แสงแดดสาดลอดเข้ามาตามช่องประตู ติดตามด้วยเงาร่างผอมบางของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังค่อยๆ เดินเข้ามา เขาเดินผ่านกลุ่มชายร่างใหญ่อาวุธครบถ้วนอยู่ในมือพวกนั้นไปราวกับพวกเขาไม่มีตัวตนอยู่ ในที่สุด เขาค่อยๆ หยุดลงที่ด้านข้างของเจียลี่ปี่กับเอ้าป้าผาตันซึ่งมีใบหน้าเต็มไปด้วยความแข็งทื่อจังงัง

 

บรรยากาศช่างเงียบสงัดนัก กระทั่งนกกาก็ยังไม่กล้าที่จะส่งเสียงร้องออกมา มีเพียงเสียงหายใจร้อนรนเบาๆ ดังอยู่

 

ภายใต้สายตาของทุกผู้คน เด็กหนุ่มค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าสายตาของทุกผู้คนในตระกูลเซียว เขาก้มศีรษะลง จ้องมองผู้เฒ่าซึ่งกำลังตื่นเต้นน้ำตานองหน้าและคำนับลงน้อยๆ

 

“เซียว... เซียวเอี๋ยน” ภายใต้การพยุงจากคนในบ้านตระกูลเซียวซึ่งอยู่ด้านหลัง ผู้เฒ่าที่หนึ่งจ้องมองเด็กหนุ่มหล่อเหลาเบื้องหน้าตนซึ่งแลดูอ่อนเยาว์น้อยลงและมีเค้าโครงแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับสองปีก่อน น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าขณะเผลอกล่าวออกมา “เป็นเจ้าจริงๆ หรือ?”

 

เซียวเอี๋ยนเงยหน้าขึ้น จ้องมองใบหน้าสูงวัยที่มักอยากจะกระทืบเขาแรงๆ สักคราหนึ่งในอดีต เขายิ้มและพยักหน้า รู้สึกโศกเศร้าในใจ ผ่านการฝึกฝนมาสองปี เขาเติบโตขึ้นโดยแท้ ความบาดหมางที่เคยมีมาในอดีตก็จางหายไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะอย่างไร ตระกูลนี้ก็มีสายเลือดผูกพันกันยากจะลบเลือนไปได้

 

“ท่านผู้เฒ่าที่หนึ่ง นี่คือคุณชายน้อยเซียวเอี๋ยนจริงๆ !”

 

“คุณชายน้อยเซียวเอี๋ยนกลับมาแล้ว! ตระกูลเซียวของพวกเราปลอดภัยแล้ว!” ใบหน้าของบรรดาผู้คนบ้านตระกูลเซียวที่กำลังพยุงผู้เฒ่าที่หนึ่งอยู่เต็มไปด้วยความยินดีปรีดา พวกเขาเองก็ตื่นเต้นกระทั่งปากคอไม่อาจกล่าวคำพูดที่คิดอยากจะพูดออกมาได้แล้ว

 

ขณะที่พวกเขาสำรวจใบหน้าของเซียวเอี๋ยน พวกเขายังคงมองเห็นเค้าโครงคุ้นตาเมื่อสองปีก่อน คนในบ้านตระกูลเซียวที่มีจิตใจเต็มไปด้วยความตึงเครียดตลอดสองปีที่ผ่านมา ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาราวกับได้ปลดเปลื้องจากภาระอันหนักอึ้งอย่างหนึ่ง ทันใดนั้น บรรยากาศลิงโลดใจก็เข้าแทนที่ความสิ้นหวังเมื่อครู่นี้ พวกเขาบางคนที่ค่อนข้างมีจิตใจอ่อนแอกว่าอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ

 

ผู้เฒ่าที่สองและผู้เฒ่าที่สามชำเลืองมองกันและกัน หัวใจของพวกเขาแอบโล่งอกอยู่เงียบๆ สายตาของพวกเขาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาเยาว์วัยที่กำลังยิ้มแย้มเรียบเฉยนั้น และพยักหน้าของตนด้วยท่าทางพึงใจยิ่ง ผ่านการฝึกตนมาสองปี เด็กหนุ่มสะดุดตารุ่นเยาว์แห่งบ้านตระกูลเซียวซึ่งไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ในอดีต ในที่สุดก็รู้จักวิธียับยั้งชั่งใจตนได้แล้ว

 

สิ่งที่แข็งตรงเกินไป ย่อมจะหักโค่นได้โดยง่าย การเปิดเผยพลังของตนมากเกินไปมิใช่เรื่องดีเสียทั้งหมด รู้จักเก็บซ่อนคมดาบอันล้ำค่าเอาไว้ และใช้มันออกมาในยามที่เหมาะสม จึงเป็นหนทางที่ถูกต้อง

 

เทียบกับเสียงโห่ร้องยินดีของทุกคนในตระกูลเซียวแล้ว กลุ่มของเจียลี่ปี่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งซึ่งเดิมทีมีท่าทางคุกคาม จู่ๆ ความเร่าร้อนเหล่านั้นก็พลันเหือดหายไป ทุกคนมองตากันและกัน มือของพวกที่กุมอาวุธไว้แน่นต่างสั่นเทาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ระหว่างหลายวันมานี้ เกือบทุกคนในเมืองวูตันล้วนได้ยินข่าวอันน่าตื่นตะลึงกว่าสิบแบบในเรื่องราวของเซียวเอี๋ยนที่เกิดการต่อสู้ใหญ่โตกับพรรคเมฆคราม ในหัวใจของทุกผู้คนเต็มไปด้วยความนับถือบุคคลซึ่งเปรียบดังบุคคลในตำนานผู้นี้ บัดนี้ บุรุษในตำนานผู้นี้กลับมีชีวิต ปรากฏตัวตนขึ้นมาจริงๆ ต่อหน้าพวกเขา ออกจะน่าแปลกใจอยู่บ้างที่ว่า เหตุใดคนที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารไหลล้นออกมาเหล่านี้ กลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

 

“เจียลี่ปี่ เจ้าลูกกำพร้า เจ้ามิใช่บอกว่าเซียวเอี๋ยนถูกพรรคเมฆครามลอบสังหารไปแล้วหรอกหรือ? เหตุใดเขายังมีชีวิตอยู่?” เอ้าป้าผาตันจ้องมองแผ่นหลังผอมบางที่เขาเผชิญอยู่ ความหวาดกลัวยากจะปิดบังฉายวาบอยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำขณะหมุนตัวไปคว้าคอเสื้อของเจียลี่ปี่เอาไว้และส่งเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวออกไปเบาๆ น้ำเสียงของเขาเจือไว้ด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย

 

สายตาของเจียลี่ปี่ก็กำลังทอดมองแผ่นหลังตรงหน้าเขาอยู่เช่นกัน มุมปากของเขาสั่นเทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองขาก็ดูชาด้านขึ้นมาเล็กน้อยแล้วในบัดนี้ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าดุร้ายเหี้ยมโหดแต่เดิมของเขาเริ่มอ่อนยวบลงเล็กน้อย “ข้าจะรู้ได้อย่างไร คนผู้นั้นบอกข้าชัดเจนว่าเซียวเอี๋ยนถูกฆ่าตายแล้ว ยอดยุทธ์สูงส่งเช่นเขา ไม่เห็นจำเป็นต้องโกหกข้าซึ่งเป็นเพียงประมุขของตระกูลเล็กๆ นี่นา หรือมิใช่?”

 

“อย่าบอกข้านะว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้ เป็นเซียวเอี๋ยนที่เพิ่งคลานขึ้นมาจากหลุม?” เอ้าป้าผาตันกัดฟันกรอดและกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว แม้เหตุผลส่วนหนึ่งที่เขาเห็นด้วยกับการมาเจรจากับตระกูลเซียวซึ่งกำลังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ หลังจากเจียลี่ปี่กดดันเขาด้วยข้อเท็จจริงที่เขาถูกตระกูลเซียวข่มเอาไว้จนมากเกินไปเป็นเวลากว่าสองปีแล้ว เหตุผลสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเจียลี่ปี่ได้บอกแก่เขาว่าเซียวเอี๋ยนถูกยอดยุทธ์ในพรรคเมฆครามลอบสังหารทิ้งแล้ว เป็นเพราะสิ่งนี้ เขาจึงยอมพยักหน้าและประกาศต่อสู้กับตระกูลเซียว

 

ควรจะรู้ว่า ในหัวใจของเขาตื่นตะลึงเพียงใดเมื่อครั้งแรกที่ได้ยินว่าเด็กน้อยแห่งบ้านตระกูลเซียวกลับสามารถเดินออกมาจากพรรคเมฆครามได้ด้วยสภาพร่างกายที่ครบถ้วนหลังการต่อสู้ขนานใหญ่กับพรรคอันดับหนึ่งเช่นพรรคเมฆคราม

 

และด้วยเพราะเหตุนี้ เขาจึงพยักหน้าเห็นชอบกึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งหลังจากที่เจียลี่ปี่สาบานพร้อมเสียงสาบแช่งรุนแรง

 

หลังจากที่เห็นชอบด้วย การกลับมาล่าช้าของเซียวเอี๋ยนยังเป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งให้เอ้าป้าผาตันยิ่งเชื่อถือในคำพูดของเจียลี่ปี่ อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะที่เขากำลังคิดว่าทุกสิ่งที่เขาต้องการกำลังจะตกมาอยู่ในกำมือของตนแล้ว เซียวเอี๋ยนผู้นั้น ผู้ซึ่ง ตามที่เจียลี่ปี่บอกเล่ามา ควรจะถูกฆ่าตายไปแล้ว กลับปรากฏกายขึ้นต่อหน้าเขา ความพลิกผันเช่นนี้และความน่ากลัวของเงาร่างมนุษย์ผู้นี้ เป็นเหตุให้เอ้าป้าผาตันอยู่ในสภาพทั้งโกรธเกรี้ยวและตื่นตะลึง

 

สีหน้าของเจียลี่ปี่ซีดขาว เขาในขณะนี้อยู่ในสภาพที่ทั่วทั้งร่างเย็นเฉียบ

 

ลำคอของนักแปรธาตุระดับสามผู้นั้นกลิ้งเกลือกเล็กน้อยขณะจ้องมองเซียวเอี๋ยนเขม็ง ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนกะทันหัน พลังแข็งแกร่งที่กระจายออกมาเมื่อครู่ก็กลับซาลงไป

 

“ผู้เฒ่าทั้งสาม พวกท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” แผ่นหลังของเซียวเอี๋ยนกำลังหันให้แก่บรรดาผู้คนที่มีสีหน้าแตกต่างกันไปขณะที่เขาจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของผู้เฒ่าทั้งสามและสอบถามเบาๆ

 

“ข้าไม่เป็นไร” ผู้เฒ่าที่หนึ่งพยายามจะลุกขึ้นยืน เขาส่ายศีรษะและพลันโค้งคำนับลงช้าๆ ให้แก่เซียวเอี๋ยนด้วยท่าทางเศร้าหมองยิ่ง อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขาคำนับลงไปได้ครึ่งทาง มือข้างหนึ่งก็พลันพยุงเขาไว้ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น เขามองเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทันใดนั้น ดวงตาสูงวัยของเขาก็เต็มรื้นไปด้วยน้ำตาอย่างมิทันตั้งใจแล้ว

 

“ผู้เฒ่าที่หนึ่ง ท่านเป็นผู้อาวุโส ท่านไม่ควรปฏิบัติต่อเซียวเอี๋ยนเช่นนี้ ไม่เช่นนั้น หากท่านพ่อรู้เข้า ข้าเกรงว่าท่านจะต้องเอ็ดข้าแล้ว” เซียวเอี๋ยนยิ้มขณะเอ่ยเบาๆ

 

“ที่ผ่านมา พวกเราผู้เฒ่าล้วนทำตัวนอกลู่นอกทาง ในอนาคตข้างหน้า ข้าจะใช้ฐานะผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งนี้ รับประกันต่อท่านว่าบรรดาเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกเป็นอันขาด” ผู้เฒ่าที่หนึ่งเอียงศีรษะ ถูหางตาที่ค่อนข้างเปียกชื้นและคร่ำครวญกับเซียวเอี๋ยน

 

“เคะๆ ข้าน้อยเองก็ไม่ค่อยน่ารักสักเท่าใด ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวก็จบไปแล้ว ข้าเป็นคนขี้ลืมไม่น้อยเสียด้วย” เซียวเอี๋ยนยิ้มและยักไหล่ ชั่วขณะที่เขาเหยียบย่างกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง เขารู้ดี ไม่ว่าจะเคยเกิดสิ่งใดขึ้น เลือดในกายของเขาก็เป็นของตระกูลนี้ อย่างน้อยที่สุด ก่อนที่เขาจะกลายเป็นคนไร้ค่า ตระกูลนี้ก็เคยมอบชีวิตในวัยเยาว์อันสุขสมบูรณ์ให้แก่เขา

 

สายตาของเซียวเอี๋ยนกวาดมองใบหน้าคุ้นเคยของคนในตระกูลที่ด้านหลังผู้เฒ่าทั้งสาม เขายิ้มและกล่าว “แต่ทว่าในตอนนี้ ข้าคิดว่าพวกเราควรจะจัดการกับปัญหาตรงหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยมาร่วมรำลึกถึงความหลังกันดีหรือไม่”

 

“เด็กน้อย ระวังตัวด้วย เจียลี่ปี่และเอ้าป้าผาตันเป็นต้าเต๋าซื่อห้าดาวแล้ว ในขณะที่ชายแก่ผู้นั้นเป็นอาจารย์ของหลิวหลิงในครั้งกระโน้น เขาเป็นนักแปรธาตุระดับสามที่มีพลังแข็งแกร่งถึงต้าเต๋าซื่อระดับหกดาวผู้หนึ่งทีเดียว” ผู้เฒ่าที่หนึ่งพยักหน้าและเอ่ยเตือนเบาๆ

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มแย้มเล็กน้อยและค่อยๆ หมุนตัว รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเย็นชาขณะหันตรงไปทางเจียลี่ปี่และพวก

 

“ข้าไม่พบพวกท่านทั้งสองมาร่วมสองปี ทว่านิสัยเลวๆ ของท่านประมุขเจียลี่ปี่นี้ไม่เคยลดเลือนไปจากอดีตเลย” เซียวเอี๋ยนมองผ่านผู้คนทั้งสองด้านก่อนที่จะหยุดลงบนร่างกายของเจียลี่ปี่ขณะยิ้มแย้มและกล่าว

 

สายตาของเจียลี่ปี่จ้องมองใบหน้าที่ยังมีเค้าโครงของเด็กหนุ่มเมื่อสองปีก่อนเขม็ง ร่างของเขาเผลอสั่นเทาขึ้นมา เขากลืนน้ำลายลงคอขณะกล่าวด้วยซุ่มเสียงสั่นเทา “เคะๆ หลานเซียวเอี๋ยน คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้พบเจ้าอีกครั้งหนึ่ง”

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มเล็กน้อย เขาดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ด้านหลังมานั่งลงพร้อมวางท่าใหญ่โตต่อหน้าสายตาของทุกผู้คนอย่างไม่แยแสใส่ใจ มือของเขาคว้าด้ามไม้บรรทัดและชักมันออกมาอย่างแรง ไม้บรรทัดซวนยักษ์ประจุไปด้วยพลังงานรุนแรงสายหนึ่งขณะกระแทกลงบนพื้นหินแข็งแกร่ง ทันใดนั้น รอยแตกร้าวเล็กๆ มากมายเริ่มแพร่กระจายออกไปจากจุดที่ไม้บรรทัดปักลงพื้น

 

“ท่านประมุขเอ้าป้า ข้าคิดไม่ถึงว่าท่านเองก็มาอยู่ที่นี่ด้วย” ขณะที่เซียวเอี๋ยนกล่าว สายตาของเขากวาดมองไปทางเอ้าป้าผาตันที่อยู่ด้านข้าง ผู้ซึ่งสีหน้าเอาแต่แปรเปลี่ยนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

“อา? โอ้ว เคะๆๆ สองปีแล้วตั้งแต่ข้าได้พบเจ้าหนก่อน ท่าทางของหลานเซียวเอี๋ยนยิ่งมาก็ยิ่งโดดเด่น พ่อเสือ ยังไงก็ไม่มีลูกเป็นสุนัขโดยแท้ หากพี่เซียวได้เห็นเจ้า เขาคงจะต้องมีความสุขจนหุบปากไม่ลงเป็นแน่” ทั่วทั้งร่างของเอ้าป้าผาตันสั่นเทาขณะได้ยินเสียงของเซียวเอี๋ยน เขารีบทำทีเป็นมิตรกับเซียวเอี๋ยนขณะหัวเราะออกมา

 

“ท่านกลืนคำพูดไร้สาระของตนไปได้เลย” เซียวเอี๋ยนชำเลืองของเขาน้อยๆ ฝ่ามือถูด้ามไม้บรรทัดซวนยักษ์ช้าๆ น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้น “ข้าเพียงต้องการทราบว่าพวกท่านทั้งสองต้องการอะไร จึงพาผู้คนมาที่บ้านตระกูลเซียวของข้า”

 

“อา? นั่น... นั่น... ฮ่าๆ หลานเซียวเอี๋ยน เรื่องราวในวันนี้ล้วนเกิดจากความเข้าใจผิดกัน พวกเรามาที่นี่ก็เพราะพวกเราได้ยินมาว่าตระกูลเซียวกำลังประสบปัญหาบางอย่าง ดังนั้น พวกเราจึงหาโอกาสมาเยี่ยมเยียนสักหน่อย เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่าพวกเรามีพื้นที่ที่ต้องร่วมมือกันอยู่กับตระกูลเซียวตั้งหลายแห่ง ย่อมเป็นธรรมดาที่พวกเราจะต้องมาแสดงความห่วงใยเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับตระกูลเซียว” สีหน้าของเอ้าป้าผาตันซีดขาวลงอีกเล็กน้อยขณะรีบพูดออกมาพร้อมยิ้มแย้มหลังจากที่สัมผัสได้ถึงความเข้มขึงและรังสีสังหารเย็นชาที่แฝงเร้นอยู่ในน้ำเสียงของเซียวเอี๋ยน

 

ที่ด้านหลังของเขา สีหน้าของเจียลี่ปี่ก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวและเขียวคล้ำสลับกันไปมา

 

“เป็นเช่นนั้นหรือ?”

 

เซียวเอี๋ยนก้มศีรษะลงและหัวเราะ ศีรษะของเขาพลันเงยขึ้น นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นแหลมคมปานใบมีด จ้องมองไปยังเอ้าป้าผาตันและเจียลี่ปี่อย่างเย็นชา เสียงฝุบทุ้มต่ำเบาๆ พลันดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบ ทันใดนั้น เปลวไฟสีครามร้อนแรงสายหนึ่งแผ่พุ่งขึ้นบนร่างกายของเซียวเอี๋ยนโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ  เพียงไม่กี่วินาที อุณหภูมิภายในห้องโถงก็พุ่งพรวดขึ้น เหล่าสมาชิกในตระกูลเซียวที่อยู่ใกล้ๆ กับเซียวเอี๋ยนต่างต้องพากันล่าถอยห่างออกไป

 

“หากพวกท่านทั้งสองกำลังคิดวางแผนที่จะขัดแย้งกับตระกูลเซียวของพวกเรา เช่นนั้นพวกท่านทั้งคู่ก็ไม่จำเป็นต้องกลับออกไปอีกในวันนี้” น้ำเสียงของเซียวเอี๋ยนเย็นเยือกนักเมื่อเทียบกับเปลวไฟเร่าร้อนที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาอยู่

 

ขณะที่เอ้าป้าผาตัน เจียลี่ปี่และนักแปรธาตุระดับสามผู้นั้นจ้องมองเปลวไฟสีครามที่กำลังพุ่งพรวดออกมาจากร่างกายของเซียวเอี๋ยนด้วยปากคอที่แห้งผาก ความหวาดกลัวฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของพวกเขาขณะล่าถอยไปสองก้าว

 

“หลานเซียวเอี๋ยน อย่าได้เข้าใจผิดไป ข้าไม่มีเจตนาหรือความคิดชั่วร้ายต่อตระกูลเซียวแม้แต่น้อย เรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ล้วนเป็นความเข้าใจผิดกัน ข้าจะกลับเดี๋ยวนี้แล้ว!” เอ้าป้าผาตันกลืนน้ำลายลงคอคำโต เสียงของเขาค่อนข้างแหลมเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว

 

หลังกล่าวจบ เขารีบโบกมือ ชายฉกรรจ์กว่าสิบคนที่กำลังแบกถืออาวุธอยู่ในมือรีบเดินใกล้เข้ามาหาเขา ครั้นแล้ว คนกลุ่มนี้ล่าถอยออกจากห้องไปอย่างระแวดระวังตัว

 

“ท่านประมุขน้อย? ท่านไม่อาจปล่อยเขากลับไปได้ เมื่อสองวันก่อน ผู้คนในบ้านเราจำนวนไม่น้อยต่างพากันได้รับบาดเจ็บเพราะพวกเขา บางคนกระทั่ง...” ขณะจ้องมองเอ้าป้าผาตันที่กำลังล่าถอยออกไป ผู้เฒ่าที่สามซึ่งมีบุคลิกใจร้อนอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะพูดในสิ่งที่ต้องการทั้งหมดออกมาได้จบ เขาพลันหยุดปากลงเพราะมือที่โบกขึ้นมาของเซียวเอี๋ยน ทันใดนั้น เขาได้แต่กล้ำกลืนคำพูดเหล่านั้นกลับเข้าปากและล่าถอยไป เห็นท่าทางของเขาเช่นนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าเขาได้ปฏิบัติต่อเซียวเอี๋ยนเฉกเช่นหัวเรือใหญ่ที่คอยค้ำจุนครอบครัวอย่างแท้จริงแล้ว

 

“เจ้า” เห็นเอ้าป้าผาตันกำลังคิดที่จะล่าถอยออกไปเช่นนี้ เจียลี่ปี่สะดุ้งแล้ว ใบหน้าของเขากระตุกวูบเล็กน้อย ร่างของเขาก็พลันแข็งทื่อขึ้นมาในทันทีก่อนที่จะรีบหมุนกายกลับไป เขาเผชิญหน้ากับเซียวเอี๋ยนซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งและกล่าวแก่เซียวเอี๋ยนผู้มีใบหน้าสงบสุขุมพร้อมด้วยรอยยิ้มสอพลอ “หลานเซียวเอี๋ยน เรื่องราวในวันนี้ล้วนเป็นความเข้าใจผิด ในอนาคตข้างหน้า ข้าจะต้องแวะมาเยี่ยมเยียนและขอขมาด้วยตนเองอย่างแน่นอน ยังมีเรื่องราวอีกมากในบ้านรอให้ข้ากลับไปจัดการในวันนี้ ลาก่อน”

 

ครั้นกล่าวจบ เขารีบโบกมือ หมุนตัวและนำหน้าลูกน้องจากไปอย่างรวดเร็ว

 

ใบหน้าของนักแปรธาตุระดับสามแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำขณะจ้องมองเจียลี่ปี่และเอ้าป้าผาตันซึ่งต่างพากันนำลูกน้องของตนหนีกลับไปด้วยท่าทางน่าอับอายนัก แม้หัวใจของเขาเองก็ค่อนข้างมีความหวาดกลัวในชื่อเสียงของเซียวเอี๋ยนอยู่บ้าง ความเย่อหยิ่งของเขาในฐานะนักแปรธาตุผู้หนึ่งย่อมไม่อนุญาตให้เขาจากไปราวกับสุนัขตัวหนึ่งซึ่งกำลังสูญเสียอาณาเขตของมัน ทันใดนั้น เขากัดฟันกรอดและร้องออกมาอย่างเข้มงวดดุดัน “พวกเจ้าทุกคน หยุดเดี๋ยวนี้ ตระกูลเซียวในขณะนี้กำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่ พวกเจ้าทุกคนล่าถอยออกไปในสภาพเช่นนี้ เพียงเพราะเด็กน้อยผู้หนึ่งหรือ? พวกเจ้ายังจะมีหน้าอาศัยอยู่ในเมืองวูตันนี้ต่อไปได้หรือ?”

 

เมื่อได้ยินเสียงร้องของนักแปรธาตุ เจียลี่ปี่และเอ้าป้าผาตันชะงักเท้าลง อย่างไรก็ตาม ขณะกำลังครุ่นคิดด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เสียงกรีดร้องโหยหวนก็พลันดังขึ้นในห้องกว้าง คนทั้งสองอดไม่ได้ที่จะหันศีรษะกลับไปมองดูสักคราหนึ่ง เพียงเพื่อจะได้ตื่นตระหนกจ้องมองนักแปรธาตุระดับสามผู้นั้นถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อพลังงานบางเบาเจ็ดสี ของเหลวสีรุ้งดูท่าจะมีคุณสมบัติในการกัดกร่อนสูงยิ่ง ขณะที่ของเหลวแต่ละหยดหล่นใส่ร่างของนักแปรธาตุผู้นั้น มันก็สร้างเสียงร้องโหยหวนน่าขนพองสยองเกล้าตามมาด้วย

 

ภายใต้สายตาตกตะลึงมากมายภายในห้องโถงกว้างใหญ่ ร่างของนักแปรธาตุระดับสามกำลังถูกกัดกร่อนลงด้วยอัตราเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพียงผ่านไปสิบกว่าวินาที ของเหลวสีรุ้งก็ครอบคลุมไปกว่าครึ่งของแผ่นพลังงานนั้นแล้ว ภายในนั้น ร่างของนักแปรธาตุระดับสามผู้นั้น กระทั่งกระดูกของเขาก็ถูกกัดกร่อนไปสิ้น

 

“อึก” ความตายอันน่าขนประหวั่นพรั่นพรึงที่นักแปรธาตุระดับสามได้รับเป็นเหตุให้ลำคอของผู้คนในห้องโถงเผลอกลิ้งอึกๆ แล้ว

 

“แคร๊ง” แผ่นเยื่อพลังงานพลันระเบิดออกจากกัน ของเหลวสีรุ้งไหลทะลักออกมาและค่อยๆ หลอมรวมเข้าไปในเรือนร่างงดงามร่างหนึ่งต่อหน้าทุกผู้คน ครู่ต่อมา เงาร่างงดงามชวนหลงใหลปรากฏขึ้นภายในห้องโถงกว้างใหญ่ นางช้อนดวงตางดงามขึ้นเล็กน้อย ความแข็งกร้าวภายในนั้นทำให้ร่างกายของทุกผู้คนซึ่งหันไปสบสายตาด้วยต้องพากันสั่นเทา

 

ฟันของเจียลี่ปี่และเอ้าป้าผาตันกระทบกันกึกๆ ขณะจ้องมองเรือนร่างเปี่ยมเสน่ห์นั้น ในขณะนี้ ชื่อที่แทบจะทำให้ทุกผู้คนต้องเป็นอัมพาตฉายชัดขึ้นในหัวใจของพวกเขาแล้ว

 

“ราชินี... ราชินีอสรพิษ”

 

“หลานเซียวเอี๋ยน ลาก่อน เรื่องราวในวันนี้ ล้วนเป็นการเข้าใจผิด”

 

เจียลี่ปี่ยกสองมือสั่นเทาของเขาขึ้นคำนับแก่เซียวเอี๋ยนที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ราวกับท่อนซุง เจียลี่ปี่และเอ้าป้าผาตันในที่สุดไม่อาจต้านทานความประหวั่นพรั่นพรึงในหัวใจของพวกเขาได้ พวกเขานำหน้าลูกน้องกรูกันออกไปด้วยท่วงท่าน่าอับอายยิ่ง พวกเขาตัดสินใจแล้ว ในวันนี้ หากพวกเขาออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้ พวกเขาจะรีบเก็บข้าวของและออกไปที่ไหนก็ได้ ให้ห่างจากเมืองวูตันมากที่สุด!”

 

ขณะที่เขาจ้องมองเจียลี่ปี่และพวกร้อนรนกรูกันออกไปจากห้องโถงใหญ่ด้วยท่าทางหวาดกลัว เซียวเอี๋ยนที่นิ่งเงียบอยู่ ในที่สุดจึงโบกมือเบาๆ น้ำเสียงสุขุมของเขาเป็นเหตุให้ทุกผู้คนในตระกูลเซียวต่างพากันเกิดความตื่นเต้นในบทลงโทษด้วยความพอใจอย่างยิ่ง

 

“อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว!”

 

ครั้นสิ้นเสียงของเซียวเอี๋ยน เงาร่างของราชินีอสรพิษในห้องโถงค่อยๆ ดูพร่าเลือนขึ้น ประตูบานใหญ่เกิดเสียงดังตูมคราหนึ่งและปิดลงสนิท ติดตามด้วยสิ่งนี้ บังเกิดเสียงร้องน่าขนลุกดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ด้านนอกประตูอย่างรวดเร็ว

Comment

Comment:

Tweet

ฮ่าๆๆๆๆ ขออำภัยน๊า ช่วงนี้งานรุม หัวฟู วันๆ แปลได้ไม่กี่บรรทัด embarassed

#3 By เฒ่าทารก on 2017-01-13 11:36

เก๊ากลับมาแว๊วววววว โทรศัพท์พังไปสองเดือน งานก็ยุ่ง ในสุดก็ได้อ่านแล้ววววววววว คิดถึงคุณตี๋ กะตาเฒ่า มั่ก ๆ .........ว่าแต่ไม่ได้อ่านสองเดือนไหงตอนมันไม่ค่อยกระดิกเลยฟ่ะ 555+

#2 By NoFearMia on 2017-01-12 19:31

ขอบคุณครับ

ก็ว่าอยู่ ปล่อยไปได้ไง เดี๋ยวก็กลับมาแว้งกัดอีกหรอก ต้องอย่างนี้สิเซียวเอี๋ยนเรา

#1 By ตี๋ on 2017-01-09 23:09