาดูย่ำแย่ยิ่งนัก

 

“อวิ๋นอวิ๋นอยู่ที่ไหน?” อวิ๋นซันใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยขณะเอ่ยถาม

 

“ท่านประมุขออกไปทำธุระข้างนอกและยังไม่กลับมาขอรับ” อวิ๋นเหลิงรีบตอบ

 

“สรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังสั้นๆ หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่พรรคเมฆครามถูกผู้อื่นทำลายจนเสียหายปานนี้” สองมือของอวิ๋นซันสอดเข้าไว้ในแขนเสื้อขณะกล่าวอย่างสงบสุขุม

 

ได้ยินดังนี้ อวิ๋นเหลิงรีบบอกเล่าแก่เขาเกี่ยวกับข้อสงสัยในตัวเซียวเอี๋ยนว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายของโม่เชิง แน่นอน ต้องกล่าวว่าในเมื่ออวิ๋นเหลิงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นถึงผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งได้ นับว่าเขามีความสามารถในการรับมือกับเรื่องราวทำนองนี้ได้ดีไม่น้อย ดังนั้น เมื่อเขาอธิบายความ การกระทำของเขาที่ใช้กำลังบังคับให้เซียวเอี๋ยนรั้งอยู่ในพรรคเมฆครามกลับถูกอธิบายอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมว่าต้องการจะเชื้อเชิญให้เซียวเอี๋ยนพักอยู่ในพรรคเมฆครามสักไม่กี่วันจนกว่าเรื่องราวจะกระจ่าง คำพูดเหล่านี้เป็นไปตามที่อวิ๋นเหลิงเคยกล่าวไว้โดยแท้ แต่ทว่า น้ำเสียงที่เขาใช้เพื่อพยายามจะหน่วงเหนี่ยวตัวเซียวเอี๋ยนเอาไว้ กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น แม้เขาจะพูดออกมาเช่นนี้ ก็ไม่อาจมีผู้ใดทัดทานได้ ครั้นแล้ว เขาเล่าเรื่องราวที่เซียวเอี๋ยนขัดขืนและมียอดยุทธ์ที่คอยหนุนเขาอยู่ปรากฏตัวขึ้นมาคนแล้วคนเล่า ในท้ายที่สุด อวิ๋นเหลิงจึงใช้ฐานะผู้คุ้มกันและใช้พลังของพรรคทั้งหมดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของพรรค ทว่าก็ยังมิอาจทัดเทียมได้ เมื่อเหลือทางเลือกไม่มากนัก เขาจึงเป่านกหวีดเพื่อเชื้อเชิญอวิ๋นซันที่กำลังเก็บตัวอยู่ออกมา

 

ทั้งหมดที่อวิ๋นเหลิงบอกเล่าล้วนเป็นความจริง หลังจากที่แต่งเติมบางอย่างเข้าไปในคำพูด ผู้รับผิดชอบเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ กลับต้องเป็นเซียวเอี๋ยน

 

ทั่วทั้งลานจัตุรัสตกอยู่ในความเงียบสนิท ได้ยินเพียงเสียงของอวิ๋นเหลิงที่แฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองใจดังอยู่

 

ครู่ใหญ่ผ่านไป เมื่ออวิ๋นเหลิงบอกเล่าทุกสิ่งที่ควรเล่าจบลงในที่สุด เขาจึงตบท้ายด้วยท่าทางเจ็บปวด “ท่านอดีตประมุข แม้โม่เชิงจะเป็นเพียงผู้สนับสนุนคนหนึ่งของพรรค ผลงานของเขาต่อพรรคเมฆครามในเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้นับว่ามากมายนัก หากพวกเราปล่อยให้เขาฆ่าคนได้ตามอำเภอใจโดยไม่ทำอะไรเลย ยังจะมีผู้ใดกล้ามาทำงานให้กับพรรคของเราในอนาคตเล่า? นี่จะมิทำให้พวกเขาเหล่านั้นหลงเชื่อผิดๆ ไปหรอกหรือ?”

 

“และมิใช่ว่าพรรคเมฆครามของเราชอบเที่ยวกล่าวหาผู้คนเช่นพรรคอื่นๆ เราเพียงแต่ขอให้เซียวเอี๋ยนพำนักอยู่ในพรรคเมฆครามชั่วคราวเท่านั้น หลังจากที่พวกเราตรวจสอบเรื่องราวครั้งนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว ข้า อวิ๋นเหลิง ย่อมยินดีที่จะขอขมาต่อเซียวเอี๋ยนด้วยตนเองหากพวกเรากล่าวหาเขาผิดๆ ไป อย่างไรก็ตาม เขาไม่แยแสสนใจคำพูดของข้าเพียงเพราะว่ามีคนคอยหนุนหลังเขาอยู่ หลังจากที่การเจรจาล้มเหลว เขากลับเริ่มเป็นฝ่ายลงมือโจมตี แม้พลังของเขาจะไม่มีอะไรนัก เขากลับมีผู้ช่วยหลายคนไม่น้อย ในขณะนี้ ท่านประมุขก็ไม่อยู่ และข้าก็ได้แต่ยอมเสี่ยง ปลุกท่านอดีตประมุขขึ้นมาและขอให้ท่านช่วยเหลือ”

 

สองมือของเซียวเอี๋ยนกอดอกขณะยืนอยู่กลางอากาศ เขาจ้องมองอวิ๋นเหลิงที่กำลังแจกแจงความผิดของเขาทีละข้อๆ เขาล้มเลิกความคิดที่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดมานานแล้ว นี่เป็นเพราะเขารู้ดีว่าจะไม่มีประโยชน์อันใดนัก ผู้คนมักจะเข้าข้างพรรคพวกของตน เซียวเอี๋ยนจะสามารถคาดหวังให้อวิ๋นซันจะช่วยออกหน้าพูดแทนเขาได้หรือ?

 

หลังจากได้ยินข้ออธิบายของอวิ๋นเหลิงแล้ว ใบหน้าของอวิ๋นซันไร้อารมณ์ใดๆ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและสายตากวาดมองรอบด้าน หัวเราะเบาๆ “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเรื่องราวในวันนี้จะลุกลามจนใหญ่โตปานนี้ กระทั่งเจียซิงเทียน ฟาหม่า พวกเจ้าสองเฒ่าก็ยังมา”

 

เจียซิงเทียนและฟาหม่าสบตากันและยิ้ม พวกเขาชี้ตรงไปบนท้องฟ้าและกล่าว “ยังมีอีกผู้หนึ่งบนนั้น”

 

“ข้ารู้ ไห่โป๋ต๋งใช่หรือไม่? เมื่อครู่นี้เอง ตอนที่ข้าออกมา ข้าสัมผัสได้ถึงชี่ของเขา เพียงแต่ว่า ผ่านมาหลายปี ข้าคาดไม่ถึงว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เดิมทีข้าเคยคิดว่าเขาถูกราชินีอสรพิษฆ่าตายไปแล้ว” อวิ๋นเหลิงเงยศีรษะขึ้น จ้องมองไห่โป๋ต๋งขณะกล่าว

 

“ฮี่ๆ เจ้าก็เช่นกันมิใช่หรือ เจ้าแก่หนังเหนียว” ไห่โป๋ต๋งอ้าปาก ก้าวไปข้างหน้าและกล่าวพร้อมยิ้มแย้ม ช่างบังเอิญ เขาได้บังเซียวเอี๋ยนเอาไว้ที่ด้านหลังของตนขณะทำเช่นนั้น

 

“เขาคือเซียวเอี๋ยนใช่หรือไม่?” อวิ๋นซันชำเลืองมองเซียวเอี๋ยนที่ด้านหลังไห่โป๋ต๋งและเอ่ยถาม

 

“ข้าน้อยขอคารวะท่านประมุขอวิ๋นซัน” เซียวเอี๋ยนจ้องมองอวิ๋นซันผู้ซึ่งทั่วทั้งร่างกระจายรังสีกดดันสายหนึ่งเขม็ง เขายิ้มและกล่าวด้วยท่วงท่าที่ไม่มีความอ่อนด้อยหรือเย่อหยิ่งแต่อย่างใด

 

“บุคลิกของเจ้านับว่าไม่เลว โชคไม่ดี เจ้ายังค่อนข้างอ่อนแอไปสักหน่อย” อวิ๋นซันกล่าวเบาๆ

 

“ชิ อวิ๋นซัน สมัยที่เจ้าอายุสิบเจ็ดปี ลืมเรื่องเต๋าจงไปได้เลย หากเจ้าได้เห็นแค่เต๋าหวังผู้หนึ่ง เจ้าก็คงตัวสั่นงันงกราวกับมันเป็นเรื่องราวใหญ่โตแล้ว” ไห่โป๋ต๋งห่อปากและกล่าว

 

“ต้าเต๋าซื่ออายุสิบเจ็ดปีหรือ หู” ความตะลึงเล็กน้อยฉายวูบขึ้นในดวงตาซึ่งดูเฉยชาราวกับสายลม เขาส่ายศีรษะก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นและสอบถาม “หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่อวิ๋นเหลิงเล่ามาเมื่อครู่ พวกเจ้าทั้งสองไม่มีอะไรจะกล่าวปฏิเสธเขาหรือ?”

 

“เคะๆ ในเมื่อท่านประมุขอวิ๋นซันเชื่อถือคำพูดของเขา เหตุใดพวกเรายังต้องทำเรื่องไม่จำเป็นเช่นนั้นอีก” เซียวเอี๋ยนยิ้มและตอบด้วยท่าทางค่อนข้างเย้ยหยัน

 

“ข้าเชื่อคำพูดของอวิ๋นเหลิงเพียงครึ่งหนึ่ง ข้าเข้าใจนิสัยของเขาดี” อวิ๋นซันส่ายศีรษะอย่างคาดไม่ถึง “อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดในเรื่องราวครั้งนี้ พวกเจ้าทุกคนจำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบกับการทำให้พรรคเมฆครามต้องตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงเช่นนี้”

 

“เช่นนั้นท่านประมุขอวิ๋นซันต้องการจะทำอย่างไร?”

 

“ข้าไม่ควรจะสิ้นเปลืองคำพูดไร้สาระจำพวกที่จะขอให้เจ้าพักอยู่ที่นี่ในฐานะแขกอีก วันนี้ เจ้าได้สร้างปัญหาขึ้นที่นี่ ซึ่งทำลายชื่อเสียงของพรรคเมฆครามไปไม่น้อย พวกเราจะต้องกอบกู้ชื่อเสียงของพวกเรากลับคืนมา ในเมื่อพวกเจ้าทำให้พรรคเมฆครามของข้าต้องตกอยู่ในสภาพเลวร้ายปานนี้ เช่นนั้นก็ให้ข้าได้อุ่นเครื่องกับพวกเจ้าเสียหน่อย” สองมือของ