คนทั้งสองร่อนลงบนบริเวณที่ห่างจากเมืองวูตันไม่ไกลนัก หลังลงสู่พื้นแล้ว เซียวเอี๋ยนมิได้ใส่ใจราชินีอสรพิษที่อยู่ข้างกาย สีหน้าของเขาค่อนข้างเคร่งขรึมขณะสาวเท้ารวดเร็วตรงไปยังประตูเมืองที่เปิดอยู่

 

ครั้นเมื่อเดินใกล้เข้าไปถึงประตูเมือง เซียวเอี๋ยนเงยหน้าขึ้นชำเลืองมองตัวอักษรขนาดใหญ่สามคำ “เมืองวูตัน” เหนือประตูเมือง ฝีเท้าของเขาเผลอหยุดชะงักลง เขาจ้องมองฝูงชนและนิ่งฟังเสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนซึ่งดังเข้ามาภายในอุโมงค์ใต้กำแพงเมืองเบาๆ เขาถอนหายใจอ่อนๆ และพึมพำกับตนเอง “เมืองวูตัน ข้า เซียวเอี๋ยน ในที่สุดก็กลับมาถึงบ้านแล้ว”

 

เซียวเอี๋ยนยกเท้าขึ้นขึ้น เดินตรงเข้าประตูเมืองไป ผ่านอุโมงค์ที่ค่อนข้างมืดครึ้มเข้าไปในเมือง ครั้นแล้ว พื้นที่เบื้องหน้าสายตาของเขาก็พลันสว่างขึ้นภายใต้แสงอาทิตย์ เขาเงยศีรษะขึ้นเล็กน้อย ทางแยกคุ้นตาบนถนนที่แสนคิดถึงก็พลันปรากฏสู่สายตา

 

“สองปีแล้ว ทว่าแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย” เซียวเอี๋ยนหัวเราะเบาๆ ความรู้สึกอบอุ่นบางๆ ที่ได้กลับมายังบ้านเกิดเป็นเหตุให้ความเคร่งเครียดจริงจังบนใบหน้าของเขาอ่อนลงบ้างเล็กน้อย เขาหันไปชำเลืองมองราชินีอสรพิษซึ่งกำลังเดินตามมาที่ด้านหลังด้วยท่วงท่ามั่นคง ไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป ครั้นแล้ว เขาหันกลับไป ยกขาขึ้นและก้าวเดินตรงไปตามถนนที่เคยย่ำเดินมานับสิบปี

 

เซียวเอี๋ยนกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านของเขาอยู่ในใจ ไม่หยุดในระหว่างทาง รีบเดินเร็วรี่ไปตามถนนที่อยู่ในความทรงจำ ในระหว่างทาง เขาเดินผ่านตลาดสองสามแห่งซึ่งเป็นของตระกูลเซียว เขาชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาขณะเห็นว่าตลาดเหล่านั้นมีผู้คนไม่มากนัก ครั้นแล้ว ฝีเท้าของเขาก็ค่อยๆ เร่งเร็วขึ้น

 

กว่าสิบนาทีต่อมา เซียวเอี๋ยนซึ่งเดินผ่านถนนหลายสายที่คุ้นเคยยิ่งพลันหยุดฝีเท้าลง เขาเงยศีรษะขึ้นมองลานกว้างผืนใหญ่ที่อยู่ตรงสุดปลายถนนสายนั้น ประตูบนลานบ้านนั้นปรากฏตัวอักษรใหญ่สองตัว “ตระกูลเซียว” นี่เป็นเหตุให้เขาค่อยผ่อนลมหายใจโล่งอกออกมาบ้าง

 

เซียวเอี๋ยนยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตน ทว่าเขาดูกังวลยิ่งขึ้น สายตากวาดมองรอบบ้าน เมื่อครั้งที่เขาออกจากบ้านไป สถานที่แห่งนี้ดูคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย อย่างไรก็ตาม บัดนี้มันกลับดูแห้งแล้งราวกับทะเลทรายก็ไม่ปาน ตรงประตูใหญ่ที่มองเห็นได้ในบัดนี้ ไม่มียามยืนเฝ้าอยู่แม้แต่คนเดียว

 

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เซียวเอี๋ยนใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย เขาเอียงคอชำเลืองมองราชินีอสรพิษที่ด้านข้าง หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาพลันเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ “ท่านช่วยให้สัญญาแก่ข้าสักอย่างได้หรือไม่?”

 

“ไม่” สตรีผู้นี้ดูเหมือนยังคงขุ่นเคืองใจกับการกระทำของเซียวเอี๋ยนเมื่อก่อนหน้านี้ ดังนั้น นางปฏิเสธเขาชัดเจนในทันทีที่ได้ยินคำพูดของเขา

 

“ราคาคือ วัตถุดิบชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อการกลั่นยาหลอมรวมจิตวิญญาณ” เซียวเอี๋ยนกล่าวเบาๆ

 

“เจ้ามีอยู่หรือ?” นัยน์ตาของราชินีอสรพิษพลันเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของเขา

 

“ข้ามี “ผลเข็มปีศาจแห่งความตาย” เซียวเอี๋ยนเคยเก็บสมุนไพรมากมายไม่น้อยมาจากหุบเขาเล็กๆ ในเทือกเขาสัตว์เทพก่อนที่เขาจะจากที่นั่นมา และผลเข็มปีศาจแห่งความตายที่จำเป็นสำหรับการกลั่นยาหลอมรวมจิตวิญญาณก็บังเอิญอยู่ในกลุ่มสมุนไพรเหล่านั้น

 

“คือเรื่องอันใด?”

 

“วันนี้ ท่านจะเชื่อฟังข้า”

 

“ข้าฆ่าคนได้” ราชินีอสรพิษเพียงนิ่งไปไม่ถึงสองวินาทีก่อนที่จะพยักหน้า ในหัวใจของนาง การฆ่าคนนั้นสบายยิ่งกว่าให้ทำสิ่งอื่น

 

เซียวเอี๋ยนยิ้ม หมุนกายและออกเดินผ่านประตูเข้าไป อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะที่ฝีเท้าข้างหนึ่งของเขากำลังจะก้าวผ่านประตูไป มีเสียงอ่อนเยาว์เกรี้ยวกราดเบาๆ สายหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังประตูนั้น “เจ้าเป็นใคร? เจ้าคิดว่าตระกูลเซียวของเราจะยอมให้ถูกเหยียบย่ำได้โดยง่ายหรือ?”

 

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ฝีเท้าของเซียวเอี๋ยนก็ได้แต่หยุดชะงักลง เขาหันไปยังทิศทางที่เสียงนั้นปรากฏขึ้น ที่ด้านหลังประตู เด็กสาวตัวน้อยน่ารักซึ่งมีอายุในราวสิบสองหรือสิบสามปีเท่านั้นกำลังจ้องมองมาทางเขาอย่างโกรธเคืองพร้อมดวงตาเบิกกว้าง

 

“เจ้า...” สายตาของเซียวเอี๋ยนกวาดมองทั่วร่างของเด็กสาวตัวน้อยช้าๆ ความทรงจำหลายปีก่อนค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากห้วงลึกในใจ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยเบาๆ พร้อมยิ้มแย้ม “ข้าจำเจ้าได้ เจ้าคือเซียวชิง ใช่หรือไม่? น้องสาวของเซียวเม่ย เจ้าเติบโตขึ้นมากตั้งแต่ที่ข้าได้เห็นเจ้าล่าสุดเมื่อสองปีก่อน”

 

เมื่อนางได้ยินคำเรียกขานชื่อของนางได้โดยไม่มีอาการลังเล เด็กสาวตัวน้อยตกใจอย่างเห็นได้ชัด นัยน์ตาเฉลียวฉลาดของนางหยุดอยู่บนเรือนร่างของราชินีอสรพิษชั่วขณะ แม้นางในขณะนี้ยังค่อนข้างเยาว์วัย นางยังคงตะลึงลานกับความงดงามของสตรีเปี่ยมเสน่ห์ซึ่งปิดบังใบหน้าของตนไว้ด้วยผ้าคลุมผืนหนึ่งผู้นี้ นางตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนที่สายตาจะหันมาหยุดลงบนใบหน้าของเซียวเอี๋ยน เด็กสาวตัวน้อยจ้องมองเค้าโครงคุ้นตาอยู่บ้างในขณะที่ขมวดคิ้วมุ่นและครุ่นคิดอย่างหนัก

 

หลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน เซียวชิงดูเหมือนจะพลันนึกได้ถึงบางสิ่ง ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของนางซึ่งกำลังเผชิญอยู่กับเซียวเอี๋ยนพลันแดงเรื่อขึ้นมาในทันที นัยน์ตาเฉลียวฉลาดของนางกำลังเต้นระริกด้วยความประหลาดใจซึ่งเจือไว้ด้วยความยินดีและความตื่นเต้น ครู่ต่อมา เด็กสาวตัวน้อยที่ไม่อาจควบคุมความตื่นเต้นของตนเอาไว้ได้ก็พลันกระโจนเข้าใส่เซียวเอี๋ยน

 

“ท่านพี่เซียวเอี๋ยน? เป็นท่านจริงๆ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”

 

เซียวเอี๋ยนก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งและรับตัวเด็กสาวที่กระโจนเข้ามาเอาไว้ เขายิ้มและลูบไล้เรือนผมของเซียวชิงขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง “เด็กน้อย ไม่เห็นเจ้ามาสองปี ดูเหมือนเจ้าจะไล่ตามพี่สาวของเจ้าไปติดๆ แล้ว ในอนาคตข้างหน้าเจ้าจะต้องสะสวยมากเป็นแน่”

 

“ท่านพี่ ฮือๆ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นกับบ้านของเรา มีพวกคนไม่ดีกำลังฉวยโอกาสเอาเปรียบพวกเราอยู่ พวกเขามาที่บ้านตระกูลเซียวของเราทุกวัน ข้าได้ยินจากท่านแม่ว่าพวกเขาต้องการที่จะฉกตลาดของพวกเราไป เมื่อไม่นานมานี้ พวกเราไม่กล้ากระทั่งจะเดินออกไปนอกบ้าน” เซียวชิงเงยหน้าเล็กจิ้มลิ้มที่กำลังร้องไห้เหยเกขึ้นมาจากแผ่นอกของเซียวเอี๋ยน ดวงตาของนางแดงช้ำขณะที่นางร้องไห้คร่ำครวญ

 

เซียวเอี๋ยนพยักหน้าเล็กน้อย เขายิ้มขณะตบแผ่นหลังของเซียวชิงและกล่าวนุ่มนวล “เอาล่ะ เด็กน้อย เจ้าไม่ต้องกลัวไป มอบเรื่องราวทั้งหมดให้พี่เซียวเอี๋ยนจัดการ พาข้าไปชมดูสักหน่อย”

 

“ได้ ได้” เซียวชิงรีบพยักพเยิดศีรษะเล็กๆ ของนาง ตั้งแต่ที่เซียวเอี๋ยนเคยช่วยให้ตระกูลเซียวได้กลายเป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองวูตันด้วยการลงมืออย่างรวดเร็วเพียงกระบวนท่าเดียวในครั้งนั้น ชื่อเสียงของเซียวเอี๋ยนก็ยิ่งใหญ่หนักหนาในหมู่คนรุ่นราวคราวเดียวกับเซียวชิง ยิ่งไปกว่านั้น สองปีมานี้ ตระกูลเซียวยังค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นด้วยยารักษาที่เซียวเอี๋ยนทิ้งไว้ให้ ดังนั้น ท่านพี่เซียวเอี๋ยนผู้นี้ ผู้ซึ่งจากบ้านไปเพื่อฝึกยุทธ์ จึงแทบจะถูกมองว่าเป็นยอดมนุษย์ราวกับเทพเจ้าผู้หนึ่งในหัวใจของเด็กๆ เหล่านี้แล้ว

 

เซียวเอี๋ยนยืดตัวตรงและจ้องมองเซียวชิงซึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่บนทางเดินเล็กๆ ในขณะที่นางเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยอารมณ์ที่กำลังดีใจยิ่ง อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของเขาค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น ฝ่ามือแตะไม้บรรทัดซวนยักษ์บนแผ่นหลัง รังสีสังหารเย็นชาดุร้ายพลันแผ่พุ่งขึ้นภายในร่างกายจนเป็นเหตุให้ราชินีอสรพิษต้องกระตุกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

 

ฝีเท้าของเซียวเอี๋ยนก้าวผ่านไปตามทางเดินที่ปูลาดด้วยแผ่นหินเล็กๆ ตามหลังเซียวชิงไป สภาพแวดล้อมคุ้นตาซึ่งเขาไม่เห็นมาสองปีเป็นเหตุให้ความทรงจำในครั้งเยาว์วัยค่อยๆ ผุดพรายขึ้นมาในใจ

 

เซียวเอี๋ยนเดินตามเซียวชิงผ่านทางเดินเล็กๆ สองสามสาย ตึกที่ดูค่อนข้างใหญ่โตโอ่อ่าค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่สุดสายตา

 

“คนไม่ดีพวกนั้นอยู่ข้างใน ท่านผู้เฒ่าที่หนึ่งและท่านอื่นๆ ก็อยู่ข้างในเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พวกท่านทุกคนยังบาดเจ็บอยู่ ไม่เช่นนั้น คนพวกนั้นก็คงไม่กล้าทำตัวอวดดีปานนี้” เซียวชิงเหวี่ยงหมัดน้อยๆ ของนางตรงไปทางตึกใหญ่และกล่าวอย่างขุ่นเคืองใจ

 

“บาดเจ็บหรือ? มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับตระกูลเซียวจริงๆ” เซียวเอี๋ยนเม้มปากแน่น เขาก้าวขึ้นไปตามบันไดหินและในที่สุดหยุดลงที่ด้านนอกประตูใหญ่ซึ่งปิดสนิท เมื่อได้ยินเสียงที่ดังลอดมาจากด้านใน รอยยิ้มเย็นสายหนึ่งค่อยๆ ยกสูงขึ้นที่มุมปากแล้ว

 

ห้องโถงกว้างขวางโอ่อ่าดูค่อนข้างมืดและบรรยากาศภายในนั้นก็ค่อนข้างหม่นหมอง มีคนอย่างน้อยที่สุดสักร้อยคนรวมตัวกันอยู่ภายในห้องโถงกว้างขวางนี้ คนเหล่านี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ พวกเขาจ้องมองกันไปมาด้วยทีท่าคุกคาม ดูราวกับการจลาจลที่พร้อมจะร