กลุ่มเมฆสีดำหนาหลายชั้นห่มคลุมทั่วฟ้า  บางครั้งบางครามองเห็นสายฟ้ากว้างราวสิบฟุตแล่นแปลบปลาบในปุยเมฆดำทมึฬเหล่านั้น  ดูราวกับพญางูสีเงินร่างยักษ์  มันแทบจะฉีกท้องฟ้าออกเป็นชิ้นๆ  และแสงสว่างเจิดจ้าแสบตาเหล่านั้นก็ปกคลุมไปทั่วผืนป่าภายใต้ความยิ่งใหญ่สง่างามจากสรวงสวรรค์  ภายใต้สภาพแวดล้อมอันบ้าคลั่งเช่นนี้  แม้แต่สัตว์เทพประจำถิ่นในหุบเขาลึกเหล่านี้ก็ยังไม่กล้าที่จะโผล่ออกมาอย่างไม่ระวัง  พวกมันต่างหดตัวอยู่ในถ้ำของตน  มีเสียงคำรามต่ำเบาดังลอดมาตามสายลมที่พัดไปทุกหนแห่งในเทือกเขา

 

ไม่ไกลจากเซียวเอี๋ยนนัก, ต้นไม้เล็กๆ ถูกถอนรากถอนโคนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  ครั้นแล้วมันก็ถูกหอบโยนลงไปจากยอดเขา  ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีเสียงดังขึ้นที่เบื้องล่างแม้แต่น้อย 

 

เซียวเอี๋ยนนั่งขัดสมาธิอยู่บนหินเขียวก้อนหนึ่ง  สองมือกำลังถือม้วนวิชาสีเงินไว้แน่น  ภายใต้สภาพลมฟ้าอากาศที่เลวร้ายซึ่งเกิดฟ้าแลบควบคู่กันไป  ม้วนวิชาที่เคยดูธรรมดาและเก่าคร่ำคร่าค่อยๆ กระจายความอุ่นออกมาบางเบาเป็นขณะๆ  ยามชำเลืองดู,  เซียวเอี๋ยนยังมองเห็นริ้วสายฟ้าสีเงินที่เล็กมากทอแสงริบหรี่ออกมาจากภายในนั้น

 

เซียวเอี๋ยนเงยศีรษะขึ้น  เขาจ้องมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำครึ้มและฟ้าแลบ  เขาผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกมาขณะวางแขนขวาอยู่บนต้นขา  เขารู้สึกได้ถึงความสั่นเทาน้อยๆ บนมือข้างนั้น  อากาศและสภาพแวดล้อมที่อาจถูกสายฟ้าน่าสะพรึงกลัวฟาดใส่ได้ทุกเมื่อ  หัวใจของเขาย่อมไม่อาจสงบอยู่ได้ดังที่แสดงออกมาภายนอก

 

“อาจารย์  ข้าควรจะเริ่มเมื่อใดดี?”  เซียวเอี๋ยนถือม้วนวิชาสีเงินในมือ  ขณะนี้  อักษรโบราณสี่ตัวคำว่า  ‘ท่าเท้าสายฟ้าสามพันลี้’,  บนม้วนหนังดูราวกับต้องการที่จะกระโจนออกมาจากบนนั้น  มันส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะแลบแสงสีเงินออกมาเบาๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

“เจ้าเริ่มได้แล้ว  ระวังตัวด้วย  พลังสายฟ้า-วายุนี้ไม่น่ากลัวเท่าเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ก็จริง  ทว่ามันก็ร้ายกาจยิ่ง  หากไม่ระวังให้ดี  ขีวิตของเจ้าก็อาจตกอยู่ในอันตรายได้”  เสียงจริงจังของเหยาเหลาดังอยู่ในหัวใจของเซียวเอี๋ยน

 

“ตกลง”  เซียวเอี๋ยนพยักหน้าน้อยๆ  ในหัวใจรู้ดีว่าหากเขาคิดจะครอบครองพลัง,  ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ทุกอย่างจะราบรื่น  แม้เขาจะได้รับเคล็ดวิชาเพลิงมันตรา,  เคล็ดวิถีชี่ลึกลับชนิดหนึ่งที่ช่วยให้กลืนกินเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ได้หลังจากพบเหยาเหลาในอดีต,  เขาก็จำต้องใช้ชีวิตของตนพนันกับการวิวัฒน์ของเคล็ดวิถีชี่ครั้งแล้วครั้งเล่า  เพราะฉะนั้น  อันตรายเหล่านี้จึงไม่ทำให้เขาหวาดกลัวอีกต่อไป

 

เขาเชื่อว่าในเมื่อเพลิงแก่นบัวสีครามที่น่าสะพรึงกลัวยังไม่อาจแผดเผาเขาจนดับดิ้น,  สายฟ้า-วายุในตอนนี้ก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้เซียวเอี๋ยนยอมถอยหลังกลางคันเป็นแน่  แม้มันจะร้ายกาจเป็นที่สุด

 

“คลี่ม้วนวิชาออกมาวางบนต้นขาของเจ้า  ระหว่างนั้น  พลังของสายฟ้า-วายุจะแข็งแกร่งที่สุด  เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าควบคุมมัน  ริ้วสายฟ้า-วายุที่ซ่อนอยู่ในนั้นจะพรั่งพรูออกมาเอง  เมื่อถึงเวลานั้น  เจ้าจะต้องจับมันในชั่วขณะที่มันพุ่งออกมา  หลังจากนั้น  เจ้าก็แค่ดูดซับมันเข้าไปในร่างกายและกลั่นควบรวมมัน”  เหยาเหลาพูดทุกขั้นตอนในคราวเดียว

 

เซียวเอี๋ยนทบทวนขั้นตอนซ้ำในใจ  หลังจากที่เห็นว่าไม่มีจุดไหนขาดหายไป  ในที่สุดจึงพยักหน้าหนักแน่น  สองมือถือม้วนวิชาและคลี่มันออกมาในฉับพลัน  มีน้ำยาพิเศษอย่างหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นผนึกบางอย่างแปะอยู่บนนั้น

 

ม้วนวิชาถูกคลี่ออก  แสงเจิดจ้าแสบตาสีเงินระเบิดตัวออกมาในฉับพลัน  ทันใดนั้น  มันแปรเปลี่ยนเป็นเสาพลังงานสายฟ้าสีเงินดุร้ายขนาดใหญ่พุ่งขึ้นไปบนเมฆดำครึ้มเบื้องบน  ลำแสงนั้นแข็งแกร่งจนผู้คนมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้เป็นรัศมีกว้างออกไปกว่าห้าสิบกิโลเมตร

 

ปฏิกิริยาประหลาดที่เกิดขึ้นบนม้วนวิชาทำให้เซียวเอี๋ยนตกใจมาก  สีหน้าของเขาก็ซีดขาว  อย่างไรก็ตาม  โชคดีที่ลำแสงนั้นคงอยู่เพียงไม่นาน  มันหดตัวกลับมาจากหมู่เมฆดำพร้อมเสียงดังชี่คราหนึ่ง  ในที่สุดก็กลับเข้าไปในม้วนวิชาจนหมดสิ้น

 

เห็นม้วนวิชากลับเป็นปกติ  เซียวเอี๋ยนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมาเงียบๆ  เขาปาดเหงื่อเย็นเยือกบนหน้าผาก  สถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากเขตมืดนัก  หากเขาทำให้ผู้อื่นแตกตื่น  ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์นอกเหนือความคาดหมายไม่พึงประสงค์ขึ้นมาได้อีกคราหนึ่ง  เซียวเอี๋ยนเข้าใจถึงระดับความละโมบของผู้คนในเขตมืดเป็นอย่างดี  แน่นอน  สิ่งที่ทำให้ลึกลงไปในหัวใจของเซียวเอี๋ยนรู้สึกผิดอยู่บ้างก็เพราะที่มาอันคลุมเครือของเคล็ดวิชาเสริมความคล่องแคล่วชุดนี้  หลังจากลงมือสกัดเส้นทางและฉกสมบัติล้ำค่ามาจากเขตมืดแล้ว  เซียวเอี๋ยนรู้ดีว่าเขากับพรรคโลหิตย่อมเดินไปถึงจุดที่ไม่อาจปรองดองกันได้อีกแล้ว

 

เซียวเอี๋ยนไม่เชื่อว่าบิดาผู้หนึ่งจะยอมปล่อยเขาไปได้ง่ายๆ หลังจากลงมือสังหารบุตรของเขาไปแล้ว  ขณะนี้  ประมุขพรรคโลหิตผู้นั้นยังไม่ล่วงรู้ว่าเขาเป็นมือสังหาร  ไม่เช่นนั้น  คนผู้นั้นคงต้องออกควานหาตัวและฆ่าเขาไปแล้ว  ต่อให้เขาเป็นนักเรียนของโรงเรียนเจียหนันก็ตาม

 

เซียวเอี๋ยนเลิกคิดขณะที่สายตาหันกลับไปมองม้วนวิชาที่วางอยู่ตรงหน้าและต้องพบกับความตกใจเล็กน้อย  อาจจะเป็นเพราะปฏิกิริยาประหลาดเมื่อครู่ก็เป็นได้  ทว่าม้วนวิชาสีเงินในขณะนี้ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสว่างสีเงินบางๆ ชั้นหนึ่ง  ผิวของแสงสว่างนั้นปรากฏเป็นรูปเป็นร่างประหลาดขึ้นมาคร่าวๆ  อย่างไรก็ตาม  หากสังเกตให้ดี กลับไม่มีร่องรอยบ่งบอกว่ามันคืออะไร

 

เขาหวนนึกถึงคำสั่งของเหยาเหลาเมื่อครู่ในใจ  เซียวเอี๋ยนสูดลมหายใจลึกเข้าปอดและเริ่มดึงจิตของตนเข้าสู่ร่างกายและสงบจิตใจของตน  พลังจิตสัมผัสทะลวงออกมาจากร่างกายและเข้าปกคลุมหินเขียวทั้งก้อนนี้เอาไว้  แม้แต่ทรายเม็ดหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาในบริเวณนี้ก็ไม่อาจรอดพ้นไปจากการรับรู้จากจิตสัมผัสของเซียวเอี๋ยนไปได้

 

ไม่นานหลังจากที่เซียวเอี๋ยนเข้าสู่สภาพจดจ่อ  แสงสีเงินบนม้วนหนังก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้นพร้อมๆ กับสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบอยู่บนฟ้า  ท้ายที่สุด  ม้วนวิชานั้นยังค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมาถึงระดับทรวงอกของเซียวเอี๋ยนก่อนที่จะหยุดเคลื่อนไหว

 

ขณะที่แสงสีเงินนั้นเข้มข้นขึ้น  ภาพบนผิวกระดาษที่มองเห็นได้เลาๆ ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น  หากมองดูมันในขณะนี้  มันกลับดูเหมือนเงาร่างมนุษย์มากมายในท่วงท่าที่กำลังวิ่งอยู่หลายหลายรูปแบบ  แม้ท่าร่างเหล่านี้จะแตกต่างกัน  ขาของท่าร่างเหล่านั้นกลับถูกพันไว้ด้วยงูไฟฟ้าตัวเล็กๆ ราวกับสายฟ้าสีเงินมากมาย  แสงนั้นเคลื่อนไหวเล็กน้อย  ทำให้เงาร่างมนุษย์ดูราวกับมีชีวิต  กลางอากาศผันผวนขึ้นมาเล็กน้อย,  เงาร่างมนุษย์พลังงานมากมายวิ่งทะลุผ่านกำแพงแสงและพุ่งตรงขึ้นไปบนท้องฟ้าแสนไกล

 

ความเร็วของเงาร่างมนุษย์มายาเหล่านั้นช่างรวดเร็วจนน่าสะพรึงกลัว  ราวกับว่ามันไม่สนใจระยะทางในอากาศ  เพียงพริบตาเดียว  เงาร่างมนุษย์เหล่านี้ก็พุ่งตัวออกไปจากบริเวณที่จิตสัมผัสของเซียวเอี๋ยนปกคลุมอยู่

 

แม้เซียวเอี๋ยนจะเข้าสู่สภาพจดจ่อมานานแล้วและสัมผัสได้ถึงมนุษย์พลังงานพวกนั้นในพริบตาที่พวกมันวิ่งรุดออกจากแสงไป,  เขาผู้เตรียมพร้อมจะหยุดมัน, รวมถึงเรื่องอื่นๆ จากการที่สัมผัสถึงมันได้,  ชั่วขณะที่เต๋าชี่ในร่างกายของเซียวเอี๋ยนพุ่งออกจากฝ่ามือของเขาไป  เงาร่างมนุษย์พลังงานเหล่านั้นก็พุ่งพ้นไปจากรัศมีการโจมตีของเซียวเอี๋ยนเสียแล้ว  ใบหน้าของเซียวเอี๋ยนเต็มไปด้วยความตกใจ

 

“หยุด!”

 

ชั่วขณะที่เซียวเอี๋ยนบังเกิดความตกใจและหงุดหงิดนั่นเอง  เสียงคุ้นเคยของเหยาเหลาพลันดังขึ้น  พลังจิตสัมผัสกล้าแข็งบรรจุอยู่ในน้ำเสียงสูงวัยนี้  ยิ่งไปกว่านั้น  กระทั่งสายลมทั่วทุกแห่งหนที่เสียงนั้นแล่นผ่านก็ยังหยุดพัด

 

ลมดุร้ายหยุดเคลื่อนไหว  เงาร่างมนุษย์พลังงานพวกนั้น,  ที่กำลังจะพุ่งตัวขึ้นไปบนฟ้า,  ก็พลันหยุดเคลื่อนไหวเช่นกัน  พริบตาเดียว  เงาร่างมนุษย์พลังงานเหล่านี้ถูกทำให้นิ่งค้างอยู่กลางอากาศพร้อมกับรูปทรงต่างๆ ในท่วงท่าที่แปลกตา

 

“กลับมา!”  เสียงทุ้มต่ำของเหยาเหลาดังขึ้นอีกคราหนึ่ง  พลังจิตสัมผัสอันกล้าแกร่งซึ่งครอบคลุมทั่วทั้งยอดเขาแห่งนี้รุดกลับมาอย่างรุนแรง  ติดตามด้วยการหดตัวกลับมาของพลังจิตสัมผัสนั้น  เงาร่างมนุษย์พลังงานเหล่านั้นดูราวกับถูกพลังดึงดูดทรงอำนาจลากพวกมันปลิวละลิ่วกลับมาจนพวกมันทั้งหมดถูกถ่ายเทเข้าไปในศีรษะของเซียวเอี๋ยน

 

หัวใจของเซียวเอี๋ยนยังคงตกตะลึงกับพลังจิตสัมผัสที่ยิ่งกว่าคำว่าน่าสะพรึงกลัวของเหยาเหลาเมื่อจิตอันตื่นตัวอย่างแรงสั่นไหว  ทันใดนั้น  อาการวิงเวียนแผ่ซ่านขึ้นมา  เขามองเห็นภาพร่างเลือนรางของมนุษย์ที่พุ่งวูบวาบไปมาด้วยท่วงท่าประหลาด  อย่างไรก็ตาม  เขาจำพวกมันไม่ได้มากนักในสภาพที่กำลังงงงวยอยู่เช่นนี้

 

ความมึนงงดำเนินอยู่เพียงชั่วขณะก่อนที่ภาพร่างมนุษย์ซึ่งฉายอยู่ในจิตใจของเขาจะค่อยๆ หายลับไป

 

เซียวเอี๋ยนค่อยๆ ฟื้นขึ้นจากอาการมึนงง  สายฟ้ายังคงแลบแปลบปลาบอยู่บนท้องฟ้า  กลุ่มเมฆหนาดำครึ้มดูราวกับกำลังกดข่มหัวใจของผู้คน  เป็นเหตุให้ผู้คนแทบหายใจได้ลำบากนัก

 

“พลังจิตของอาจารย์ช่างกล้าแกร่งโดยแท้  หากพูดถึงแค่เรื่องพลังจิตเพียงจุดเดียว  ดูท่าว่าคงไม่มีสักกี่คนในทั่วทั้งทวีปแห่งเต๋าชี่นี้จะเทียบเขาได้แล้ว  ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะสามารถต่อสู้กับเต๋าจงแข็งแกร่งผู้หนึ่งได้ด้วยเพียงอาศัยพลังจิตของตนเท่านั้น”  เซียวเอี๋ยนหวนนึกถึงพลังจิตที่สามารถทำให้อากาศหยุดเคลื่อนไหวเมื่อครู่  ความอัศจรรย์ใจอย่างหนึ่งก็พลั้งเผลอแล่นวูบขึ้นในหัวใจของเขาแล้ว

 

“หยุดคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว  สายฟ้า-วายุนี้ได้เคลื่อนไปตามท่าร่างต่างๆ เหล่านั้นและกำลังไหลเข้าไปในหัวของเจ้า  รีบโคจรมันเร็วเข้า!”  เสียงร้องต่ำของเหยาเหลาพลันดังขึ้นในหัวใจของเซียวเอี๋ยน

 

เสียงร้องของเหยาเหลาเพิ่งจะดังขึ้น  ร่างกายของเซียวเอี๋ยนก็พลันแข็งทื่อ  ใบหน้าม่วงคล้ำ  สายฟ้าที่หดลงไม่ทราบกี่เท่าจนเหลือเพียงริ้วเล็กๆ นี้กลับปรากฏวูบวาบอยู่ในดวงตาของเขา  จิตของเขาเข้าสู่กายอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ  ติดตามด้วยจิตที่พุ่งเข้าไปในร่างกายนี้  ผลึกเต๋าชี่ภายในศูนย์แห่งกระแสชี่ก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว  เต๋าชี่สีครามแข็งแกร่งทะลักออกมา  ไหลเวียนเชี่ยวกรากราวน้ำหลากสายหนึ่งเข้าสู่เส้นทางชี่มากมาย  ในที่สุดแปรเปลี่ยนเป็นรูปทรงคล้ายถุงหุ้มอย่างหนึ่งเข้าห้อมล้อมพลังงานคลุมเครือสีเงินริ้วนั้นเอาไว้ได้ตรงบริเวณจุดตัดของเส้นเลือดแห่งหนึ่ง

 

เหยาเหลาเตือนเขาได้ทันเวลา  พลังสายฟ้า-วายุต่างๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายของเขาถูกเซียวเอี๋ยนโอบล้อมเอาไว้ก่อนที่พวกมันจะสามารถสร้างพลังทำลายล้างใดๆ ได้  เซียวเอี๋ยนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโชคดีเมื่อเห็นคลื่นความผันผวนที่แรงขึ้นนั้นกำลังแพร่ออกไปจากบริเวณที่ริ้วพลังงานสีเงินกำลังอ้อยอิ่งอยู่

 

“ฮิส,  ฮิส!”

 

พลังงานสีเงินคลุมเครือกระตุกต่อเนื่องและส่งเสียงฟ่อๆ ประหลาดออกมาไม่หยุดหย่อนราวกับพญางูใหญ่ตัวหนึ่งที่กำลังก้าวร้าว

 

ภายใต้เสียงประหลาดที่ดังออกมาจากพลังงานสีเงินชุดนี้  เซียวเอี๋ยนค่อนข้างแปลกใจที่ได้พบว่าเต๋าชี่ที่โอบล้อมอีกฝ่ายอยู่เริ่มสั่นเทาขึ้นมาน้อยๆ  ท่าทางเช่นนั้นดูราวกับมีความหวาดกลัวอยู่  เพียงชำเลืองมองคราวเดียว,  ดูราวกับฝูงแกะกลุ่มใหญ่ที่กำลังห้อมล้อมพญางูร่างมหึมาชั่วร้ายอย่างเทียบกันไม่ติด  หวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะตอบโต้และทำให้พวกมันถึงได้ตายทุกเมื่อ

 

ริ้วพลังงานสีเงินคลุมเครือเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงเต๋าชี่ที่ห้อมล้อมอยู่  พริบตาเดียว  พวกมันก็กรูกันขึ้น  ที่ใดก็ตามที่แสงสว่างสีเงินแข็งแกร่งแล่นผ่าน  เต๋าชี่สีครามก็รีบหดตัวกลับ  เมื่อเห็นเต๋าชี่กระโจนไปมาเช่นนี้  เสียงฟ่อๆ ในแสงสีเงินก็ยิ่งดังขึ้น  ราวกับว่าแสงสีเงินเหล่านั้นกำลังหัวเราะอย่างโอหัง  ปฏิกิริยาราวกับคนผู้หนึ่งเช่นนี้เป็นเหตุให้เซียวเอี๋ยนตกใจใหญ่หลวงนัก

 

อย่างไรก็ตาม  เหนือความตกใจนั้น  เซียวเอี๋ยนเองก็เริ่มยิ้มเย็นขึ้นมา  ริ้วพลังสายฟ้า-วายุโอหังปานนี้เชียวหรือ?

 

“ฮึ่ม!”

 

เสียงขึ้นจมูกต่ำทุ้มดังขึ้นในร่างกาย  ติดตามด้วยเสียงฮึ่มนี้  เต๋าชี่ที่โอบล้อมพลังงานสีเงินอยู่ก็พลันผันผวนรุนแรงขึ้น  ทันใดนั้น  เต๋าชี่เริ่มบิดเบี้ยวและริ้วเพลิงสีครามก็พวยพุ่งขึ้นมาจากภายในนั้น

 

ติดตามด้วยการปรากฏตัวของเพลิงสีคราม  พลังงานสีเงินดูเหมือนจะตกใจ  แสงเจิดจ้าของมันริบหรี่ลง

 

เผชิญหน้ากับพลังงานสีเงินที่ล่าถอย  เต๋าชี่เพลิงสีครามดูเหมือนจะกลายร่างจากลูกแกะตัวหนึ่งไปเป็นหมาป่าหิวโหยดุร้ายในพริบตาแล้ว  มันขยับใกล้เข้าไปทีละก้าวๆ  เตรียมตัวกระโจนออกไปในทุกเมื่ออย่างกระตือรือร้นยิ่ง!

Comment

Comment:

Tweet

เอ่ออออ.....ถล่มกันหย่ายเลยนะ .... "อี๊ง" นะครับ ถ้า ต้นฉบับภาษาจีน อาจจะอีก จิ๋ว จิ่ว เหนียน...

#5 By เฒ่าทารก on 2017-08-30 11:56

อย่างโหด!! หาคนแปลจากจีนนี่นับคนได้อ่ะ แถมแปลแล้วต้องมาเกลาสำนวนให้สละสลวยแบบนี้อีกยิ่งหนักไปกันใหญ่ นับถือๆ ข้าน้อยขอคาราวะ สองเป็ก เอ๊ย!! สองจอก

#4 By NoFearMia on 2017-08-30 04:38

โห ท่านเฒ่าทารกแปลจากต้นฉบับภาษาจีนเลยเหรอ นับถือ นับถือ

#3 By ตี๋ on 2017-08-29 22:22

จริงแฮะ อิอิ cool พยายามจะอ่านทวนนะ ว่าแปลผิดหรือเปล่า ... อีกหน่อยถ้ากลับมาอ่านฉบับอิ๊ง อาจจะตีความต่างไปก็ได้งับ

#2 By เฒ่าทารก on 2017-08-29 21:24

ขอบคุณครับ

ตั้งแต่อ่านมา ตอนนี้เซียวเอี๋ยนเสียฟอร์มที่สุดละ กลัวจนมือสั่นเอย แล้วก็เผลอจนวิชาหนีไปได้ ถ้าไม่ได้เหยาเหลาช่วยก็ชวดไปแล้ว แล้วก็คิดฟุ้งซ่านจนโดนดุอีก

#1 By ตี๋ on 2017-08-29 14:35