คนทั้งสองร่อนลงบนบริเวณที่ห่างจากเมืองวูตันไม่ไกลนัก หลังลงสู่พื้นแล้ว เซียวเอี๋ยนมิได้ใส่ใจราชินีอสรพิษที่อยู่ข้างกาย สีหน้าของเขาค่อนข้างเคร่งขรึมขณะสาวเท้ารวดเร็วตรงไปยังประตูเมืองที่เปิดอยู่

 

ครั้นเมื่อเดินใกล้เข้าไปถึงประตูเมือง เซียวเอี๋ยนเงยหน้าขึ้นชำเลืองมองตัวอักษรขนาดใหญ่สามคำ “เมืองวูตัน” เหนือประตูเมือง ฝีเท้าของเขาเผลอหยุดชะงักลง เขาจ้องมองฝูงชนและนิ่งฟังเสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนซึ่งดังเข้ามาภายในอุโมงค์ใต้กำแพงเมืองเบาๆ เขาถอนหายใจอ่อนๆ และพึมพำกับตนเอง “เมืองวูตัน ข้า เซียวเอี๋ยน ในที่สุดก็กลับมาถึงบ้านแล้ว”

 

เซียวเอี๋ยนยกเท้าขึ้นขึ้น เดินตรงเข้าประตูเมืองไป ผ่านอุโมงค์ที่ค่อนข้างมืดครึ้มเข้าไปในเมือง ครั้นแล้ว พื้นที่เบื้องหน้าสายตาของเขาก็พลันสว่างขึ้นภายใต้แสงอาทิตย์ เขาเงยศีรษะขึ้นเล็กน้อย ทางแยกคุ้นตาบนถนนที่แสนคิดถึงก็พลันปรากฏสู่สายตา

 

“สองปีแล้ว ทว่าแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย” เซียวเอี๋ยนหัวเราะเบาๆ ความรู้สึกอบอุ่นบางๆ ที่ได้กลับมายังบ้านเกิดเป็นเหตุให้ความเคร่งเครียดจริงจังบนใบหน้าของเขาอ่อนลงบ้างเล็กน้อย เขาหันไปชำเลืองมองราชินีอสรพิษซึ่งกำลังเดินตามมาที่ด้านหลังด้วยท่วงท่ามั่นคง ไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป ครั้นแล้ว เขาหันกลับไป ยกขาขึ้นและก้าวเดินตรงไปตามถนนที่เคยย่ำเดินมานับสิบปี

 

เซียวเอี๋ยนกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านของเขาอยู่ในใจ ไม่หยุดในระหว่างทาง รีบเดินเร็วรี่ไปตามถนนที่อยู่ในความทรงจำ ในระหว่างทาง เขาเดินผ่านตลาดสองสามแห่งซึ่งเป็นของตระกูลเซียว เขาชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาขณะเห็นว่าตลาดเหล่านั้นมีผู้คนไม่มากนัก ครั้นแล้ว ฝีเท้าของเขาก็ค่อยๆ เร่งเร็วขึ้น

 

กว่าสิบนาทีต่อมา เซียวเอี๋ยนซึ่งเดินผ่านถนนหลายสายที่คุ้นเคยยิ่งพลันหยุดฝีเท้าลง เขาเงยศีรษะขึ้นมองลานกว้างผืนใหญ่ที่อยู่ตรงสุดปลายถนนสายนั้น ประตูบนลานบ้านนั้นปรากฏตัวอักษรใหญ่สองตัว “ตระกูลเซียว” นี่เป็นเหตุให้เขาค่อยผ่อนลมหายใจโล่งอกออกมาบ้าง

 

เซียวเอี๋ยนยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตน ทว่าเขาดูกังวลยิ่งขึ้น สายตากวาดมองรอบบ้าน เมื่อครั้งที่เขาออกจากบ้านไป สถานที่แห่งนี้ดูคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย อย่างไรก็ตาม บัดนี้มันกลับดูแห้งแล้งราวกับทะเลทรายก็ไม่ปาน ตรงประตูใหญ่ที่มองเห็นได้ในบัดนี้ ไม่มียามยืนเฝ้าอยู่แม้แต่คนเดียว

 

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เซียวเอี๋ยนใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย เขาเอียงคอชำเลืองมองราชินีอสรพิษที่ด้านข้าง หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาพลันเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ “ท่านช่วยให้สัญญาแก่ข้าสักอย่างได้หรือไม่?”

 

“ไม่” สตรีผู้นี้ดูเหมือนยังคงขุ่นเคืองใจกับการกระทำของเซียวเอี๋ยนเมื่อก่อนหน้านี้ ดังนั้น นางปฏิเสธเขาชัดเจนในทันทีที่ได้ยินคำพูดของเขา

 

“ราคาคือ วัตถุดิบชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อการกลั่นยาหลอมรวมจิตวิญญาณ” เซียวเอี๋ยนกล่าวเบาๆ

 

“เจ้ามีอยู่หรือ?” นัยน์ตาของราชินีอสรพิษพลันเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของเขา

 

“ข้ามี “ผลเข็มปีศาจแห่งความตาย” เซียวเอี๋ยนเคยเก็บสมุนไพรมากมายไม่น้อยมาจากหุบเขาเล็กๆ ในเทือกเขาสัตว์เทพก่อนที่เขาจะจากที่นั่นมา และผลเข็มปีศาจแห่งความตายที่จำเป็นสำหรับการกลั่นยาหลอมรวมจิตวิญญาณก็บังเอิญอยู่ในกลุ่มสมุนไพรเหล่านั้น

 

“คือเรื่องอันใด?”

 

“วันนี้ ท่านจะเชื่อฟังข้า”

 

“ข้าฆ่าคนได้” ราชินีอสรพิษเพียงนิ่งไปไม่ถึงสองวินาทีก่อนที่จะพยักหน้า ในหัวใจของนาง การฆ่าคนนั้นสบายยิ่งกว่าให้ทำสิ่งอื่น

 

เซียวเอี๋ยนยิ้ม หมุนกายและออกเดินผ่านประตูเข้าไป อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะที่ฝีเท้าข้างหนึ่งของเขากำลังจะก้าวผ่านประตูไป มีเสียงอ่อนเยาว์เกรี้ยวกราดเบาๆ สายหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังประตูนั้น “เจ้าเป็นใคร? เจ้าคิดว่าตระกูลเซียวของเราจะยอมให้ถูกเหยียบย่ำได้โดยง่ายหรือ?”

 

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ฝีเท้าของเซียวเอี๋ยนก็ได้แต่หยุดชะงักลง เขาหันไปยังทิศทางที่เสียงนั้นปรากฏขึ้น ที่ด้านหลังประตู เด็กสาวตัวน้อยน่ารักซึ่งมีอายุในราวสิบสองหรือสิบสามปีเท่านั้นกำลังจ้องมองมาทางเขาอย่างโกรธเคืองพร้อมดวงตาเบิกกว้าง

 

“เจ้า...” สายตาของเซียวเอี๋ยนกวาดมองทั่วร่างของเด็กสาวตัวน้อยช้าๆ ความทรงจำหลายปีก่อนค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากห้วงลึกในใจ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยเบาๆ พร้อมยิ้มแย้ม “ข้าจำเจ้าได้ เจ้าคือเซียวชิง ใช่หรือไม่? น้องสาวของเซียวเม่ย เจ้าเติบโตขึ้นมากตั้งแต่ที่ข้าได้เห็นเจ้าล่าสุดเมื่อสองปีก่อน”

 

เมื่อนางได้ยินคำเรียกขานชื่อของนางได้โดยไม่มีอาการลังเล เด็กสาวตัวน้อยตกใจอย่างเห็นได้ชัด นัยน์ตาเฉลียวฉลาดของนางหยุดอยู่บนเรือนร่างของราชินีอสรพิษชั่วขณะ แม้นางในขณะนี้ยังค่อนข้างเยาว์วัย นางยังคงตะลึงลานกับความงดงามของสตรีเปี่ยมเสน่ห์ซึ่งปิดบังใบหน้าของตนไว้ด้วยผ้าคลุมผืนหนึ่งผู้นี้ นางตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนที่สายตาจะหันมาหยุดลงบนใบหน้าของเซียวเอี๋ยน เด็กสาวตัวน้อยจ้องมองเค้าโครงคุ้นตาอยู่บ้างในขณะที่ขมวดคิ้วมุ่นและครุ่นคิดอย่างหนัก

 

หลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน เซียวชิงดูเหมือนจะพลันนึกได้ถึงบางสิ่ง ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของนางซึ่งกำลังเผชิญอยู่กับเซียวเอี๋ยนพลันแดงเรื่อขึ้นมาในทันที นัยน์ตาเฉลียวฉลาดของนางกำลังเต้นระริกด้วยความประหลาดใจซึ่งเจือไว้ด้วยความยินดีและความตื่นเต้น ครู่ต่อมา เด็กสาวตัวน้อยที่ไม่อาจควบคุมความตื่นเต้นของตนเอาไว้ได้ก็พลันกระโจนเข้าใส่เซียวเอี๋ยน

 

“ท่านพี่เซียวเอี๋ยน? เป็นท่านจริงๆ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”

 

เซียวเอี๋ยนก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งและรับตัวเด็กสาวที่กระโจนเข้ามาเอาไว้ เขายิ้มและลูบไล้เรือนผมของเซียวชิงขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง “เด็กน้อย ไม่เห็นเจ้ามาสองปี ดูเหมือนเจ้าจะไล่ตามพี่สาวของเจ้าไปติดๆ แล้ว ในอนาคตข้างหน้าเจ้าจะต้องสะสวยมากเป็นแน่”

 

“ท่านพี่ ฮือๆ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นกับบ้านของเรา มีพวกคนไม่ดีกำลังฉวยโอกาสเอาเปรียบพวกเราอยู่ พวกเขามาที่บ้านตระกูลเซียวของเราทุกวัน ข้าได้ยินจากท่านแม่ว่าพวกเขาต้องการที่จะฉกตลาดของพวกเราไป เมื่อไม่นานมานี้ พวกเราไม่กล้ากระทั่งจะเดินออกไปนอกบ้าน” เซียวชิงเงยหน้าเล็กจิ้มลิ้มที่กำลังร้องไห้เหยเกขึ้นมาจากแผ่นอกของเซียวเอี๋ยน ดวงตาของนางแดงช้ำขณะที่นางร้องไห้คร่ำครวญ

 

เซียวเอี๋ยนพยักหน้าเล็กน้อย เขายิ้มขณะตบแผ่นหลังของเซียวชิงและกล่าวนุ่มนวล “เอาล่ะ เด็กน้อย เจ้าไม่ต้องกลัวไป มอบเรื่องราวทั้งหมดให้พี่เซียวเอี๋ยนจัดการ พาข้าไปชมดูสักหน่อย”

 

“ได้ ได้” เซียวชิงรีบพยักพเยิดศีรษะเล็กๆ ของนาง ตั้งแต่ที่เซียวเอี๋ยนเคยช่วยให้ตระกูลเซียวได้กลายเป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองวูตันด้วยการลงมืออย่างรวดเร็วเพียงกระบวนท่าเดียวในครั้งนั้น ชื่อเสียงของเซียวเอี๋ยนก็ยิ่งใหญ่หนักหนาในหมู่คนรุ่นราวคราวเดียวกับเซียวชิง ยิ่งไปกว่านั้น สองปีมานี้ ตระกูลเซียวยังค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นด้วยยารักษาที่เซียวเอี๋ยนทิ้งไว้ให้ ดังนั้น ท่านพี่เซียวเอี๋ยนผู้นี้ ผู้ซึ่งจากบ้านไปเพื่อฝึกยุทธ์ จึงแทบจะถูกมองว่าเป็นยอดมนุษย์ราวกับเทพเจ้าผู้หนึ่งในหัวใจของเด็กๆ เหล่านี้แล้ว

 

เซียวเอี๋ยนยืดตัวตรงและจ้องมองเซียวชิงซึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่บนทางเดินเล็กๆ ในขณะที่นางเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยอารมณ์ที่กำลังดีใจยิ่ง อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของเขาค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น ฝ่ามือแตะไม้บรรทัดซวนยักษ์บนแผ่นหลัง รังสีสังหารเย็นชาดุร้ายพลันแผ่พุ่งขึ้นภายในร่างกายจนเป็นเหตุให้ราชินีอสรพิษต้องกระตุกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

 

ฝีเท้าของเซียวเอี๋ยนก้าวผ่านไปตามทางเดินที่ปูลาดด้วยแผ่นหินเล็กๆ ตามหลังเซียวชิงไป สภาพแวดล้อมคุ้นตาซึ่งเขาไม่เห็นมาสองปีเป็นเหตุให้ความทรงจำในครั้งเยาว์วัยค่อยๆ ผุดพรายขึ้นมาในใจ

 

เซียวเอี๋ยนเดินตามเซียวชิงผ่านทางเดินเล็กๆ สองสามสาย ตึกที่ดูค่อนข้างใหญ่โตโอ่อ่าค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่สุดสายตา

 

“คนไม่ดีพวกนั้นอยู่ข้างใน ท่านผู้เฒ่าที่หนึ่งและท่านอื่นๆ ก็อยู่ข้างในเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พวกท่านทุกคนยังบาดเจ็บอยู่ ไม่เช่นนั้น คนพวกนั้นก็คงไม่กล้าทำตัวอวดดีปานนี้” เซียวชิงเหวี่ยงหมัดน้อยๆ ของนางตรงไปทางตึกใหญ่และกล่าวอย่างขุ่นเคืองใจ

 

“บาดเจ็บหรือ? มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับตระกูลเซียวจริงๆ” เซียวเอี๋ยนเม้มปากแน่น เขาก้าวขึ้นไปตามบันไดหินและในที่สุดหยุดลงที่ด้านนอกประตูใหญ่ซึ่งปิดสนิท เมื่อได้ยินเสียงที่ดังลอดมาจากด้านใน รอยยิ้มเย็นสายหนึ่งค่อยๆ ยกสูงขึ้นที่มุมปากแล้ว

 

ห้องโถงกว้างขวางโอ่อ่าดูค่อนข้างมืดและบรรยากาศภายในนั้นก็ค่อนข้างหม่นหมอง มีคนอย่างน้อยที่สุดสักร้อยคนรวมตัวกันอยู่ภายในห้องโถงกว้างขวางนี้ คนเหล่านี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ พวกเขาจ้องมองกันไปมาด้วยทีท่าคุกคาม ดูราวกับการจลาจลที่พร้อมจะระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

 

มีผู้คนสองสามคนนั่งอยู่เบื้องหน้ากลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ด้านหน้ากลุ่มคนบ้านตระกูลเซียว ผู้เฒ่าทั้งสามแห่งตระกูลเซียวนั่งอยู่ อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของคนทั้งสามในขณะนี้ซีดเซียวนัก จากภาพภายนอกที่เห็น พวกเขาไม่อาจปิดซ่อนเต๋าชี่ที่กำลังไหลล้นออกมาจากร่างกาย เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีอาการบาดเจ็บภายในร้ายแรงไม่น้อย

 

ที่ด้านตรงข้ามกับคนในบ้านตระกูลเซียว มีกลุ่มคนร่างใหญ่ท่าทางดุร้าย คนสามคนนั่งอยู่บนเก้าอี้สำหรับผู้อาวุโส ซึ่งมีผู้นำกลุ่มคนเหล่านั้นนั่งอยู่ หนึ่งในนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้นำตระกูลเจียลี่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกเซียวเอี๋ยนกำราบ เจียลี่ปี่!

 

เซียวเอี๋ยนยังรู้จักอีกผู้หนึ่ง เขาคือเอ้าป้าผาตัน ประมุขของหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ซึ่งเคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับตระกูลเซียวในเมืองวูตันมานาน ตระกูลเอ้าป้า

 

คนที่สามค่อนข้างจะไม่คุ้นเคย คนผู้นี้สวมใส่เสื้อคลุมของนักแปรธาตุผืนหนึ่ง สีหน้าของเขาแลดูเย็นชาและเคร่งครัด อายุอานามอยู่ในราวห้าสิบปีหรือมากกว่านั้น อีกประการหนึ่ง สิ่งที่ดึงดูดความสนใจที่สุดก็คือเข็มกลัดรูปหม้อกลั่นยาที่ติดอยู่บนหน้าอกของคนในชุดคลุมยาวผู้นี้ ริ้วสีเงินสามริ้วปรากฏอยู่บนเข็มกลัดซึ่งกำลังขยับเบาๆ ราวกับมีชีวิต

 

เป็นนักแปรธาตุระดับสามผู้หนึ่ง!

 

ในเมืองวูตันซึ่งไม่เคยมีสมาคมนักแปรธาตุตั้งอยู่สักแห่ง นักแปรธาตุระดับสามเป็นบุคคลที่สามารถทำให้พรรคใดๆ เกิดความรู้สึกเคารพนับถือยิ่ง นักแปรธาตุระดับสามแปลกหน้าผู้นี้ก็กำลังเป็นบุคคลที่ผู้เฒ่าทั้งสามแห่งตระกูลเซียวหวาดกลัวอย่างยิ่ง

 

“ท่านประมุขทั้งสอง ตระกูลเซียวของเราอาจกำลังประสบปัญหาบางอย่างอยู่ในขณะนี้ ทว่าพวกท่านทั้งคู่คิดจริงๆ หรือว่าตระกูลเซียวของพวกเราเป็นเพียงโคลนตมที่สามารถเหยียบย่ำตามอำเภอใจได้? ตลาดในเมืองวูตันเป็นสิ่งที่พวกเราตระกูลเซียวทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างมันขึ้นมา เจ้าคิดจะซื้อพวกมันด้วยราคาที่ต่ำปานนี้? พวกเจ้ากำลังฝันอยู่หรืออย่างไร?” ใบหน้าของผู้เฒ่าที่สองทั้งดำคล้ำและลุ่มลึกราวกับสายน้ำ สายตาของเขากวาดมองกลุ่มคนตรงข้ามที่ดูราวกับฝูงเสือร้ายและหมาป่าขณะกล่าวเสียงเย็นชา

 

“ฮ่าๆ ผู้เฒ่าที่สองกล่าวตลกแล้ว ในสองปีมานี้ ตระกูลเซียวของเจ้าครอบครองเงินทองทั้งหมดในเมืองวูตัน หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ดูเหมือนว่าพวกเราก็คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องอพยพออกจากเมืองนี้ไปเสีย ทว่าสถานที่ที่เป็นรากฐานของพวกเรา หากพวกเราจากไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะไปตั้งต้นอาศัยอยู่ที่อื่น อา พวกเราเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อที่จะเอาตัวรอดไปได้ ข้าหวังว่าพวกท่านผู้เฒ่าทั้งสามจะยินยอม หากพวกท่านเห็นด้วยกับเงื่อนไขที่พวกเราเสนอให้ ตระกูลของพวกเราก็จะไม่ก่อปัญหาให้แก่ตระกูลเซียวในอนาคตข้างหน้า เพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์แต่เก่าก่อนของพวกเรา นี่มิใช่ดีต่อพวกเราทุกฝ่ายในอันที่จะทำการค้าร่วมกันหรอกหรือ” เอ้าป้าผาตันยิ้มแย้มกล่าว

 

“หมื่นเหรียญทองสำหรับตลาดแห่งหนึ่ง พวกเจ้าเป็นโจรปล้นทรัพย์หรืออย่างไร?” ผู้เฒ่าที่สามซึ่งมักมีบุคลิกแข็งกร้าวจ้องมองเอ้าป้าผาตันด้วยดวงตาแดงก่ำ เขาเผลอตบโต๊ะขณะชี้ไปทางเอ้าป้าผาตันและเอ็ดตะโรออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

 

“น้องสาม!” ผู้เฒ่าที่หนึ่งฉุดดึงผู้เฒ่าที่สามซึ่งกำลังจะลุกขึ้นยืนเอาไว้และร้องออกไปเบาๆ “อย่าทำให้เรื่องราววุ่นวายเกินหน้าที่ของเจ้า!”

 

ผู้เฒ่าที่สามกระแทกตัวกลับนั่งลงไป ถ้วยชาในมือถูกบีบจนระเบิด

 

“เคะๆ ความเกรี้ยวกราดของผู้เฒ่าที่สามช่างมากมายเช่นเคย ความโกรธจะทำร้ายร่างกายของท่านเอาได้นะ” เจียลี่ปี่ซึ่งนิ่งเงียบอยู่พลันหัวเราะเสียงเข้มออกมาขณะกล่าว “โชคไม่ดี พวกท่านทั้งหมดไม่มีหนทางเลือกอื่นกับเรื่องราวในวันนี้ หากพวกท่านยอมขาย สถานที่ทั้งหมดก็จะถูกขาย หากพวกท่านไม่ยอมขาย สถานที่ทั้งหมดก็ยังคงต้องถูกขายอยู่ดี!”

 

“เจียลี่ปี่ ในครั้งนั้น พวกเราไม่ควรที่จะปราณีเจ้า ปล่อยให้สุนัขเช่นเจ้ามีชีวิตอยู่” ผู้เฒ่าที่หนึ่งกล่าวเสียงเคร่งขรึม

 

“ข้าขออภัย ไม่มียาแก้ความเสียใจวางขายอยู่บนโลกใบนี้เสียด้วย” เจียลี่ปี่ยิ้ม ความดุร้ายเหี้ยมโหดบนใบหน้าเป็นเหตุให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความเย็นชาในหัวใจของเขา “วันนี้ ข้า เจียลี่ปี่จะขอคืนความสูญเสียทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นกับตระกูลเจียลี่ของเราให้ต้องกล้ำกลืนฝืนทนตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน”

 

“หากพวกเจ้าทุกคนอยากใช้กำลังบังคับ พวกเราตระกูลเซียวก็พร้อมจะต่อสู้จนกว่าพวกเราทั้งสองฝ่ายจะต้องเสียหายใหญ่หลวง” ผู้เฒ่าที่หนึ่งนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งขณะจ้องมองนัยน์ตาดุจดังงูพิษของเจียลี่ปี่ เขาพลันเอ่ยเสียงเข้มออกมา ในขณะนี้ เขาได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่คิดใช้กำลังบังคับและเลือกที่จะเลื่อนเวลาออกไป

 

“ฮ่าๆ เจ้าลูกนอกคอกเฒ่า เจ้ามีคุณสมบัติอันใดมาต่อสู้กับพวกเรา? หากเจ้ามีปัญญา ก็ไปเรียกเซียวจั่นออกมา? ด้วยสภาพย่ำแย่อย่างพวกเจ้าทั้งสามในขณะนี้ ข้าคนเดียวก็จัดการกับพวกเจ้าทั้งหมดได้แล้ว!” เจียลี่ฮวาหัวเราะเย็นชา

 

หางตาของผู้เฒ่าที่หนึ่งกระตุกวูบเบาๆ เขาโบกมือกั้นขวางกลุ่มคนโกรธเกรี้ยวในตระกูลเซียวที่อยู่ด้านหลังของตน สายตาจ้องมองเจียลี่ปี่ด้วยท่าทางเย็นชาและดุร้ายขณะกล่าวเสียงเย็น “หากเจ้ากล้าแตะต้องตระกูลเซียวของพวกเรา ลูกหลานตระกูลเซียวของพวกเราจะทำให้เจ้านอนก็นอนไม่หลับ กินก็ไม่สงบอย่างแน่นอน คอยดู หากเขากลับมาเมื่อใด เจ้าก็รอรับการแก้แค้นที่สาสมจากเขาได้เลย”

 

“เขา?” หางตาของพวกเขาพลันกระตุกวูบ ไม่ทราบเหตุใด ไม่เพียงเจียลี่ปี่และเอ้าป้าผาตันจะเงียบเสียงลง ทว่ามือของนักแปลธาตุแปลกหน้าที่ด้านข้างซึ่งวางเท้าอยู่บนพนักก็ยังเผลอกระตุกวูบ

 

เงาร่างอ่อนเยาว์ค่อยๆ ฉายวาบขึ้นมาภายในจิตใจของทุกผู้คน เมื่อสองปีก่อน เป็นเด็กหนุ่มผู้ซึ่งมีอายุเพียงสิบห้าปีผู้นี้ ผู้ส่งตระกูลเจียลี่ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง ให้ต้องตกอยู่ในสภาพอันเลวร้ายยิ่ง

 

สองปีต่อมา เด็กหนุ่มในครั้งนั้นได้ไปหาเรื่องกับพรรคเมฆครามซึ่งๆ หน้าและกระทั่งกลับออกมาได้ในสภาพร่างกายที่ครบถ้วน

 

ควรจะเป็นที่รู้กันว่า ในสายตาของเจียลี่ปี่และพรรคเหล่านี้ พรรคเมฆครามเป็นดุจดังพระเจ้า ใครก็ตามที่มาจากพรรคเมฆครามก็เพียงพอที่จะกวาดล้างพรรคทั้งหมดในเมืองวูตันนี้ไปได้แล้ว

 

เมื่อพวกเขาได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเด็กหนุ่มจากตระกูลเซียวที่ต่อกรกับพรรคเมฆครามเป็นครั้งแรก เกือบทุกคนในเมืองวูตันล้วนตกใจไปร่วมนาที พรรคต่างๆ ซึ่งเคยเป็นศัตรูกับตระกูลเซียว ต่างพากันรู้สึกหนาวยะเยือกเข้าไปถึงกระดูกของตน

 

หากมิใช่เพราะว่ามียอดยุทธ์ลึกลับไม่ทราบที่มาผู้หนึ่งได้บอกเจียลี่ปี่เกี่ยวแก่ข่าวของเซียวเอี๋ยน ว่าถูกพรรคเมฆครามลอบสังหารทิ้งเงียบๆ  ดูท่าว่าเจียลี่ปี่ก็คงไม่กล้าที่จะมายังบ้านตระกูลเซียวและปล้นพวกเขาในขณะที่อีกฝ่ายกำลังประสบปัญหาอยู่  แม้เขาจะมีความกล้ามากกว่านี้สักสิบเท่าและยังได้นักแปรธาตุระดับสามผู้หนึ่งคอยหนุนหลังอยู่ก็ตาม

 

“ไฮ้ งั้นเจ้าก็รอไปเถอะ หากเจ้ารอจนตัวตาย เจ้าก็อาจจะได้พบไอ้ลูกกำพร้าน้อยที่ชื่อเซียวเอี๋ยนผู้นั้นได้อีกครั้งหนึ่ง” เจียลี่ปี่หัวเราะเสียงเย็น วางแผนที่จะใช้สิ่งนี้ปิดซ่อนความหวาดกลัวต่อคนผู้หนึ่ง

 

“พี่เอ้า พวกเราไม่จำเป็นต้องชักช้าอีกต่อไป ในเมื่อพวกเขาปฏิเสธข้อเสนอ เช่นนั้นพวกเราก็น่าจะลงมือตรงๆ การผูกขาดของตระกูลเซียวในหลายปีที่ผ่านมานี้ แทบจะทำให้พวกเราต้องล้มละลายแล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้องมีมารยาทอีกต่อไป” เจียลี่ปี่หันไปกล่าวแก่เอ้าป้าผาตันด้วยเสียงเคร่งขรึม

 

“อา ในเมื่อพวกท่านทั้งสามไม่ยอมเข้าใจในสถานการณ์ที่พวกท่านกำลังเผชิญอยู่ ก็อย่าได้โทษว่าข้าใจร้าย” เอ้าป้าผาตันทอดถอนใจอย่างผิดหวัง เขาโบกมือ ชายร่างใหญ่กว่าสิบนายที่อยู่ด้านหลังพลันชักอาวุธที่เอวของตนออกมาพร้อมเสียงแคร๊งค์ พวกเขาจ้องมองกลุ่มคนตระกูลเซียวที่ด้านตรงข้ามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรังสีสังหาร

 

“ในเมื่อเจ้าคิดจะกำจัดพวกเราทุกคน ต่อให้พวกเราต้องสู้จนคนสุดท้ายก็ตาม ตระกูลเซียวของเราก็จะทำให้พวกเจ้าทุกคนต้องทุกข์ทรมานถึงที่สุด!” ผู้เฒ่าที่หนึ่งซึ่งกำลังอดกลั้นอยู่พลันตบฝ่ามือของตนลงบนโต๊ะขณะที่ระเบิดขึ้นมาในที่สุด เขาพลันลุกขึ้นยืนและตะโกนออกไปอย่างโกรธเกรี้ยว

 

“ท่านผู้เฒ่าที่หนึ่ง ตระกูลเซียวไม่มีคนขี้ขลาดที่เอาแต่คิดจะหลบหนี! มาสู้ตายกับพวกมันกันเถิด!” ที่ด้านหลัง สมาชิกกว่าสิบคนของตระกูลเซียวล้วนมีใบหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธเกรี้ยว

 

“หากพวกเราอดทนจนกว่าท่านประมุขน้อยแห่งตระกูลเซียวจะกลับมาได้ เราก็จะสามารถตอบแทนความคับแค้นใจที่ต้องอดทนในวันนี้!” ผู้เฒ่าที่หนึ่งคว้าจับอากาศหยาบแห้งขณะกัดฟันกรอดและส่งเสียงร้องออกมา

 

ประมุขน้อย คำพูดนี้บ่งบอกถึงการยอมรับจากเหล่าผู้เฒ่าในตระกูลต่อผู้สืบทอดตระกูลเซียวในอนาคต ข่าวที่แพร่สะพัดออกมาจากพรรคเมฆครามเป็นเหตุให้สมาชิกในตระกูลเซียวทุกคนต่างรู้สึกภาคภูมิใจกับสมาชิกในตระกูลที่ชื่อเซียวเอี๋ยน นี่รวมถึงผู้เฒ่าทั้งสามที่เคยดูแคลนเขาในอดีตด้วย

 

“ข้าเสียใจ ทว่าเจ้าอาจจะไม่มีโอกาสเช่นนั้น ในอดีต เซียวเอี๋ยนสังหารศิษย์ของข้า วันนี้ ข้าจะให้ตระกูลเซียวของเจ้าตายตกตามเขาไป” นักแปรธาตุที่นิ่งเงียบอยู่พลันลุกขึ้นยืนและกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า

 

นักแปรธาตุผู้นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตาค่อยๆ กวาดมองทุกคนในตระกูลเซียว เขาเอ่ยเบาๆ “ข้าลืมบอกพวกเจ้าไป ศิษย์ของข้าก็คือหลิวซือ ซึ่งเคยช่วยตระกูลเจียลี่กลั่นยารักษาในอดีตนั่นเอง”

 

ขณะที่คำพูดของนักแปรธาตุผู้นั้นค่อยๆ สิ้นสุดลง พลังรุนแรงสายหนึ่งในระดับต้าเต๋าซื่อหกดาวเป็นอย่างน้อยพลันแผ่พุ่งขึ้นจากภายในร่างกายของเขา ภายใต้แรงกดดันของพลังนี้ ผู้เฒ่าที่หนึ่งและคณะที่บาดเจ็บหนักอยู่แล้วต่างรีบถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าของพวกเขาซีดเซียวเล็กน้อย

 

“ฆ่าพวกมัน! อย่าปล่อยให้ใครมีชีวิตรอด!” เจียลี่ปี่ยิ้มเย็นขณะกล่าวเสียงเข้มดุร้าย พร้อมกับจ้องมองดวงตาโกรธเกรี้ยวของบรรดาสมาชิกในบ้านตระกูลเซียว

 

“ดูเหมือนสวรรค์คงอยากให้พวกเราตระกูลเซียวไปอยู่ด้วยแล้วในวันนี้” เลือดสดๆ ไหลออกจากมุมปากของผู้เฒ่าที่หนึ่งขณะจ้องมองกลุ่มคนที่กำลังยิ้มยิงฟันโหดเหี้ยมเข้าล้อมกรอบพวกเขา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหม่นหมอง

 

“แอ๊ด”

 

ชั่วขณะที่เหล่าสมาชิกแห่งตระกูลเซียวตัดสินใจที่จะต่อสู้เอาเป็นเอาตายด้วยชีวิตของตน เสียงประตูที่ถูกผลักเปิดออกดังลั่นขึ้นขัดจังหวะการสังหารหมู่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

บานประตูถูกผลักเปิดออกช้าๆ และแสงสว่างจ้าแสบตาที่ติดตามช่องประตูคืบคลานเข้ามาจนกระทั่งพุ่งไปถึงอีกด้านหนึ่งของห้องโถง

 

ทุกคนในห้องกว้างใหญ่หันศีรษะของตนไปทางประตูบานใหญ่ เงาร่างของเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาช้าๆ

 

“ข้าขออภัย ข้ากลับมาช้าไปสักหน่อย”

 

เสียงขอโทษของเด็กหนุ่มดังขึ้นเบาๆ

 

ได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคยเช่นนี้ ผู้เฒ่าที่หนึ่งตกใจในคราวแรก ทันใดนั้น ร่างเกร็งแน่นของเขาก็พลันผ่อนคลายลงสิ้นเชิง น้ำตาขุ่นๆ สองหยดแห่งความตื่นเต้นไหลรินลงไปตามใบหน้าสูงวัยและกลิ้งหลุนลงไป

Comment

Comment:

Tweet

ไว้มีแล้วค่อยคิด ส่วนตอนนี้คิดก่อนว่าทำยังไงให้มี 555

#5 By ตี๋ on 2017-01-09 18:29

กวางน้อยอะไม่กลัวหรอก แต่นางสิงห์นี่ไม่แน่ กรักๆๆๆ

#4 By เฒ่าทารก on 2017-01-09 15:41

555 ไม่มีให้ใช้ครับ แต่ถ้ามีราชสีห์อย่างผมไม่มีทางกลัวกวางน้อยแน่นอน cool

#3 By ตี๋ on 2017-01-09 00:33

kisssealed แหมมมมม คุงตี๋รู้ใจเซียวน้อยมาก ใช้บ่อยแน่เลยมุขนี้

#2 By เฒ่าทารก on 2017-01-08 19:39

ขอบคุณครับ

กลัวคนล้อว่ากลัวเมีย ต้องมีการสัญญาก่อนพาเข้าบ้านด้วยว่า “วันนี้ ท่านจะเชื่อฟังข้า”

#1 By ตี๋ on 2017-01-08 17:47