ปีกเต๋าชี่บนแผ่นหลังของหลินซิวหยาที่ปรากฏขึ้นมากะทันหันไม่เพียงทำให้เซียเวอี๋ยนตกใจ  กระทั่งเอี๋ยนเฮ่าและพวกที่คุ้นเคยกับเขาก็ยังมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตะลึง  เป็นเวลานานก่อนที่พวกเขาจะค่อยได้สติ  พวกเขาสบตากันและกัน  แววตาเคร่งขรึมก็ฉายชัดขึ้นมา

 

แม้เอี๋ยนเฮ่าจะแตะกำแพงกั้นแห่งระดับเต๋าหวังได้เลาๆ แล้วก็ตาม  ความใกล้อันน้อยนิดนั้นก็เพียงทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นกว่ายอดยุทธ์ในระดับเต๋าหลิงขั้นสูงสุดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ยังมีช่องห่างอีกกว้างใหญ่นักหากเขาคิดจะเอื้อมไปถึงจุดที่ตนจะอาศัยพลังของตนเพื่อสร้างปีกเต๋าชี่ขึ้นมาเช่นเดียวกับหลินซิวหยาได้  ดูจากสิ่งนี้  ย่อมเห็นได้ว่าหลินซิวหยาข้ามหน้าเขาไปได้อีกคราหนึ่งแล้ว 

 

เต๋าชี่ที่สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นปีกย่อมเป็นสัญลักษณ์สำคัญของผลการฝึกเต๋าชี่  สัญลักษณ์นี้บ่งบอกถึงกำแพงธรรมชาติในการกลายเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่งบนทวีป  ทุกคนรู้ดีว่าตราบใดที่สามารถแปรสภาพเต๋าชี่ให้กลายเป็นปีกได้  ย่อมบ่งบอกว่าคนผู้นั้นจะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับที่ผู้คนนับไม่ถ้วนมักต้องหยุดความก้าวหน้าของตนไว้: เต๋าหวัง!  สองคำง่ายๆ นี้เป็นสัญลักษณ์ที่ผู้มากด้วยพรสวรรค์นับไม่ถ้วนต่างฝึกตนอย่างหนักเพื่อจะทำให้สำเร็จ  อย่างไรก็ตาม  ความยากลำบากที่คำสองคำนี้แสดงให้เห็น ช่างเป็นเหตุให้ทุกผู้คนต้องหยุดพัฒนาตนไปเสียก่อนที่จะเอื้อมถึงระดับนี้ได้สำเร็จ  ในที่สุด  คนเหล่านี้ก็ยอมถอยไปเงียบๆ

 

เต๋าหลิงและเต๋าหวังต่างกันเพียงระดับเดียว  อย่างไรก็ตาม  ความแตกต่างระหว่างพวกมันก็มากมายเกินกว่าความต่างในระดับอื่นๆ ที่ผ่านมา  เต๋าหลิงหรือระดับที่ต่ำกว่านั้นสามารถใช้เต๋าชี่ในร่างกายเข้าต่อสู้กับผู้อื่น  แม้คนเช่นเซียวเอี๋ยนก็ทำได้แค่ใช้เต๋าชี่ที่แข็งแกร่งกว่าและบริสุทธิ์กว่าในร่างกายตน  ไม่ว่าเต๋าชี่ของคนผู้นั้นจะแข็งแกร่งปานใด  ก็ย่อมมีเวลาที่มันจะหมดแรงลงและก็ย่อมมีข้อจำกัดในพลังของมัน

 

หากคนผู้หนึ่งเข้าสู่ระดับเต๋าหวังได้  เต๋าชี่ในร่างกายจะเริ่มตอบสนองกับพลังงานมากมายจากโลกภายนอกและพลังงานรูปแบบอื่นๆ อันไร้ที่สิ้นสุด  มันสามารถยักย้ายพลังงานเหล่านี้,  แปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นของตน  มิใช่เป็นไปไม่ได้สำหรับพลังงานที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นในอันที่จะทะลายภูผาและผ่าผืนดินสักอย่าง  ดูจากสิ่งนี้  ก็เพียงพอที่จะเห็นความแตกต่างระหว่างทั้งสองสิ่งได้แล้ว  คนผู้หนึ่งได้แต่อาศัยพลังในร่างกายของตน  ในขณะที่อีกฝ่ายสามารถยักย้ายพลังงานในธรรมชาติได้  เพียงชำเลืองมองคราวเดียวก็ย่อมเห็นได้ชัดว่าสิ่งใดแข็งแกร่งกว่า  สิ่งใดอ่อนด้อยกว่า

 

ดังนั้น  ทุกคนจึงมีสีหน้าแบบเดียวกันเมื่อพวกเขาได้เห็นปีกพลังงานบนแผ่นหลังของหลินซิวหยา

 

“พายุเขียวสังหาร!”

 

ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง  เสียงร้องเข้มงวดเย็นชาสายหนึ่งพลันดังออกมาจากปากของหลินซิวหยา  ติดตามด้วยเสียงร้องนั้น  ทุกคนรู้สึกว่าลมที่ไหลเวียนอยู่ในหุบเขานั้นเหมือนจะแข็งทื่อขึ้นมาในฉับพลัน  ติดตามด้วยสิ่งนี้  ลมรุนแรงพุ่งพรวดขึ้นด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่  พลังแข็งแกร่งยิ่งสายหนึ่งก่อตัวขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร้ว  เพียงพริบตาเดียว  พลังที่ก่อตัวก็สมบูรณ์พร้อม  ในที่สุด  พลังแข็งแกร่งชุดนี้แหวกผ่านอากาศไป  เสียงลมแหลมคมเร่งรุดราวกับเสียงผิวปากสายหนึ่งที่ดังอ้อยอิ่งอยู่ในหูของผู้คนไม่จบสิ้น

 

“ซู่!”

 

เงาสีเขียวลางเลือนสายหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยพลังวายุแข็งแกร่งพุ่งตัวระเบิดลงมาจากเบื้องบน  แม้เงาสีเขียวนี้ลางเลือนยิ่ง,  ผู้คนยังระบุได้เลาๆ ว่ามันก็คือพลังงานที่ก่อเป็นกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง  ความเร็วของกระบี่ยาวเล่มนี้ช่างรวดเร็วจนออกจะน่าสะพรึงกลัว  ดูจากกระแสลมหมุนที่กระเพื่อมดุร้ายอยู่บนผิว  ดูท่าว่าสิ่งนี้จะเป็นวัตถุพลังงานอย่างหนึ่งซึ่งถูกบีบอัดและก่อรวมจากสายลมอันเกรี้ยวกราด  พลังงานราวสสารอย่างหนึ่งนี้ประสานอยู่กับเคล็ดวิชาเต๋าของเขา  สร้างเป็นพลังอันแข็งแกร่งยิ่งชุดหนึ่งออกมา

 

เป้าหมายของเงาสีเขียวนี้ย่อมเป็นวานรฟ้าปีศาจหิมะที่อยู่ห่างจากหลินซิวหยาลงไปนับสิบฟุต  ด้วยว่าอีกฝ่ายหยิบยืมพลังผลักอย่างหนึ่งพุ่งตัวขึ้นฟ้าไป  สุดท้ายย่อมไม่อาจกระโจนหนีไปทางใดได้  ไม่อาจเคลื่อนไหวเหมือนขณะอยู่บนพื้น  ไม่มีแห่งใดให้หยิบยืมกำลังและต้องเผชิญกับการจู่โจมนี้ซึ่งๆ หน้า  ดังนั้น  แม้เจ้าวานรฟ้าปีศาจหิมะจะสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่กำลังทะลวงเข้ามาหา  มันก็ไม่มีวิธีแก้แม้สักอย่างเดียว  ทันใดนั้น  มันอ้าปากกว้างเผยให้เห็นคมเขี้ยว  กระจายคลื่นเสียงคำรามต่ำทุ้มออกมาระลอกแล้วระลอกเล่า  พลังแสงสีขาวอ่อนสายหนึ่งพุ่งวูบออกมาจากร่างของมันอย่างรวดเร็ว  ในที่สุดรวมตัวกันจนกลายเป็นลูกบอลน้ำแข็งเย็นยะเยือกเข้าห่อหุ้มรอบตัว

 

ลูกบอลน้ำแข็งเพิ่งก่อรูป,  ลมแหลมคมเร่งรุดสายนั้นก็มาถึง  ทั้งสองปะทะกันอย่างแรง  ทุกคนเพียงได้ยินเสียงตูมสนั่นคราหนึ่ง  ทันใดนั้น  ลูกบอลน้ำแข็งขนาดมหึมาก็ร่วงหล่นลงไปอย่างรวดเร็ว  ในที่สุดกระแทกลงใส่กรวดหินไม่ไกลจากทางเข้าหุบเขานั้นอย่างหนักหน่วง  พริบตาที่มันกระแทกถึงพื้น  พลังกระแทกน่าสะพรึงกลัวสร้างหลุมกว้างขนาดใหญ่กว่าสิบเมตรขึ้นมาราวกับกระสุนปืนใหญ่ลูกหนึ่ง  รอยแยกมากมายเริ่มปริร้าวออกไปทุกทิศทาง  ในที่สุดแผ่ขยายเข้าไปถึงผืนป่า

 

เห็นลูกบอลน้ำแข็งถูกกระแทกร่วงลงพื้นไป  เอี๋ยนเฮ่ารีบขยับตัวและพุ่งตรงเข้าไปยังกองหินและกิ่งไม้ที่อยู่รอบบริเวณที่ลูกบอลน้ำแข็งร่วงลงมา  เต๋าชี่พรั่งพรูอยู่ในร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันมิให้วานรฟ้าปีศาจหิมะที่บาดเจ็บอยู่หนีรอดไปได้

 

สายตาหลายคู่จดจ้องอยู่ตรงบริเวณฝุ่นที่คละคลุ้งซึ่งลูกบอลน้ำแข็งร่วงลงมา  เงาร่างมนุษย์สีเขียวสายหนึ่งพุ่งตัวลงมาจากกลางอากาศ  ในที่สุดดิ่งลงยืนบนยอดไม้ต้นหนึ่งอย่างมั่นคง  เมื่อทุกคนหันไปมอง  พวกเขาเห็นหลินซิวหยาผู้มีใบหน้าที่ค่อนข้างซีดขาว  ในขณะนี้  ปีกเต๋าชี่บนแผ่นหลังของเขาค่อยๆ บางลง  พริบตาต่อมา  พวกมันก็แปรเปลี่ยนเป็นชิ้นแสงที่ฟุ้งขึ้นไปบนฟ้าพร้อมเสียงเปรี๊ยะเบาๆ  ก่อนที่แสงเหล่านั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปจนไม่เหลือ

 

“เจ้าตัวนี้ช่างแข็งแกร่งโดยแท้  คิดไม่ถึงว่าแม้จะมีพวกเราตั้งหลายคนคอยสกัดกั้นมัน  พวกเราก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งมันได้นาน  หากมิใช่เพราะเคล็ดวิถีชี่ที่ข้าฝึกฝนค่อนข้างพิเศษ  สามารถช่วยให้ข้าก่อรูปปีกคู่นี้ขึ้นมาได้เพียงชั่วคราว  เกรงว่ามันคงจะฆ่าข้าไปแล้วด้วยการโจมตีนั้น  แม้ข้าจะหนีพ้นหายนะเมื่อครู่มาได้  ความสิ้นเปลืองเต๋าชี่ของข้าก็มากเกินไป”  หลินซิวหยากระชับกระบี่ยาวสีเขียวในมือแน่นขณะพูดพร้อมยิ้มขื่นแก่เอี๋ยนเฮ่าและพวก

 

“เพราะเคล็ดวิถีชี่หรือ?”  เอี๋ยนเฮ่าและพวกตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนี้  ทันใดนั้น  พวกเขาก็พลันเข้าใจและในหัวใจต่างก็พากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

 

“ที่แท้ก็เป็นเคล็ดวิถีชี่  ข้าเพิ่งจะพูดไปหยกๆ ว่าคนผู้นี้ก้าวเท้าข้างหนึ่งขึ้นสู่ระดับเต๋าหวังแล้ว  ทว่าก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถสร้างปีกเต๋าชี่ขึ้นมาได้ด้วยสถานะในขณะนี้”  เซียวเอี๋ยนผู้ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในป่าก็ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของหลินซิวหยา  เขาเข้าใจขึ้นมาโดยพลันขณะพึมพำเงียบๆ ในใจ

 

กล่าวโดยทั่วไปแล้ว  ตราบใดที่คนผู้หนึ่งสามารถอาศัยเต๋าชี่ของตนสร้างปีกคู่หนึ่งขึ้นมาได้  คนผู้นั้นย่อมนับได้ว่าเป็นยอดยุทธ์แข็งแกร่งผู้หนึ่งซึ่งกลายเป็นเต๋าหวังแล้ว  หากคนผู้นั้นสามารถสร้างปีกเต๋าชี่คู่หนึ่งขึ้นมาได้และสามารถทรงตัวอยู่กลางอากาศหรือกระทั่งบินได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง,  คนผู้นั้นก็ย่อมเป็นเต๋าหวังแท้จริงผู้หนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  ทั้งหมดนั้นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าทั้งหมดนี้เป็นพลังในร่างกาย  หากอาศัยความสามารถบางอย่างของเคล็ดวิถีชี่  ย่อมไม่รวมอยู่ในประเภทนี้  ยิ่งไปกว่านั้น  พวกเขายังรู้ดีว่าหลินซิวหยาฝึกฝนเต๋าชี่ธาตุลม  พูดโดยทั่วไปแล้ว  เต๋าชี่ชนิดนี้ย่อมสามารถสร้างปีกเต๋าชี่คู่หนึ่งขึ้นมาได้ง่ายกว่าธาตุอื่นๆ  ดูจากสิ่งนี้  หลินซิวหยายังมิได้ก้าวข้ามช่องห่างระหว่างเต๋าหลิงและเต๋าหวังอย่างแท้จริง

 

“ศิษย์พี่หลิน  การต่อสู้จบลงแล้วหรือไม่?”  หานเยวี่ยเองก็ลดความตกตะลึงในแววตาของตนเพราะพลังมากมายที่หลินซิวหยาแสดงออกมาเมื่อครู่ลงบ้างแล้ว  นางเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ จากนอกวงต่อสู้

 

เอี๋ยนเฮ่าและพวกที่เหลือต่างได้สติคืนมาเมื่อพวกเขาได้ยินคำถามของหานเยวี่ย  พวกเขารีบหันกลับไปทางบริเวณที่คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นดินเบื้องล่าง  พวกเขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจและระมัดระวังอยู่ครู่หนึ่ง  เพียงเพื่อจะพบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ  ใบหน้าของพวกเขาก็พลันเผยความดีใจเลือนลางและความสงสัยเล็กๆ ขึ้นมา

 

หลินซิวหยามีใบหน้าบึ้งตึงขณะจ้องมองบริเวณเบื้องล่างที่ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ  เขารู้ดีถึงระดับพลังที่ตนโจมตีไปเมื่อครู่  แม้มันจะสามารถทำให้วานรฟ้าปีศาจหิมะบาดเจ็บได้บ้าง  ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่ามันได้ด้วยกำลังเพียงแค่นี้

 

ความคิดหลายอย่างพุ่งวาบขึ้นมาในหัวใจ  หลินซิวหยาสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง  ลมรุนแรงหอบหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาจากแห่งหนใดไม่อาจทราบได้  ครั้นแล้ว  มันพัดพาฝุ่นคลุ้งเบื้องล่างไปจนหมดสิ้น

 

ฝุ่นดินค่อยๆ กระจายหายไป  หลุมขนาดใหญ่หลุมนั้นปรากฏสู่สายตาของทุกผู้คน  หลุมนี้ค่อนข้างลึกไม่น้อย  ทุกคนจึงได้แต่เห็นความมืดระยะหนึ่งและชั้นน้ำแข็งบางๆ ที่กระจายออกไปรอบด้านในหลุมลึกนั้น

 

ดวงตาของหลินซิวหยาจับจ้องมองหลุมลึกที่อยู่ห่างลงไปเขม็ง  สองตาก็พลันเย็นชาขึ้นขณะพบว่ามีแสงสีแดงประหลาดบางๆ กำลังกระจายขึ้นมาจากก้นหลุมนั้น

 

“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง  ระวัง!”  หัวใจของหลินซิวหยาขึ้งเครียดขึ้นมาในขณะส่งเสียงแหลมเตือนออกไป

 

คำเตือนของหลินซิวหยาเป็นเหตุให้สีหน้าของเอี๋ยนเฮ่าและพวกเริ่มจริงจัง  เต๋าชี่พรั่งพรูออกมาจากร่างกายของพวกเขาและเข้าห่อหุ้มทั่วตัว  มองดูพวกเขาจากระยะไกล  ราวกับว่าพวกเขาเป็นกลุ่มแสงหลากสีหลายกลุ่มก็ไม่ปาน  อย่างไรก็ตาม  กลุ่มแสงเหล่านี้กำลังปลดปล่อยแรงกดดันมากมายออกมา

 

เซียวเอี๋ยนที่หลบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดเองก็แปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงผิดปกติในพื้นที่ต่อสู้  สายตาของเขากวาดมองไปทางหลุมดำมืดนั้น  ด้วยพลังจิตสัมผัสอันแหลมคม,  เขาสัมผัสได้เลาๆ ว่ามีสิ่งน่าสะพรึงกลัวอย่างหนึ่งกำลังจะระเบิดตัวออกมา

 

“ระวังตัวหน่อย  พลังของวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนั้นกำลังเพิ่มสูงขึ้น  ดูท่าเรื่องราวคงเป็นไปดังความคาดหมายของข้าแล้ว  สัตว์ตัวนี้คงถูกปลุกสายเลือดบ้าคลั่งของมันขึ้นมาแล้ว  การโอบล้อมของเด็กพวกนั้นกำลังจะล้มเหลวลง”  เสียงเหยาเหลาพลันดังขึ้นในหัวใจของเซียวเอี๋ยน  มีความชอบใจอย่างหนึ่งเจือปนอยู่ในน้ำเสียงของเขา

 

เซียวเอี๋ยนตกใจเมื่อได้ยินเช่นนี้  เขาพลันหัวเราะขื่นออกมาคราหนึ่งและหยุดพูดจา  ทั้งหมดที่ทำก็คือการกดข่มเต๋าชี่ของตนอย่างระมัดระวังและเฝ้าสังเกตุความเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่อสู้ต่อไป

 

ความเงียบดำเนินต่อไปราวสาม-สี่นาที  ยิ่งเวลาผ่านไป  แสงสีแดงประหลาดภายในหลุมลึกก็ยิ่งแรงขึ้น  ท้ายที่สุด  มันแดงขึ้นจนดูเหมือนสีแดงฉานของเลือด  ภาพฉากประหลาดราวภูติผีเช่นนี้เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกอึดอัดแผ่ซ่านขึ้นมาในหัวใจของหลินซิวหยาและพวก  หากมิใช่เพราะความดึงดูดใจใหญ่หลวงของแก่นน้ำนมชุบร่างแล้วล่ะก็  พวกเขาคงจะล่าถอยหนีไปในทันทีแล้ว

 

หานเยวี่ยยืนอยู่บนยอดไม้  นางกำมือที่เปียกรื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยือกแน่น  แม้นางจะอยู่ห่างออกไปไกลจากพื้นที่ต่อสู้  ก็ยังเอาแต่รู้สึกราวกับมีดวงตาดุร้ายโหดเหี้ยมคู่หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยรังสีสังหารคอยจ้องมองนางจากภายในแสงสว่างก้นหลุมอย่างไม่ทราบสาเหตุ  บางทีสัตว์ป่าเถื่อนตัวนั้นซึ่งค่อนข้างจะมีเชาวน์ปัญญาไม่น้อยอาจจะล่วงรู้ว่าหากมิใช่เพราะนางเป็นผู้ค้นพบว่าสถานที่แห่งนี้ได้ซุกซ่อนแก่นน้ำนมชุบร่างเอาไว้,  ปัญหาทั้งหมดนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น

 

“ตูม!”

 

ระหว่างที่หานเยวี่ยกำลังจินตนาการถึงเรื่องราวต่างๆ  เสียงน้ำแข็งถูกเลื่อยตัดระเบิดกระจุยกระจายดังขึ้นจากหลุมลึกนั้น  ติดตามด้วยเสียงที่บังเกิดขึ้น  หัวใจของทุกผู้คนก็เครียดเคร่ง  ทันใดนั้น  ทุกคนมองเห็นแสงสีแดงคลุมเครือพุ่งวูบออกมาจากหลุมนั้น  ความเร็วนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวจนพูดไม่ออกแล้ว  ทุกคนอยู่ในอาการงุนงงในชั่วพริบตากับความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวปานนี้  ทันทีหลังจากนั้น  สีหน้าของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยนรุนแรงแล้ว  ไม่จำเป็นต้องตะโกนบอกกัน  ทุกคนเริ่มหลบหนีกันจ้าละหวั่นราวฝูงกระต่ายตื่นก็ไม่ปาน

 

แสงสีแดงพุ่งไปปรากฏตัวหน้าหลินซิวหยาที่กำลังเร่งหนีทันควันเป็นจุดแรก  อีกฝ่ายไม่เห็นเงาร่างของฝ่ายตรงข้ามด้วยซ้ำในขณะที่สัมผัสได้ถึงลมเย็นยะเยือกที่กำลังกระแทกเข้ามาจากด้านหน้าอย่างรุนแรง,  ราวกับกำลังฉีกทึ้งอากาศออกเป็นชิ้นๆ

 

ขณะที่เขาสัมผัสได้ถึงสายลมแหลมคม  กระบี่ยาวในมือของหลินซิวหยาก็รีบเริงร่ายวาดเป็นตาข่ายลมมากมายเบื้องหน้าตนอย่างเร็วที่สุด  อย่างไรก็ตาม  เมื่อลมเย็นยะเยือกชุดนั้นมาถึง,  ตาข่ายลมรับแรงจู่โจมได้เพียงพริบตาก็ระเบิดขาดพร้อมเสียงดังตูม  ลมเย็นยะเยือกไม่ถูกสกัดกั้นไปได้หมด  มันทะลวงจู่โจมเข้าใส่ร่างของหลินซิวหยาอย่างโหดเหี้ยมราวกับลูกปืนใหญ่จนร่างของเขาปลิวละลิ่วเข้าไปในผืนป่า

 

เพียงกระบวนท่าเดียว  หลินซิวหยาซึ่งเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในท่ามกลางคนเหล่านี้กลับถูกโยนละลิ่วไป  พ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียว  สีหน้าของเอี๋ยนเฮ่าและพวกก็แปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดยิ่งแล้ว

 

หลังจากที่เงาร่างสีแดงเอาชนะหลินซิวหยาได้แล้ว  มันไม่ไล่ตามเอี๋ยนเฮ่าและพวกไป  ตรงกันข้าม  ดวงตาสีแดงก่ำโกรธเกรี้ยวของมันกลับหันตรงไปทางหานเยวี่ยผู้ซึ่งเรือนผมสีเงินงามกำลังปลิวตามแรงลมขณะยืนอยู่บนยอดไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป  เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารดังสะท้อนก้องออกไปจนทั่วทั้งผืนป่า

 

“หานเยวี่ย  หนีเร็วเข้า!”  เอี๋ยนเฮ่าตกใจเมื่อเขาเห็นเป้าหมายของเงาร่างสีแดง  เขาพลันรีบร้องตะโกนออกไป

 

บนยอดไม้,  หานเยวี่ยก็ตระหนักพบว่าเงาร่างสีแดงกำลังพุ่งทะยานเข้ามาหา  ใบหน้าเย็นชาและชวนมองของนางเริ่มซีดขาวขึ้น  อย่างไรก็ตาม  นางมิได้ขาดสติและหลบหนี  นางรู้ดีว่าในเมื่อด้วยความเร็วของหลินซิวหยาก็ยังไม่อาจรับมือกับเจ้าวานรยักษ์ได้แม้กระบวนท่าเดียว,  ดูท่าว่านางก็คงมีแต่จะถูกฆ่าหากหันหลังและวิ่งหนีไป  หากนางใช้กำลังทั้งหมดเข้าต่อสู้, นางก็ยังอาจจะมีความหวังแม้เพียงน้อยนิดที่จะรอดได้

 

สตรีผู้เปี่ยมด้วยไหวพริบมิได้ตัวสั่นเทาเพราะความตื่นตระหนกของตนในเสี้ยววินาทีนี้  นางพยายามอย่างดีที่สุดในอันที่จะค้นหาโอกาสรอดอันน้อยนิดในท่ามกลางสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งความหวัง

 

หานเยวี่ยกำหมัดแน่น  อากาศเย็นยะเยือกสีขาวลอยขึ้นมาจากมือของนางอย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม  ก่อนที่เต๋าชี่จะรวมตัวได้สำเร็จ  แสงสีแดงนั้นก็พุ่งมาถึงแล้ว  ใบหน้าของสัตว์ร้ายที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายปรากฏขึ้นในภาพสะท้อนบนดวงตาคู่งามนั้น

 

“โฮก!”

 

เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารดังก้องไปถึงเส้นขอบฟ้าแล้ว  ลมหนาวเย็นหอบหนึ่งซึ่งแหลมคมยิ่งกว่ายามที่ไล่ล่าหลินซิวหยาเมื่อครู่ฉีกผ่านอากาศเข้ามาอย่างโหดเหี้ยมและกระแทกเข้าใส่หานเยวี่ยซึ่งมีใบหน้าซีดขาวและร่างกายโอนเอนไปราวกับดอกไม้ท่ามกลางพายุดอกหนึ่ง

 

ไม่ไกลออกไปนัก  ความแค้นเคืองพร้อมๆ กับความรู้สึกที่ไม่อาจยอมรับในสถานการณ์เช่นนี้ได้แผ่ซ่านขึ้นมาบนดวงตาของเอี๋ยนเฮ่าและพวกเมื่อพวกเขามองเห็นความเป็นไปทั้งหมด  โชคร้าย  ด้วยพลังที่จำกัด,  พวกเขาไม่อาจทำอันใดได้เลย  พวกเขาได้แต่จ้องมองดอกบัวหิมะงดงามเย็นชาชวนหลงใหลดอกหนึ่งร่วงหล่นลงสู่คราวเคราะห์ร้ายสุดประมาณ

 

เผชิญกับการจู่โจมแทบประดาตายเช่นนี้,  หานเยวี่ยเองก็ยอมแพ้แล้ว  นางหลับตาแสนงามลงและความเศร้าประหนึ่งว่าใจจะขาดอย่างหนึ่งก็แผ่ซ่านขึ้นบนใบหน้าเย็นชาทว่าช่างดึงดูดใจนั้น

 

“ชี่!”

 

ลมหนาวเย็นแหลมคมมิได้หยุดลงแม้เพียงน้อยเพราะภาพความเศร้าและความสะเทือนใจฉากนี้  มันยังคงเหวี่ยงตัวอย่างโหดเหี้ยมเข้าใส่หานเยวี่ย  อย่างไรก็ตาม  ชั่วขณะที่ลมหอบนั้นกำลังจะกระแทกเข้าใส่ศีรษะของหานเยวี่ยนั่นเอง, เงาร่างสีดำสายหนึ่งพร้อมเสียงฝุบทุ้มต่ำของสายฟ้าก็พลันพุ่งผ่านมา  ขณะที่เงาร่างสีดำนั้นพุ่งผ่านมา,  ลมแหลมคมดุร้ายนั้นกลับชกลงใส่อากาศเปล่าๆ  หานเยวี่ยที่ควรจะถูกทุบจนตายในฝ่ามือเดียวก็พลันหายตัวไปในพริบตาแล้ว

 

เอี๋ยนเฮ่าและพวกที่อยู่ไม่ไกลออกไปพากันตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่พลิกผันคาดไม่ถึงในฉับพลันนี้  ทันใดนั้น  พวกเขารีบหันตามไป  เพียงเพื่อจะได้เห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งวูบไปและปรากฏขึ้นบนยอดไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร  หานเยวี่ยกำลังนอนระทวยอยู่ในอ้อมอกของเขาและดูเหมือนกำลังเสียขวัญอย่างหนัก

 

บนยอดไม้  เงาร่างสีดำก้มศีรษะลงจ้องมองใบหน้าที่เคยเย็นชาชวนมองซึ่งกำลังซบอยู่แนบอกของเขา  อย่างไรก็ตาม  ใบหน้างดงามของนางบัดนี้ดูน่ารักจับใจเพราะความซีดเซียว  แม้มือของเขาจะรู้สึกดียิ่งขณะกระหวัดอยู่รอบเอวงดงามนั้น  เขาก็ได้แต่พยุงร่างของนางไว้เพราะสายตาหลายคู่ที่กำลังสังเกตุพวกเขาอยู่จากที่ไม่ไกลออกไป  เขาเอ่ยถามขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ  “ศิษย์พี่หานเยวี่ย  ท่านไม่เป็นไรนะ?”

 

เพียงเมื่อได้ยินเสียงนี้เท่านั้น  ขนตาที่ปิดสนิทอยู่ของหานเยวี่ยจึงขยับขึ้นมาเล็กน้อย  นางพลันลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ  เมื่อสายตาของนางทิ้งลงบนใบหน้าหล่อเหลาและอ่อนเยาว์เบื้องหน้าแล้วเท่านั้น  นางก็พลันตกตะลึงพรึงเพริดแล้ว  ในที่สุดเสียงตะกุกตะกักไม่อยากเชื่อถือก็พลันลอดออกมาจากริมฝีปากจิ้มลิ้มนุ่มนวลแดงเรื่อนั้น

 

“เจ้า... เจ้า... เซียวเอี๋ยน?”

Comment

Comment:

Tweet

55555+kiss

#2 By เฒ่าทารก on 2017-09-06 21:31

 ขอบคุณครับ

กลับมาปักธงสาวๆ ซักที tongue-out

#1 By ตี๋ on 2017-09-06 17:42