หลังเรียกปีกหมอกม่วงออกมาแล้ว  เซียวเอี๋ยนรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าที่ฟาดเข้าใส่บริเวณซึ่งเสียงคำรามของสัตว์ดุร้ายตัวนั้นดังอยู่  ไม่ถึงสิบนาที  เขาก็เข้าไปใกล้บริเวณที่เสียงคำรามของสัตว์ตัวนั้นดังก้องออกมา  ยิ่งไปกว่านั้น  ดูเหมือนเขาจะสัมผัสได้ถึงรัศมีแข็งแกร่งหลายสายนอกเหนือไปจากเสียงคำรามนั้น  รัศมีเหล่านี้แข็งแกร่งและอยู่ในระดับเดียวกันกับหลินเอี้ยน  บางทีอาจจะมีคนสองคนที่ยังแข็งแกร่งกว่าหลินเอี้ยนด้วยซ้ำ

 

ความประหลาดใจพวยพุ่งขึ้นมาในใจของเซียวเอี๋ยนขณะสัมผัสได้ถึงรัศมีเหล่านี้  หลินเอี้ยนเป็นยอดยุทธ์แข็งแกร่งผู้หนึ่งที่เข้าถึงระดับเต๋าหลิงขั้นสูง  สามารถแข็งแกร่งกว่าเขาได้,  นั่นมิใช่หมายความว่า...  สถานที่แห่งนี้กลับมีเต๋าหวังหลายคนอยู่หรือ?

 

เซียวเอี๋ยนเริ่มระวังตัวมากขึ้นเมื่อความคิดเหล่านี้พุ่งวูบขึ้นมาในหัวใจ  เขากดข่มความผันผวนของเต๋าชี่ในร่างกายและลมหายใจก็เริ่มช้าลง  ปีกหมอกม่วงบนแผ่นหลังกระพือเบาๆ  และร่างกายก็พุ่งเข้าไปในป่าไม้เขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์

 

เซียวเอี๋ยนเก็บปีกหมอกม่วงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าไปในป่าไม้แล้ว  หลังจากนั้น  สองมือของเขาส่องแสงวูบคราหนึ่งด้วยท่วงท่าที่คล่องแคล่วราวกับลิง  เมื่อระวังตัวอยู่เช่นนี้ได้ครู่ใหญ่,  ภาพฉากเบื้องหน้าก็พลันกว้างขึ้น  โดยเฉพาะเมื่อสายตาของเซียวเอี๋ยนกวาดข้ามหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งนอกผืนป่า  ความประหลาดใจบนใบหน้าก็เผลอจริงจังขึ้นมาแล้ว

 

นอกผืนป่าออกไปเป็นหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ถูกเขาลูกหนึ่งบดบัง  ทางเข้าหุบเขาแห่งนั้นมีรูปทรงคล้ายน้ำเต้าลูกหนึ่ง  ในขณะนี้  มีลิงสีขาวร่างยักษ์แข็งแกร่งตัวหนึ่งสูงราวสามสิบถึงสี่สิบฟุตกำลังยืนจังก้าอยู่หน้าหุบเขาแห่งนี้  ทั่วร่างของลิงขาวตัวนี้กระจายรังสีเย็นยะเยือกออกมา  ลมหายใจหนักและหยาบถูกพ่นออกมาจากรูจมูกอันใหญ่โตกลายเป็นหมอกขาวสองงวง  แขนทั้งสองของมันก็ยาว  มือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บก็มีขนาดราวสองเท่าของศีรษะมนุษย์ผู้หนึ่ง  ยามเมื่อกรงเล็บนั้นเหวี่ยงออกไป  มีดาบลมสองสามสายพุ่งยิงออกมา  มันแข็งแกร่งพอที่จะทำให้หินใหญ่ข้างๆ แตกกระจายจนเศษหินลอยละลิ่วไปทุกทิศทาง  ดวงตาแดงก่ำคู่นั้นก็เต็มไปด้วยความดุร้ายและรังสีสังหารโหดเหี้ยม  ในขณะนี้  ดวงตาแดงก่ำคู่นี้กำลังจ้องมองเงาร่างมนุษย์ทั้งหกที่ห้อมล้อมมันอยู่เขม็ง

 

“ที่แท้ก็คือวานรฟ้าปีศาจหิมะนี่เอง  คนพวกนี้ช่างกล้าหาญไม่น้อย  พลังของวานรฟ้าปีศาจหิมะที่โตเต็มวัยตัวหนึ่งก็เพียงพอจะป่นขยี้ทองคำและผ่าภูเขาลูกหนึ่งได้แล้ว  แม้เจ้าตัวใหญ่ข้างหน้านี้จะเพิ่งเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์  อย่างน้อยที่สุดมันก็เทียบเท่าเต๋าหวังสามดาวผู้หนึ่งได้...”  เซียวเอี๋ยนพลันเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจในทันทีที่เห็นวานรร่างยักษ์เตะตายิ่งตัวนั้นตรงทางเข้าหุบเขา

 

“คนเหล่านั้นมิใช่ด้อย”  เสียงเหยาเหลาดังขึ้นเบาๆ

 

เซียวเอี๋ยนรีบหันไปมองคนทั้งหกที่โอบล้อมวานรฟ้าปีศาจหิมะอยู่  เมื่อสายตากวาดผ่านเข็มกลัดบนอกเสื้อของแต่ละคน  สีหน้าของเขาก็เผลอแปรเปลี่ยนขึ้นมาเล็กน้อย  “คนเหล่านี้ล้วนเป็นนักเรียนจากโรงเรียนส่วนใน?  เหตุใดพวกเขาจึงแข็งแกร่งปานนี้? หู?  ศิษย์พี่หานเยวี่ยก็อยู่ที่นี่ด้วย?”

 

ท้ายคำ,  เขาพลันส่งเสียงดังหูออกมาคำหนึ่ง  นี่เป็นเพราะเขาเหลือบเห็นสตรีงดงามที่กำลังยืนอยู่ทางซ้ายมือสุด  ชุดสีเงินชวนหลงใหลทว่าเย็นชายิ่งชุดนั้นและเรือนผมยาวสีเงินเจิดจ้ามิใช่ใครอื่นนอกไปจากหานเยวี่ยผู้นับได้ว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับเซียวเอี๋ยนไม่น้อยเมื่อครั้งที่อยู่ในโรงเรียนส่วนใน

 

“เหตุใดพวกเขาจึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่?”  เซียวเอี๋ยนใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย  แม้ว่านอกจากหานเยวี่ยแล้ว, เขาไม่ทราบว่าพวกที่เหลือเป็นใครเลยก็ตาม  เขายังพอจะมองเห็นร่องรอยบางอย่างจากเข็มกลัดเหล่านั้น  ในโรงเรียนส่วนในนี้,  ที่ซึ่งนักเรียนทั้งหลาย,  นอกจากพวกยอดยุทธ์ในสิบอันดับสูงสุดของทำเนียบยอดฝีมือแล้ว  ยังจะมีผู้ใดกล้าหาญและมีวิธีมาจัดกระบวนโอบล้อมสัตว์เทพระดับเต๋าหวังตัวหนึ่งได้?”

 

“ไฮ้  เจ้าตัวใหญ่นี่ช่างน่ากลัวโดยแท้  หานเยวี่ย,  ที่นี่มีสิ่งที่เจ้าบอกไว้อยู่ในนั้นจริงๆ หละหรือ?  ทางที่ดีเจ้าอย่าได้หลอกให้พวกเราร่วมมือกับเจ้าฟรีๆ นะ  เจ้าวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้เป็นสัตว์ร้ายที่แม้แต่ผู้อาวุโสบางคนในโรงเรียนส่วนในก็ยังเอาชนะมันไม่ได้  หากพวกเราคนใดคนหนึ่งต้องต่อสู้กับมันตามลำพัง  คงไม่มีใครสามารถเอาชนะมันได้เป็นแน่  หากมันคลั่งขึ้นมา  พวกเราคงต้องเจอปัญหาหนักไม่น้อยเป็นแน่”  ขณะที่เซียวเอี๋ยนกำลังสงสัยอยู่ในใจ  เสียงหยาบเถื่อนสายหนึ่งดังขึ้น  ดวงตาของเขาชำเลืองมองไปและพบว่าคนที่พูดนั้นเป็นชายหนุ่มร่างกายกำยำ, ใบหน้าค่อนข้างดื้อดึงผู้หนึ่ง  ร่างกำยำของอีกฝ่ายดูเหมือนจะสูงกว่าคนทั่วไปราวสองศีรษะเห็นจะได้  ร่างใหญ่โตของเขาทำให้ผู้อื่นรู้สึกถึงแรงข่มไม่ธรรมดาอย่างหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่ทำให้ผู้คนสนใจที่สุดเห็นจะเป็นค้อนเหล็กมหึมาในมือขวาของเขา  ภายใต้แสงอาทิตย์เจิดจ้า  ค้อนเหล็กสีดำสะท้อนแสงเข้มข้นลึกล้ำออกมาสายหนึ่ง

 

มองดูเส้นเลือดดำที่ปูดโปนอยู่บนท่อนแขนของชายผู้นั้น  น้ำหนักของค้อนเหล็กสีดำนั้นคงมิใช่เบา

 

“ศิษย์พี่เอี๋ยนเฮ่า,  ท่านวางใจในเรื่องนี้ได้  ข้ารู้ดีถึงอันตรายที่เกี่ยวข้องและย่อมไม่ล้อเล่นกับเรื่องจำพวกนี้  หากมีสิ่งผิดพลาดใดๆ ก็ตามหลังจากนี้,  หานเยวี่ยจะไม่หลบหนีกับคำตำหนิใดๆ จากศิษย์พี่เอี๋ยนเฮ่าเลย”  หานเยวี่ยเอ่ยเบาๆ  เสียงของนางกังวานราวกับน้ำพุเย็นสายหนึ่ง  เป็นเหตุให้ผู้คนต้องบังเกิดความรู้สึกประหลาดราวกับมีน้ำเย็นกำลังไหลรินอยู่ในหัวใจของตน

 

“ฮ่าๆ  เอี๋ยนเฮ่า  เรื่องราวพวกนี้หานเยวี่ยย่อมรู้จักชั่งน้ำหนักเป็นอย่างดี  เจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องสงสัยจนเกินเหตุ  หากมีของสิ่งนั้นอยู่ในหุบเขาจริงๆ  ประโยชน์ที่พวกเราจะได้รับย่อมมากมายทีเดียว  การแข่งขันใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกเพียงสี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว  หากพวกเราสามารถพัฒนาพลังของตนได้ในช่วงนี้  ตำแหน่งผู้อาวุโสก็เป็นสิ่งที่พวกเราจะคาดหวังได้”  เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้น  สายตาของเซียวเอี๋ยนมองตามไปทางต้นเสียง  ในใจเผลอชื่นชมเล็กน้อย  คนที่กำลังพูดอยู่เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งซึ่งสวมใส่ชุดสีเขียว  อายุของเขาน่าจะอยู่ในราวยี่สิบหกถึงยี่สิบเจ็ดปี  ที่อายุเท่านี้  แทบทุกคนก็เริ่มหมดความเย่อหยิ่งทะนงตนเฉกเช่นเด็กหนุ่มทั่วไปแล้ว  ยิ่งไปกว่านั้น  ก็เพราะท่าทางยิ้มแย้มเช่นนี้ของเขาทำให้ผู้คนมีความรู้สึกที่ดีต่อเขา  เขาสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวประณีตและมีอากัปกิริยาสง่างามที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจได้ไม่รู้จบ

 

“เอี๋ยนเฮ่า?”  เซียวเอี๋ยนพึมพำเงียบๆ ในใจ  เขารู้สึกได้เลาๆ ว่ามันค่อนข้างคุ้นหู

 

“หลินซิวหยา  เจ้าก็พูดง่ายสิ  นี่เป็นสัตว์เทพที่สามารถต่อกรกับเต๋าหวังแข็งแกร่งผู้หนึ่งได้เลยทีเดียวนะ  กระทั่งกำลังของพวกเรา  ก็ยังมีโอกาสที่จะบาดเจ็บหนักและถึงตายได้หากไม่ระวังให้ดี  ยิ่งไปกว่านั้น  เอี๋ยนเฮ่าก็แค่ต้องการความมั่นใจ  ไม่ว่าอย่างไร  ก็ไม่มีผู้ใดอยากจะลงแรงมากมายและต้องตบท้ายอยู่ในสภาพมือเปล่า”  ชายผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าค่อนข้างดุร้ายเล็กน้อยกลอกตาขณะอธิบาย

 

“หลินซิวหยา?  คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาก็คือหลินซิวหยาที่หลินเอี้ยนเคยพูดถึง  ดูจากนิสัยใจคอของเขาแล้ว  ค่อนข้างน่าแปลกว่าเหตุใดคนดุร้ายทระนงเช่นหลินเอี้ยนจึงมีความหวาดกลัวขึ้นมาบ้างในยามที่พูดถึงคนๆ นี้” ในใจของเซียวเอี๋ยนสะดุดกึกขึ้นมาเล็กน้อย  ชื่อนี้เป็นสิ่งที่เขาเคยได้ยินบ่อยครั้งมาก  นักเรียนทุกคนภายในโรงเรียนส่วนในล้วนมีความชื่นชมและเคารพอยู่ในน้ำเสียงยามเมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้  บางทีคนผู้นี้อาจจะมิใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนส่วนในก็จริง  ทว่าหากพูดถึงเสน่ห์  ดูเหมือนคงไม่มีผู้ใดในโรงเรียนส่วนในจะยืนชนไหล่กับเขาได้แล้ว

 

“เคะๆ  ไม่มีคนไร้ค่าที่ไหนสามารถเข้าถึงสิบยอดอันดับแรกในทำเนียบยอดฝีมือได้  แม้พลังที่แท้จริงของพวกเราไม่อาจเทียบวานรฟ้าปีศาจหิมะได้  สัตว์ป่าก็ยังต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบหากพวกเราลงมือจริงจัง”  หลินซิวหยาหัวเราะ  ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาแตะลงบนกระบี่ยาวสีเขียวที่กุมอยู่ในมืออีกข้างหนึ่งเบาๆ  เสียงกังวานพลันกระจายตัวออกไปเงียบๆ  ติดตามด้วยพลังเสียงที่ถูกปล่อยออกไป  ริ้วลมหมุนที่แทบจะกลายเป็นสสารอย่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นรอบกายของเขาได้อย่างไม่ทราบที่มา  หมุนวนไม่หยุดหย่อนในขณะที่กระจายเสียงดังฮู๊ๆ ออกมา

 

“พวกท่านทุกคน  มันออกจะไร้เดียงสาไปหน่อยที่มาโต้แย้งกันอย่างไร้จุดหมายในเวลานี้  ในเมื่อพวกท่านทุกคนก็ติดตามข้ามาถึงที่นี่แล้ว  ย่อมหมายความว่าของสิ่งนั้นก็ดึงดูดความสนใจของพวกท่านทุกคนเช่นกัน  ดังนั้น  สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการเอาชนะเจ้าวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้ให้ได้เสียก่อน...  พวกท่านทุกคนล้วนรู้ดีถึงคุณค่าของเจ้าสิ่งนั้น  หากข่าวแพร่หลายออกไป  ก็คงต้องมีผู้คนไม่น้อยจากเขตมืดที่จะลับลอบเข้ามาขโมยมันไป  ถึงเวลานั้น  ก็คงสายเกินกว่าจะเสียใจแล้ว”  หานเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะพูดขึ้นด้วยเสียงที่เย็นชาเรียบเฉยเมื่อได้ยินความเห็นต่างๆ

 

หลายคนที่อยู่ข้างๆ หัวเราะขึ้นมาเมื่อคำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของนาง  พวกเขายักไหล่และไม่โต้เถียงต่อไป  ตรงกันข้าม พวกเขาหันไปมองวานรฟ้าปีศาจหิมะที่อยู่ตรงกลาง

 

“อีกสักครู่  พวกเราทั้งห้าคนจะลงมือหยุดมันไว้  ทุกคนควรจะงัดฝีมืออะไรก็ตามที่มีอยู่ออกมา  เจ้านี่มิใช่สิ่งที่จะรับมือได้ง่ายๆ  กำลังของหานเยวี่ยค่อนข้างอ่อนแอกว่า  จะเป็นการดีหากนางจะไม่เข้ามาร่วมกับการโอบล้อมเช่นนี้  ตรงกันข้าม  เจ้าควรจะช่วยพวกเราเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวรอบด้าน”  หลินซิวหยาวาดกระบี่ในมือชี้ลงพื้นขณะเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

 

“ตกลง”  หานเยวี่ยลังเลเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนี้ก่อนที่จะพยักหน้า  ปลายเท้าของนางแตะลงบนหินใหญ่ก้อนหนึ่งและร่างของนางก็ล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ  ในที่สุด  ร่างงดงามของนางก็ยืนตรงอยู่บนยอดไม้ต้นหนึ่งที่มองเห็นได้กว้างชัด

 

“เคะๆ  ทุกท่าน  พวกเราไม่ได้ร่วมมือกันมาค่อนข้างนานแล้ว  ข้าสงสัยเสียจริงว่าพวกท่านจะพัฒนาฝีมือไปได้ถึงไหนกันบ้างแล้ว”  หลินซิวหยาหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นหานเยวี่ยถอยไปแล้ว  เสื้อชุดสีเขียวของเขาสะบัดเล็กน้อยเมื่อรัศมีแข็งแกร่งสายหนึ่งพลันแผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขา  รับรู้ถึงรัศมีที่กล้าแข็งนี้  รู้สึกได้เลาๆ ว่ามันจะมากเกินระดับเต๋าหลิงผู้หนึ่งแล้ว

 

“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าแม้แต่เจ้าก็ก้าวเท้าข้างหนึ่งขึ้นไปสู่ระดับเต๋าหวังแล้ว  เจ้าช่างสมกับที่เป็นผู้ชนะในหมู่พวกเรานักเรียนใหม่ในสมัยนั้น”  เอี๋ยนเฮ่าร่างยักษ์เผลอทอดถอนใจออกมาด้วยความอัศจรรย์ใจเมื่อสัมผัสได้ถึงรัศมีแก่กล้าที่แผ่ซ่านออกมาจากหลินซิวหยา

 

“เจ้าก็มิใช่จะเอื้อมถึงขอบเขตของมันแล้วหรอกหรือ...”  หลินซิวหยากลอกตาให้แก่เอี๋ยนเฮ่าขณะเอ่ย

 

“ข้าแค่แตะถึงได้เลือนรางนัก  และไม่อาจเทียบกับเจ้าได้”  เอี๋ยนเฮ่าหัวเราะขื่นและส่ายศีรษะ  เขากุมค้อนสีดำสนิทในมือและควงมันอยู่ข้างหน้าอย่างแรง  ทันใดนั้น  รัศมีน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งฉีกผ่านอากาศและส่งเสียงกรีดแหลมออกมา

 

อีกสามคนก็ปลดปล่อยชี่ของตนออกมาจนถึงขีดสุดตามหลังหลินซิวหยาและเอี๋ยนเฮ่า  คนเหล่านี้กลับเป็นยอดยุทธ์ในระดับเต๋าหลิงขั้นสูงสุดแล้ว  ดูจากชี่ของพวกเขา  พวกเขาไม่ด้อยไปกว่าหลินเอี้ยนเลยแม้แต่น้อย

 

“โรงเรียนส่วนในแห่งนี้ช่างสมกับเป็นสถานที่ในทวีปแห่งเต๋าซึ่งรวบรวมบรรดาผู้มากด้วยพรสวรรค์  ทุกคนเพิ่งมีอายุอยู่ในราวยี่สิบห้าปี  ทว่าพวกเขากลับกำลังจะเอื้อมถึงระดับเต๋าหวังได้อย่างรวดเร็ว  พรสวรรค์เช่นนี้นับว่ายิ่งใหญ่นัก  อัจฉริยะที่แม้แต่สรวงสวรรค์ก็ยังต้องยอมผ่อนปรนกับทุกเรื่องราวที่พวกเขาไปถึง...”  เซียวเอี๋ยนเผลอทอดถอนใจออกมาด้วยความอัศจรรย์ใจในอกขณะสัมผัสได้ถึงรัศมีที่แข็งแกร่งทั้งห้า

 

ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศการต่อสู้ที่แผ่พุ่งออกมาจากรอบด้าน  ความแดงก่ำในดวงตาใหญ่โตของวานรฟ้าปีศาจหิมะในพื้นที่ต่อสู้ก็ยิ่งเข้มขึ้น  กรงเล็บสีดำราวโลหะทุบใส่ทรวงอกที่ปกคลุมไปด้วยขนขาวดกของมันอย่างหนักหน่วง  ทันใดนั้น  ริ้วพลังที่แฝงซ่อนอยู่สายหนึ่งซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็พลันกระจายตัวออกมา  ที่ใดก็ตามที่พลังชุดนี้กระจายออกไปถึง  หินรอบด้านก็ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะและปริออกเป็นรอยยาว, พร้อมที่จะพังทลายลงไปได้ทุกเมื่อ

 

“เจ้ามนุษย์โง่  อย่าได้หลงผิดคิดมาขโมย ‘แก่นน้ำนมชุบร่าง’  หากพวกเจ้ายอมจากไปเสียแต่เดี๋ยวนี้  ข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”  วานรฟ้าปีศาจหิมะชูหัวมหึมาของมันขึ้น  นัยน์ตาแดงก่ำจ้องมองกลุ่มคนเบื้องล่างเขม็ง  หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง  เสียงคำรามต่ำราวฟ้าผ่าบ้าคลั่งอหังการพลันดังเข้าหูของทุกผู้คนในที่นั้น

 

“หู?  วานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้เป็นเพียงสัตว์เทพระดับเต๋าหวังเท่านั้น  ทว่ามันกลับสามารถพูดได้?”  หัวใจของเซียวเอี๋ยนแปลกใจกับการกระทำของวานรฟ้าปีศาจหิมะอยู่ครู่หนึ่งจึงพลันสะดุ้ง  “แก่นน้ำนมชุบร่างหรือ?”

 

เซียวเอี๋ยนทวนคำพูดนี้ในปาก  ครู่ต่อมา  ร่างกายของเขาก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมา  ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง  กระนั้นก็ดูดีใจเป็นที่สุด

 

“ที่แท้ สถานที่แห่งนี้กลับมีแก่นน้ำนมชุบร่างเข้มข้น  จิตวิญญาณแห่งแผ่นดินชนิดหนึ่ง?”

Comment

Comment:

Tweet

5555 แอบฮากะคอมเม้นแรกๆอ่ะ 

รอตอนต่อไปน่ะค่ะ ผู้แปล wink

#3 By Natseki on 2017-09-04 18:22

555555++  ผู้แต่งหรือผู้อ่านน๊อ... ที่คิดลึก... ไปนู๊น.....

ข้าน้อยขอคารวะ จินตนาการท่านตี๋ลึกล้ำนักembarassed

#2 By เฒ่าทารก on 2017-09-03 19:47

 ขอบคุณครับ

เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย ไม่เอาน่าผู้แต่ง หลังๆ มานี่ชักจะมีหลายช็อตแล้วนะ yell 

>>> "สายตาของเซียวเอี๋ยนมองตามไปทางต้นเสียง  ในใจเผลอชื่นชมเล็กน้อย  คนที่กำลังพูดอยู่เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง"

#1 By ตี๋ on 2017-09-03 18:41