เซียวเอี๋ยนยิ้มแย้มเอ่ยขณะจ้องมองใบหน้าชวนมองเย็นชาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง  “ท่านบาดเจ็บหรือไม่?”

 

“ไม่”  หานเยวี่ยส่ายศีรษะ  สายตาของนางแลดูประหลาดขณะจ้องมองเซียวเอี๋ยนที่อยู่ตรงหน้า  ความรู้สึกที่วูบวาบอยู่บนใบหน้าของนางก็ค่อยๆ ลดลงขณะเอ่ยขอบคุณเบาๆ  ทันใดนั้น  นางทอดถอนใจออกมา  “ครั้งล่าสุดที่ข้าพบเจ้า,  เพิ่งผ่านมาเพียงสอง-สามเดือน  ทว่าเจ้าก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเป็นอันมากแล้ว  คงยากที่จะมีผู้ใดในโรงเรียนส่วนในเร็วกว่าเจ้าไปได้แล้ว”

 

ความเร็วของวานรฟ้าปีศาจหิมะหลังกลายสภาพนั้นเป็นสิ่งที่กระทั่งบุคคลแข็งแกร่งเช่นหลินซิวหยาก็ยังไม่อาจกระโจนหนีได้ทัน  กระนั้นก็ตาม  เซียวเอี๋ยนที่อยู่ตรงหน้านางนี้กลับสามารถช่วยชีวิตนางมาได้ในเสี้ยววินาทีนั้น  ความเร็วเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเขาสามารถเทียบเทียมได้  นี่ย่อมเป็นความเปลี่ยนแปลงสุดยอดชนิดหนึ่งเมื่อเทียบกับสอง-สามเดือนก่อน  ไม่น่าแปลกใจที่หานเยวี่ยจะบ่นบ้าง

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มอีกคราวทว่าไม่พูดอะไร  เขาหันไป  สายตาเคลื่อนไปทางเงาร่างสีแดงที่พุ่งตัวกลับลงไปบนพื้นและดูราวกับหินยักษ์ก้อนหนึ่ง  ความเคร่งขรึมชนิดหนึ่งฉายวูบขึ้นในดวงตาของเขา  ในขณะนี้  ขนสีขาวราวหิมะทั้งหมดบนร่างของวานรฟ้าปีศาจหิมะได้กลายสภาพเป็นสีแดงฉานอย่างหนึ่งแล้ว  รังสีสังหารและความร้ายกาจภายในดวงตาสีแดงสดคู่นั้นก็ยิ่งเข้มขึ้น  สสารคล้ายหมอกหลั่งไหลออกมาจากร่างของมันระลอกแล้วระลอกเล่า  ครั้นหมอกเหล่านั้นเปื้อนถูกกิ่งไม้ใบหญ้า  มันกัดกร่อนจนอีกฝ่ายไม่เหลือซากเลย  ดูจากรัศมีที่ปรากฏนี้  พลังของมันแทบจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อครู่แล้ว

 

“ศิษย์พี่หานเยวี่ย  เจ้าตัวใหญ่นี้ดูเหมือนจะยิ่งหยุดมันได้ยากขึ้น  ข้าคิดว่าทางที่ดีที่สุด  พวกเรารีบล่าถอยไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ก่อนเถิด  ไม่เช่นนั้น  ข้าเกรงว่า...”  เซียวเอี๋ยนขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยขณะเอ่ยเตือน  เหยาเหลาได้บอกไว้ก่อนแล้วว่า หลังจากที่สายเลือดโหดร้ายถูกปลุกให้ตื่นขึ้น,  วานรฟ้าปีศาจหิมะจะสามารถต่อสู้กับเต๋าหวังห้าดาวแข็งแกร่งผู้หนึ่งได้เป็นระยะเวลาสั้นๆ  บัดนี้หลินซิวหยาก็ถูกกระแทกไปไกลและบาดเจ็บ  คณะที่เหลือย่อมไม่อาจจะทำร้ายวานรตัวนี้ได้ด้วยลำพังพละกำลังของพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น  หากพวกเขาไม่ระวัง  ยังจะต้องเผชิญกับการบาดเจ็บล้มตายใหญ่หลวงแล้ว

 

“ใช่แล้ว”  หานเยวี่ยยิ้มขื่นและพยักหน้า  การเปลี่ยนรูปกะทันหันของวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้ช่างนอกเหนือความคาดหมายของนางนัก  พลังของกลุ่มนางย่อมไม่เพียงพอที่จะเอาชนะมันได้  หลังได้เป็นประจักษ์พยานความแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวของอีกฝ่ายด้วยตนเองแล้ว,  นางย่อมไม่คาดหวังว่าจะสามารถครอบครองแก่นน้ำนมชุบร่างได้อีก

 

ไม่ไกลออกไป  เอี๋ยนเฮ่ารีบโบกมือเมื่อเขาเห็นวานรฟ้าปีศาจหิมะกำลังอยู่ในสภาพปรับตัวหลังปลดปล่อยพลังโจมตีรุนแรงออกมาแล้ว  คนผู้หนึ่งพุ่งวูบเข้าไปในป่าเพื่อค้นหาหลินซิวหยาที่บาดเจ็บอยู่  พวกที่เหลือต่างรีบรุดขึ้นไปบนยอดไม้ที่หานเยวี่ยและเซียวเอี๋ยนยืนอยู่  ทันใดนั้น  พวกเขาใช้สายตาประหลาดประเมินเซียวเอี๋ยน  ความเร็วที่เขาแสดงออกมาเมื่อครู่นับว่าเพียงพอที่จะทำให้คนเหล่านี้,  ผู้เป็นสุดยอดฝีมือในโรงเรียนส่วนใน,  ต้องถอนความดูแคลนของตนทิ้งไป

 

“เคอะๆ  สหายท่านนี้  เจ้าเป็นนักเรียนของโรงเรียนส่วนในหรือ?  เหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน?”  เอี๋ยนเฮ่าอดไม่ได้ที่จะบังเกิดความสงสัยขึ้นมาหลังลอบสังเกตเซียวเอี๋ยนแล้ว  ด้วยความเร็วของอีกฝ่าย,  เขาควรจะเป็นยอดยุทธ์คนหนึ่งในทำเนียบยอดฝีมือ  เหตุใดคนผู้นี้จึงแปลกหน้านัก

 

“ศิษย์พี่เอี๋ยนเฮ่า  เขาชื่อเซียวเอี๋ยน  เขาเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้ามายังโรงเรียนส่วนในเมื่อสอง-สามเดือนก่อน”  หานเยวี่ยยิ้มและแนะนำให้รู้จัก

 

“นักเรียนใหม่?”  เอี๋ยนเฮ่าพลันร้องออกมาเมื่อได้ยินเช่นนี้  สายตาค่อนข้างประหลาดไป  นักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้ามายังโรงเรียนส่วนในได้ไม่ถึงครึ่งปี กลับมีพลังถึงปานนี้? 

 

สายตาหลายคู่กวาดมองทั่วร่างของเซียวเอี๋ยน  ครู่ต่อมา  ความสงสัยของพวกเขาก็ยิ่งมากขึ้น  ดูจากระดับความเข้มในชี่ของเขา,  พลังของอีกฝ่ายก็เป็นแค่ต้าเต๋าซื่อผู้หนึ่งชัดๆ  อย่างไรก็ตาม  เหตุใดความเร็วที่เขาปลดปล่อยออกมาเมื่อครู่จึงเป็นสิ่งที่แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจไล่ตามได้ทัน?

 

เซียวเอี๋ยนเพียงแค่ยิ้มเมื่อเผชิญกับสายตาสงสัยของเอี๋ยนเฮ่าและพวก  เขาไม่เอ่ยอธิบายอันใด  ทั้งหมดที่ทำก็คือยกสองมือขึ้นคำนับแก่คนเหล่านั้นด้วยท่วงท่าสุภาพอย่างยิ่ง  ไม่ว่าอย่างไร  ผู้คนข้างหน้าเขานี้ก็ล้วนเป็นยอดยุทธ์ลำดับสูงสุดในโรงเรียนส่วนใน  พลังของพวกเขาสูงส่งกว่าคนเช่นไป๋เฉิงมากนัก  เขาย่อมไม่ปฏิเสธโอกาสที่จะสร้างสัมพันธ์อันดีกับพวกเขา

 

“เซียวเอี๋ยน?  ข้าเหมือนจะเคยได้ยินชื่อนี้  ไม่นานมานี้เอง,  มิใช่เรื่องที่มีนักเรียนใหม่สามารถเอาชนะกลุ่มนักเรียนรุ่นพี่ได้ในการแข่งล่าพลังงานเพลิงหรอกหรือ?  ดูเหมือนหัวหน้ากลุ่มนักเรียนใหม่นั้นจะชื่อเซียวเอี๋ยน ใช่หรือไม่?  ข้าคิดว่าคนผู้นี้ก็คงจะเป็นคนเดียวกันนั้นนั่นเอง”  ชายชุดเหลืองผู้หนึ่งผิวเข้มทว่าดวงตาเจิดจ้าเป็นพิเศษพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงพลันพูดออกมา

 

เอี๋ยนเฮ่าและพวกตกใจเมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดเหล่านี้  ทันใดนั้น  พวกเขาดูเหมือนจะหวนนึกถึงข่าวที่ว่า  เอี๋ยนเฮ่ายิ้มและกล่าว  “เซียวเอี๋ยนผู้นั้นก็คือเจ้านี่เอง  ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกว้างขวางนัก  ในอดีต  ครั้งเมื่อพวกเราเข้าสู่โรงเรียนส่วนใน  หลินซิวหยาและข้ายังต้องลงเอยพ่ายแพ้ให้แก่กลุ่มปีศาจขาว  คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคลื่นลูกใหม่ย่อมแทนที่คลื่นลูกเก่าเสมอ  นักเรียนใหม่ปีนี้ยังดุร้ายยิ่งกว่า  เจ้ากลับสามารถล้มกลุ่มปีศาจดำ-ขาวได้สำเร็จ  นับว่ามีความสามารถจริงๆ”

 

เซียวเอี๋ยนเผลอหัวเราะเจื่อนออกมาเมื่อเห็นสายตาประหลาดของคนเหล่านี้  เขาเอ่ยขึ้น  “ข้าเพียงแค่โชคดี  ในอดีต  ศิษย์พี่เอี๋ยนเฮ่าและศิษย์พี่หลินซิวหยาต่อสู้กับกลุ่มปีศาจดำ-ขาวตามลำพัง  อีกด้านหนึ่ง ข้าอาศัยนักเรียนใหม่ทั้งกลุ่ม  พวกเราจะเปรียบเทียบสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างไร?”  เซียวเอี๋ยนก็เคยได้ยินเรื่องราวเก่าก่อนมาบ้าง  เอี๋ยนเฮ่าและหลินซิวหยาล้วนเป็นพวกทะนงตนหัวดื้อ  นักเรียนใหม่คนอื่นๆ ในกลุ่มนั้นย่อมยากจะเข้าตาคนที่รู้จักแยกแยะเช่นเขาทั้งสองได้  ดังนั้น  คนทั้งสองจึงสร้างกลุ่มกันเองขึ้นมาก่อนที่จะออกไปอาละวาด  ในตอนท้าย  พวกเขาจึงพ่ายแพ้อย่างหวุดหวิดใต้เงื้อมมือของกลุ่มปีศาจขาว  นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งในครั้งนั้น

 

“ใครจะสนว่าต้องใช้กลเม็ดอันใด  ชนะได้ก็นับว่าพอ  ครั้งนั้น  พวกเราทะนงตนเกินไปหน่อย  ไม่เช่นนั้น  กลุ่มแรกที่จะสามารถทำลายคำสาบของการแข่งล่าพลังงานเพลิงลงได้ก็คงไม่ต้องรอจนถึงปีนี้แล้ว”  เอี๋ยนเฮ่าห่อปากและหัวเราะ

 

ระหว่างที่เซียวเอี๋ยนและพวกกำลังสนทนากันอยู่นี้  เงาร่างมนุษย์สองสายพลันเร่งรุดออกมาจากผืนป่า  เพียงไม่กี่วูบ,  พวกเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายทุกคนแล้ว  ที่แท้พวกเขาก็คือหลินซิวหยาที่ถูกกระแทกลอยเข้าป่าไปและเพื่อนที่ออกไปค้นหาเขาเมื่อครู่นี่เอง

 

“คนผู้นี้คือ?”  ใบหน้าของหลินซิวหยาซีดเซียวยิ่งในขณะนี้  ยังมีรอยเลือดบางๆ สายหนึ่งที่มุมปากของเขา  เสื้อผ้าชุดเขียวบนร่างกายก็ขาดวิ่นเป็นริ้วๆ  แม้สภาพภายนอกจะดูย่ำแย่  อารมณ์ของเขามิได้เปราะบางนัก  เขายิ้มขื่นให้แก่ทุกคนก่อนที่จะเผลอถามออกมาด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นตาของเซียวเอี๋ยน

 

“เจ้าไม่เป็นไร?”  เอี๋ยนเฮ่าสอบถามก่อนที่จะแนะนำพื้นเพของเซียวเอี๋ยนสั้นๆ

 

“ที่แท้ก็เป็นน้องเซียวเอี๋ยน  เคอะๆ  ชื่อนี้มิใช่แปลกใหม่”  หลินซิวหยาก็รู้สึกตกใจเช่นกันเมื่อได้ยินคำพูดของเอี๋ยนเฮ่า  เขาเคยรับรู้ถึงความเร็วของวานรฟ้าปีศาจหิมะมาด้วยตนเอง  คาดไม่ถึงว่านักเรียนใหม่ผู้ซึ่งเพิ่งเข้ามายังโรงเรียนส่วนในได้ไม่ถึงครึ่งปีกลับสามารถช่วยชีวิตใครบางคนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของมันได้  ด้วยความสามารถนี้  เขาย่อมมีคุณสมบัติมากพอที่จะสนทนากับพวกเขาอย่างเสมอภาคกันได้

 

“เคอะๆ  ศิษย์พี่หลิน  ข้าบังเอิญฝึกยุทธ์อยู่ในป่าเขา  เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงวุ่นวายแถวนี้จึงรุดมาดู ก็พบพวกท่านกำลังต่อสู้อยู่กับสัตว์ยักษ์ตัวนั้น  แล้วข้าก็เห็นศิษย์พี่หานเยวี่ยกำลังตกอยู่ในอันตราย  และไม่อาจเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดได้  ดังนั้น  ข้าจึงได้แต่ลงมือ  โปรดอภัยหากเป็นการรบกวนพวกท่าน...”  เซียวเอี๋ยนชำเลืองมองวานรฟ้าปีศาจหิมะที่ยังมิได้ลงมือโจมตีเพราะคนกลุ่มใหญ่กำลังชุมนุมกันอยู่ก่อนที่จะเอ่ยยิ้มแย้มแก่หลินซิวหยา

 

“มีอันใดต้องขอโทษกัน?  ในเมื่อน้องเซียวเอี๋ยนช่วยชีวิตหานเยวี่ยเอาไว้  ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรเจ้าแล้ว  พวกเราโดดเรียนมาล้อมโจมตีเจ้าวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้ถึงนี่ก็เพราะว่ามันกำลังปกป้องสิ่งลึกลับอย่างหนึ่ง  กล่าวกันว่า คนที่ได้รู้เห็นก็จะมีส่วนร่วมแบ่งปันกัน  หากพวกเราสามารถคว้ามันมาครอบครองได้  ย่อมต้องแบ่งให้แก่น้องเซียวเอี๋ยนเป็นแน่”  หลินซิวหยายิ้มอย่างไม่ใส่ใจคราหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  คำพูดลวกๆ ของเขามีเจตนาที่จะดึงเซียวเอี๋ยนเข้ากลุ่ม  การกระทำนี้ย่อมแสดงถึงความคิดของเขาว่าพลังของเซียวเอี๋ยนส่งผลให้เขามีสิทธิที่จะแบ่งปันรางวัลชิ้นนี้กับพวกเขา  อย่างไรก็ตาม  เขาไม่พูดถึงรายละเอียดของแก่นน้ำนมชุบร่าง  ของสิ่งนี้สูงค่าเกินไปและเขาเพิ่งพบเซียวเอี๋ยนเป็นครั้งแรก  ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาจะยังไม่เปิดเผยความลับเรื่องนี้แก่เซียวเอี๋ยนได้โดยง่าย

 

เอี๋ยนเฮ่าและพวกตกใจเมื่อพวกเขาได้ยินหลินซิวหยาเป็นฝ่ายริเริ่มขอให้เซียวเอี๋ยนเข้าร่วมคณะ  พวกเขาสบตากันและก็พลันเงียบไป   พวกเขาอาจไม่ค่อยสนใจพลังที่แท้จริงของเซียวเอี๋ยนเท่าไหร่  ทว่าความเร็วผิดธรรมดาที่เขาแสดงออกมาเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจดูแคลนได้  ยิ่งไปกว่านั้น  แก่นน้ำนมชุบร่างนี้ก็เป็นสิ่งที่หานเยวี่ยค้นพบก่อนเป็นคนแรก  บัดนี้เมื่อเซียวเอี๋ยนได้ช่วยชีวิตนางเอาไว้  นางก็คงไม่ทัดทานข้อเสนอแนะของหลินซิวหยา  ดังนั้น  หลังจากครุ่นคิดถึงความเกี่ยวพันเหล่านี้ในใจ  ทุกคนจึงไม่ส่งเสียงคัดค้าน

 

เซียวเอี๋ยนเองก็ตกใจกับความตรงไปตรงมาของหลินซิวหยา  ผู้อื่นล้วนปรารถนาจะครอบครองสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งกันเอง  คนผู้นี้กลับสามารถกดข่มความปรารถนาและยื่นข้อเสนออย่างชาญฉลาดจริงจัง  จิตใจเช่นนี้ลุ่มลึกไม่น้อยทีเดียว  อย่างไรก็ตาม  เขาไม่อาจเปิดเผยเรื่องราวบางอย่างของตนต่อหน้าผู้อื่นได้  ดังนั้น  เขาจึงได้แต่ปฏิเสธข้อเสนอนี้

 

ดังนั้น  เซียวเอี๋ยนส่ายศีรษะภายใต้ความสนใจของทุกคน  เขายิ้มเจื่อนและกล่าว  “ศิษย์พี่หลิน  ขอบคุณในเจตนาดีของท่านนัก  อย่างไรก็ตาม  เซียวเอี๋ยนผู้นี้คงไม่มีวาสนาที่จะได้ร่วมชื่นชมมัน  วานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้มิใช่สัตว์เทพชั้นต่ำทั่วไป  กล่าวกันว่าร่างกายของสัตว์พิเศษจำพวกนี้มีสายเลือดโหดร้ายอย่างหนึ่งไหลเวียนอยู่ภายในนั้น  หากมันถูกปลุกขึ้นมา  พลังของมันจะเพิ่มพูนขึ้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง  ดูจากความเปลี่ยนแปลงของเจ้าสัตว์ป่าเถื่อนตัวนี้ในเวลานี้  ข้าเกรงว่าคงจะเป็นเพราะสายเลือดโหดร้ายนั้นคงตื่นขึ้นมาแล้ว  ในขณะนี้  ลืมเต๋าหวังทั่วไปผู้หนึ่งได้เลย  ต่อให้เป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่งซึ่งมีกำลังถึงเต๋าหวังห้าดาว  ก็ยังไม่มีความหมายหากจะรับมือกับมัน  แม้คำพูดของข้าจะแรงเกินไปสำหรับบางท่าน  ทว่าข้าไม่คิดว่าพวกเราไม่กี่คนจะสามารถเอาชนะมันได้”

 

“สายเลือดดุร้ายโหดเหี้ยมหรือ?”  หลินซิวหยาและพวกตกใจเมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องนี้  ใบหน้าของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยน  แม้พวกเขาจะรู้จักสัตว์พิเศษชนิดนี้  ความเข้าใจเกี่ยวกับมันกลับไม่ลึกซึ้งเท่าเหยาเหลา  ดังนั้น  พวกเขาจึงไม่เคยได้ยินถึงเรื่องสายเลือดโหดเหี้ยมอะไรทำนองนั้น  อย่างไรก็ตาม  ดูจากความเปลี่ยนแปลงของวานรฟ้าปีศาจหิมะเมื่อครู่  มันช่างพ้องกับคำบอกเล่าของเซียวเอี๋ยน  ดังนั้น  สีหน้าของทุกคนจึงค่อนข้างน่าเกลียดขึ้นมาแล้ว  พวกเขาย่อมรู้ดีว่าพวกตนไม่อาจเอาชนะสัตว์เทพตัวหนึ่งซึ่งสามารถต่อกรกับเต๋าหวังห้าดาวผู้หนึ่งได้,  ด้วยลำพังกำลังของพวกตน

 

“พวกเราควรจะทำอะไรต่อไปดี?  อย่าบอกข้านะว่าพวกเราได้แต่ยอมแพ้?”  เอี๋ยนเฮ่าขมวดคิ้วมุ่นและเอ่ยถามหลินซิวหยา  แก่นน้ำนมชุบร่างนี้ดึงดูดใจเขานัก  จะเป็นการเจ็บปวดเกินไปหากจะขอให้เขายอมแพ้

 

หลินซิวหยาหัวเราะขื่นและตรึกตรองอยู่ครู่ใหญ่  จากนั้นเขาจึงกัดฟันเอ่ยออกมา  “ลืมมันเถอะ  เชื่อศิษย์น้องเซียวเอี๋ยนสักคราหนึ่ง  ยิ่งไปกว่านั้น  ข้าเองก็ค่อนข้างบาดเจ็บไม่น้อยในครั้งนี้  ดูท่าว่าข้าคงจะต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยถึงครึ่งเดือนจึงจะฟื้นเป็นปกติได้  ดังนั้น  พวกเราก็ได้แต่คิดหาวิธีอื่น”

 

เอี๋ยนเฮ่าและพวกออกจะไม่เต็มใจอยู่บ้างเมื่อพวกเขาได้ยินหลินซิวหยาคิดที่จะล่าถอยชั่วคราว  อย่างไรก็ตาม  เมื่อดวงตาหันไปจ้องมองวานรฟ้าปีศาจหิมะที่กำลังกระจายรังสีอำมหิตน่าสะพรึงกลัวออกมาจากบริเวณที่ไม่ไกลออกไปนั้น  หัวใจของพวกเขาก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมาและได้แต่พยักหน้าอย่างอับจนหนทาง

 

“ถอยกันก่อนเถิด  มาคิดหาวิธีการอื่นอีกทีหนึ่งเมื่อพวกเราฟื้นจากอาการบาดเจ็บแล้ว...”  หลินซิวหยาทอดถอนใจก่อนที่จะพลันยกสองมือแก่เซียวเอี๋ยน  เขากล่าว  “น้องเซียวเอี๋ยน  เจ้าจะกลับไปที่โรงเรียนส่วนในพร้อมพวกเราหรือไม่?”

 

เซียวเอี๋ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนี้  เขาส่ายศีรษะและกล่าว  “ข้าขึ้นเขามาเพื่อจะฝึกเคล็ดวิชาเต๋าอย่างหนึ่ง  ข้ายังฝึกเคล็ดวิชาเต๋านี้ได้ไม่เชี่ยวชาญนัก  ดังนั้นข้าจึงยังไม่คิดที่จะกลับไป”

 

“เคอะๆ  ในเมื่อเป็นเช่นนั้น  พวกเราก็จะกลับไปก่อน  มีบางสิ่งที่ข้าหวังว่าน้องเซียวเอี๋ยนจะช่วยได้  โปรดอย่าได้แพร่งพรายเรื่องราวในวันนี้ออกไปแก่ผู้ใด...”  หลินซิวหยาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเซียวเอี๋ยนก่อนที่จะยกสองมือขึ้นและเอ่ย

 

“ข้าพอจะตระหนักได้ว่าสิ่งใดควรพูดและสิ่งใดไม่ควรพูด”  เซียวเอี๋ยนยิ้มแย้มตอบ

 

“ถ้าเช่นนั้น  ขอบคุณเจ้ามาก  หากมีสิ่งใดที่น้องเซียวเอี๋ยนต้องการความช่วยเหลือในอนาคตข้างหน้า,  เจ้าไปพบข้าได้ทุกเมื่อ  มีผู้คนไม่น้อยในโรงเรียนส่วนในที่ยอมเห็นแก่หน้าข้า,  หลินซิวหยา”  หลินซิวหยายิ้มแย้มกล่าว  เขามีความสงสัยบางอย่างต่อเซียวเอี๋ยนยิ่งนัก  แม้ความเร็วของเซียวเอี๋ยนจะน่าตกใจยิ่ง  เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะเร่งรุดเข้ามาในหุบเขาที่มีวานรฟ้าปีศาจหิมะคอยปกป้องอยู่เพียงอาศัยพลังระดับต้าเต๋าซื่อแต่อย่างเดียว

 

“ไปกันเถอะ”  ครั้นกล่าวจบ  เขาโบกมือ  เป็นฝ่ายนำหมุนตัวและรุดหน้าตรงไปยังทางออกจากป่าลึก  ที่ด้านหลัง,  เอี๋ยนเฮ่าและพวกที่ไม่ค่อยเต็มใจได้แต่ติดตามไป

 

“ศิษย์น้องเซียวเอี๋ยน  ระวังตัวให้มากขึ้นอีกสักหน่อยเมื่อเจ้ายังฝึกยุทธ์อยู่ในป่าลึกเช่นนี้”  หานเยวี่ยส่งยิ้มให้แก่เซียวเอี๋ยนและเตือนเขาอย่างเป็นห่วงคราหนึ่ง  ครั้นแล้ว  นางจึงหมุนตัวและเร่งรุดจากไปพร้อมเรือนผมสีเงินที่ปลิวล้อไปตามลม

 

สายตาของเซียวเอี๋ยนจ้องมองหลินซิวหยาและพวกที่ค่อยๆ หายลับไปจากสายตา  ครู่ใหญ่ผ่านไป  เซียวเอี๋ยนจึงทอดถอนใจออกมาเบาๆ คราหนึ่ง  เขาหัวเราะเจื่อนและเอ่ยเบาๆ  “ข้าต้องขออภัยจริงๆ  ข้าคะยั้นคะยอให้พวกท่านทุกคนจากไปก็เพื่อประโยชน์ของพวกท่านเอง  หากพวกท่านยังคอยตามตอแยมันอยู่เช่นนี้  ก็คงไม่มีสักคนที่จะออกจากสถานที่แห่งนี้ไปได้เมื่อวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้ระเบิดพลังออกมาเต็มที่...”  หลังจากที่เหยาเหลาเอ่ยเตือน  เซียวเอี๋ยนจึงเข้าใจชัดแจ้งว่าวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวหนึ่งซึ่งถูกปลุกสายเลือดของมันให้ตื่นขึ้นมานั้นน่าสะพรึงกลัวปานใด  ลืมไปได้เลยว่าหลินซิวหยาและพวกต่างอยู่ในระดับเต๋าหลิงขั้นสูงสุด  แม้แต่เต๋าหวังห้าดาวผู้หนึ่งก็ยังไม่กล้าที่จะนำตัวเข้ามาพัวพันกับวานรฟ้าปีศาจหิมะในเวลาเช่นนี้

 

เซียวเอี๋ยนหันกลับไปจ้องมองวานรฟ้าปีศาจหิมะที่ค่อยลดความหงุดหงิดลงหลังจากที่คณะของหลินซิวหยาจากไปแล้ว  เซียวเอี๋ยนทอดถอนใจเงียบๆ อย่างโล่งอก  มือข้างหนึ่งของเขาถูแขนของตนใต้แขนเสื้อ  บริเวณที่งูน้อยงดงามพันตัวอยู่  มีเจ้าตัวน้อยนี้อยู่ใกล้ๆ  เขาย่อมสามารถเปิดฉากต่อสู้กับวานรฟ้าปีศาจหิมะได้เมื่อเวลานั้นมาถึง

 

ขณะที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวใจ  มุมปากของเซียวเอี๋ยนก็พลันยกขึ้น  เขาจ้องมองวานรฟ้าปีศาจหิมะเขม็งและพึมพำ  “เจ้าสัตว์น่ารังเกียจ  เชิญเจ้าบ้าต่อไปเถอะ  เมื่อเจ้ากลับสู่สภาพที่อ่อนแอในค่ำคืนนี้  ข้าจะมาดูแลเจ้าต่อเอง... แก่นน้ำนมชุบร่างของเจ้าเป็นสิ่งที่ข้าต้องได้”

 

เซียวเอี๋ยนหัวเราะเบาๆ  ร่างกายขยับและสายฟ้าก็ก่อตัวขึ้นใต้สองเท้าของเขา  ครั้นแล้ว  ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเงาดำสายหนึ่งและพุ่งพรวดเข้าไปในป่ากว้างภายใต้เสียงสายฟ้าทุ้มต่ำ  เขาพลันหายลับไปแล้ว...

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณฮับ 

#4 By เฒ่าทารก on 2017-09-08 22:22

ไปให้หมอตรวจน่าจะดีนะครับ ขอให้หายไวๆ กินวิตามินซีเยอะๆ

#3 By ตี๋ on 2017-09-07 23:52

คืนนี้มีไข้ ของดสักวันนะครัช คร่อก..........

#2 By เฒ่าทารก on 2017-09-07 21:06

ขอบคุณครับ

นั่น แอบไปเอาก่อนคนเดียว เดี๋ยวคนพวกนี้มาทีหลังรู้เรื่องก็ไม่พอใจหรอก

#1 By ตี๋ on 2017-09-07 14:19