ด้วยความช่วยเหลือจากพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งที่คอยสกัดกั้นเจ้าวานรยักษ์เอาไว้  เซียวเอี๋ยนจึงรุดเข้าไปในหุบเขาได้สำเร็จ  ได้ยินเสียงระเบิดทั้งดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาดที่ด้านนอกหุบเขา,  ร่างของเขาก็หยุดลงชั่วขณะ  เขาหันศีรษะกลับไปจ้องมองหุบเขาด้านนอก  เพียงเพื่อจะพบเข้ากับท้องฟ้าที่แทบจะถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีรุ้งทั้งผืน  ร่างมหึมาของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งมองเห็นได้เลาๆ ภายในแสงสว่างซึ่งปล่อยความรู้สึกกดดันมหาศาลออกมา  ภายใต้แรงกดดันนั้น  อากาศเย็นยะเยือกสีขาวราวหิมะที่แข็งแกร่งไม่แพ้กันอีกชุดหนึ่งก็ปกคลุมอยู่ครึ่งฟ้า  ลมกรรโชกหนาวเย็นจนทำให้เซียวเอี๋ยนซึ่งอยู่ด้านในหุบเขาแล้วเผลอตัวสั่นเทาขึ้นมา

 

“ใจเย็นๆ  อาจจะมีความยากอยู่บ้าง,  หากพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งคิดจะฆ่าวานรยักษ์ตัวนี้  ทว่าหากต้องการเหนี่ยวรั้งมันไว้  ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใด  เจ้าควรรีบเข้าไปค้นหาแก่นน้ำนมชุบร่างนั้นโดยเร็ว”  เหยาเหลาดูเหมือนจะรู้ดีถึงความกังวลในหัวใจของเซียวเอี๋ยนขณะปลอบโยนออกไป

 

“ตกลง”  เซียวเอี๋ยนพยักหน้า  เขาไม่ลังเลอีกต่อไป  เขารีบหันกลับไปมองหุบเขาดำมืดนั้น  สองคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อยขณะถูนิ้วเบาๆ  เปลวไฟสีครามสอง-สามริ้วพุ่งออกมาจากปลายนิ้วก่อนที่จะกระจัดกระจายออกไปรอบด้านกลางอากาศ  ราวกับตะเกียงมากมาย  แสงสว่างจากเปลวไฟสาดส่องลงไปและค่อยๆ ขับไล่ความมืดมิดออกไปจากหุบเขา

 

อาศัยแสงจากเปลวไฟ,  เซียวเอี๋ยนพบว่าขนาดของหุบเขานี้ค่อนข้างกว้างใหญ่  ต้นไม้ต่างๆ เติบโตไปทุกแห่งหนในหุบเขาและมีเศษซากปรักหักพังอยู่ทั่วไปหมด  อย่างไรก็ตาม  กลับไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีกเลย  เห็นได้ชัด  พวกมันล้วนถูกวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนั้นขับไล่ไปจนสิ้น

 

“สภาพแวดล้อมภายในหุบเขานี้ค่อนข้างซับซ้อน  คงต้องใช้เวลาอยู่บ้างเพื่อที่จะค้นหาแก่นน้ำนมชุบร่าง”  เซียวเอี๋ยนพึมพำ  เขากระพือปีกหมอกม่วงบนแผ่นหลังขณะร่างกายลอยตัวอยู่กลางอากาศ  เปลวไฟสีครามริ้วเล็กๆ เหล่านั้นเคลื่อนตัวตามเขาไป  ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบกายราวกับผู้คุ้มกันกลุ่มหนึ่งก็ไม่ปาน

 

เซียวเอี๋ยนบินช้าลงขณะค่อยๆ รุดตัวลึกเข้าไปด้านในหุบเขา  พื้นที่ตามทางเงียบสงัดและไม่มีเสียงเคลื่อนไหวอื่นใดแม้แต่น้อย  อาศัยแสงไฟนั้น  เขาสามารถมองเห็นบริเวณที่มีซากโครงกระดูกขาวโพลน  ภาพฉากแห่งความตายเช่นนี้เป็นเหตุให้ผู้คนต้องขนลุกกระดูกตั้งกันทั่วแล้ว

 

“ดูเหมือนจะมีผู้คนแล้วไม่น้อยที่ต้องการแก่นน้ำนมชุบร่างนี้  กระทั่งสัตว์เทพบางตัวก็ยังคิดจะฉกมันไป”  เซียวเอี๋ยนเผลอทอดถอนใจออกมาขณะเอ่ยเบาๆ เมื่อเห็นกระดูกชิ้นใหญ่หลายชิ้นที่มิใช่ของมนุษย์อย่างแน่นอน

 

“ฤทธิ์ของแก่นน้ำนมชุบร่างในการชะล้างและกลั่นกระดูกของผู้คนนั้นดึงดูดพวกสัตว์เทพมากมายกว่ามนุษย์หลายเท่านัก  หากสัตว์ป่าตัวหนึ่งได้เจ้าสิ่งนี้ไป  อนาคตข้างหน้า,  มันจะสามารถฝึกจนกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ง่ายขึ้นมาก”  เหยาเหลาอธิบายเบาๆ

 

เซียวเอี๋ยนพยักหน้าน้อยๆ  เขาพลันหวนนึกถึงสิงห์บินสีอาเมทิสต์ที่เคยพบในเทือกเขาสัตว์เทพแห่งจักรวรรดิเจียหม่าในกาลก่อน  ในเวลานั้น  เจ้าตัวนั้นเคยเสนอ “ยาแปลงร่าง” เป็นข้อแลกเปลี่ยนกับผลึกวิญญาณสีอาเมทิสต์ในขณะที่อวิ๋นอวิ๋นต้องการแลกเปลี่ยนกับอีกฝ่าย  บัดนี้เซียวเอี๋ยนมิใช่นักแปรธาตุอ่อนหัดเฉกเช่นแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว  บนถนนแห่งนักแปรธาตุ  เขาได้ก้าวเข้ามาถึงระดับที่มีความมั่นคงในเส้นทางของตน  ธรรมดาแล้ว,  เขาย่อมมีความเข้าใจในคุณค่าของ “ยาแปลงร่าง” ได้ชัดเจนกว่าเก่า  ในขณะเดียวกัน  เขาก็เข้าใจว่าสัตว์เทพตัวหนึ่งจะหนีพ้นไปจากร่างสัตว์ของตนได้ยากเย็นเพียงใด

 

ความเร็วในการบินของเซียวเอี๋ยนหยุดลงกะทันหันเมื่อชื่อๆ นั้นโผล่พรวดขึ้นมาในใจ  เขาเม้มปากแน่นเมื่อใบหน้างดงามสง่านั้นลอยขึ้นมาจากก้นบึ้งส่วนลึกในความทรงจำของตน  ดวงตาสงบนิ่งราวสายน้ำคู่นั้นยังคงเต็มไปด้วยความสูงส่งในฐานะประมุขของพรรคที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิเจียหม่าอีกด้วย

 

“อวิ๋นจื่อ...  อวิ๋นอวิ๋น...”  เซียวเอี๋ยนพึมพำชื่อสองชื่อที่สร้างความรู้สึกแตกต่างแก่เขาอย่างสิ้นเชิง  อย่างไรก็ตาม  เขาเยาะหยันตนโดยการใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดสะบัดศีรษะ  สลัดความรู้สึกภายในหัวใจทิ้งไป  บัดนี้พวกเขาทั้งสองต่างยืนอยู่คนละข้างเพราะความสัมพันธ์ที่แตกต่างมากมาย  นางเป็นประมุขแห่งพรรคเมฆครามและเป็นไปไม่ได้ที่นางจะเปลี่ยนแปลงเพื่อเขา  อีกด้านหนึ่ง  เขาก็มีข้อบาดหมางกับพรรคเมฆครามจนไม่อาจลอมชอมกันได้  ด้วยบุคลิกของเขา,  เขาคงลังเลที่จะโยนฐานะของนางทิ้งไปในยามที่ต้องเผชิญหน้ากัน  ดังนั้น  เมื่อเขากลับไปยังจักรวรรดิเจียหม่าครั้งหน้า,  พวกเขาอาจจะ... ลงเอยด้วยการหันอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน

 

เซียวเอี๋ยนลูบไล้ใบหน้าของตนและปัดรอยยิ้มเยาะหยันตนเองบนมุมปากทิ้งไป  ร่างที่กำลังบินอยู่ก็พลันหยุดชะงักลง  ไม่ไกลจากเขาออกไปข้างหน้าเป็นทางตันของหุบเขา  อาศัยแสงสว่างจากเปลวไฟ  เขาเห็นถ้ำมืดมิดแห่งหนึ่งตรงสุดทางนั้น

 

“ที่นี่?”  เซียวเอี๋ยนพึมพำขณะขยับปีกเบาๆ  ร่างกายของเขาจึงบินต่ำลงไป  ครู่ต่อมา  ร่างของเขาดิ่งลงยืนบนหินใหญ่ก้อนหนึ่งใกล้ๆ ปากถ้ำอย่างคล่องแคล่ว

 

เซียวเอี๋ยนสูดกลิ่นอากาศที่ไหลออกมาจากในถ้ำเบาๆ  มีกลิ่นของสัตว์ดุร้ายที่เหมือนกลิ่นบนร่างของวานรฟ้าปีศาจหิมะนั้นจางๆ

 

“ที่นี่น่าจะเป็นรังนอนของเจ้าวานรฟ้าปีศาจหิมะ  ในเมื่อมันเห็นว่าแก่นน้ำนมชุบร่างมีความสำคัญปานนั้น  มันก็น่าจะอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับของสิ่งนั้น...”  ความคิดหนึ่งพุ่งวาบขึ้นมาในหัวใจ  เขาโบกมือคราหนึ่ง    ไฟสีครามริ้วหนึ่งที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบตัวเขาก็พลันพุ่งยิงเข้าไปในถ้ำ  มันกระแทกเข้าไปทั่วทุกบริเวณอย่างสุ่มๆ ก่อนที่เซียวเอี๋ยนจะมั่นใจว่าไม่มีกับดักอะไรซุกซ่อนอยู่จึงยกสองเท้าก้าวเข้าไป

 

ขนาดของถ้ำค่อนข้างกว้างใหญ่  ไม่เช่นนั้น  ก็คงยากที่จะเพียงพอให้วานรฟ้าปีศาจหิมะอาศัยอยู่ในนี้  เพดานถ้ำอยู่สูงขึ้นไปอย่างน้อยสิบเมตร  เศษหินกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งภายในถ้ำ  ขนขาวๆ มองเห็นได้ทุกแห่ง  ฝีเท้าของเซียวเอี๋ยนเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วขณะเดินเข้าไปในถ้ำ  ครู่ต่อมา  เขามีใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยเมื่อหยุดยืนอยู่หน้ากำแพงหลังของถ้ำ  เขาพึมพำเสียงเบา  “อย่าบอกข้านะว่าแก่นน้ำนมชุบร่างไม่ได้อยู่ในนี้?”

 

เซียวเอี๋ยนมีใบหน้าบึ้งตึงขณะกวาดตามองทั่ว  ทันใดนั้น  สายตาพลันหยุดลงตรงมุมผนังถ้ำด้านหนึ่ง  ผืนดินขนาดใหญ่จมตัวลงไปในบริเวณนั้น  บริเวณที่จมลงไปมีขนสีขาวเต็มไปหมดและมีรอยเท้าขนาดใหญ่มากมายกว่าทุกแห่ง  เซียวเอี๋ยนเดินตรงไป  คุกเข่าลงกับพื้นและสังเกตุบริเวณนั้นอย่างระมัดระวัง  เขาพบว่านี่ดูเหมือนจะเป็นจุดพักผ่อนของวานรฟ้าปีศาจหิมะ  บริเวณที่จมลงไปนี้ดูเหมือนเกิดจากแรงกดของร่างกายอันใหญ่โตมโหฬารของอีกฝ่าย

 

เซียวเอี๋ยนไม่พบร่องรอยประหลาดใดๆ อีกและเผลอส่ายศีรษะอย่างผิดหวัง  เขากำลังจะลุกขึ้นยืนเมื่อหัวใจพลันขยับ  แขนเสื้อสะบัดออกไปตรงบริเวณที่มีขนขาวปกคลุมอยู่กองหนึ่ง  ทันใดนั้น  ลมหอบหนึ่งปรากฏขึ้นและพัดพาเอาขนขาวทั้งหมดปลิดปลิวไป

 

ทรายชั้นหนึ่งปรากฏตัวขึ้นใต้ขนเหล่านั้น  อย่างไรก็ตาม  สีของทรายกองนี้ดูเข้มกว่าบริเวณอื่น  ลักษณะเช่นนี้ราวกับว่ามันถูกพลิกหงายขึ้นมา

 

เซียวเอี๋ยนหรี่ตาและค่อยๆ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง  เขาห่อมือเล็กน้อยและพลันกำแน่นเข้า  พลังดูดแข็งแกร่งสายหนึ่งแผ่พุ่งออกไป  ติดตามด้วยพลังดูดสายนี้  ทรายที่กระจายตัวอยู่ก็พลันพุ่งตัวขึ้นมาอย่างแรง  ในที่สุด  มันจับตัวเป็นก้อนลูกทรายทรงกลมขนาดราวสิบนิ้วในมือเขา

 

เซียวเอี๋ยนโยนลูกทรายทิ้งไปข้างๆ อย่างลวกๆ  เขาดูดเอาทรายเหล่านั้นออกไปอีกสอง-สามหนเช่นนี้  เป็นครู่หนึ่งก่อนที่ทรายทั้งหมดจะถูกดูดไปจนหมด  หลุมสีดำมืดหลุมหนึ่งบนพื้นจึงปรากฏขึ้นสู่สายตา

 

หลุมนี้ยังกว้างออกไปได้อีก  ทว่าเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับขนาดของเซียวเอี๋ยนแล้ว  เขายิ้มออกมาและปัดมือก่อนที่จะโบกมัน  ไฟสีครามที่ลอยอยู่รอบตัวเขาพุ่งเข้าไปในหลุม  เมื่อเขาขยับศีรษะเข้าไปดู  อุโมงค์ใต้หลุมนั้นกว้างใหญ่กว่าที่เขาคาดการณ์ไว้นัก  เขาส่งเสียงหัวเราะออกมาก่อนที่จะกระโจนลงไป  ครั้นแล้ว  เขารุดหน้าเข้าไปตามอุโมงค์ที่คดเคี้ยวใต้ดินแห่งนี้อย่างรวดเร็ว

 

เซียวเอี๋ยนระมัดระวังตัวอย่างยิ่งและเรียกเปลวไฟสีครามออกมาจนถึงขีดสุด  เขากังวลว่าจะมีอันตรายใดๆ แฝงซ่อนอยู่ในอุโมงค์สายนี้  เปลวไฟยี่สิบกว่ากลุ่มกำลังรายล้อมรอบตัวเขา  พวกมันลอยอยู่ข้างหน้าเขา  ค้นหาอันตรายใดๆ

 

อุโมงค์นี้คดเคี้ยวยิ่งนัก  ทว่าเซียวเอี๋ยนยังพอรู้สึกได้ว่าเขากำลังเคลื่อนลึกลงไปใต้ดินช้าๆ

 

เซียวเอี๋ยนเดินอยู่ราวสิบกว่านาทีภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงัด  เขาพลันพบว่ามีแสงสว่างสีขาวเล็กๆ อยู่ตรงสุดปลายอุโมงค์นั้น  เขารู้สึกดีใจขึ้นมาทันที  ขณะเคลื่อนใกล้เข้าไป  แสงสีขาวนั้นก็ค่อยใหญ่ขึ้นจนในที่สุดกลายเป็นทางเข้าถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยแสงสีขาว

 

เซียวเอี๋ยนสูดลมหายใจลึกคำหนึ่งเข้าปอดขณะยืนอยู่ตรงปากอุโมงค์ก่อนที่ขาข้างหนึ่งจะก้าวเข้าไป

 

ขณะที่สองเท้าก้าวพ้นออกมาจากอุโมงค์อันมืดมิด  เซียวเอี๋ยนพลันรู้สึกว่าบริเวณโดยรอบสว่างจ้า  สายตาของเขาเริ่มกวาดมองไปรอบเมื่อเริ่มคุ้นชินกับแสงสว่างนี้แล้ว  ความตกใจเผลอทาบทับขึ้นมาบนใบหน้าเมื่อได้เห็นสิ่งแวดล้อมรอบด้าน

 

สถานที่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานี้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยหินย้อย  เพียงชำเลืองมองคราวเดียว  หินย้อยสีนวลขึ้นย้อยปกคลุมทั่วบริเวณไปจนสุดสายตา  สาดส่องแสงสว่างสีขาวนวลออกมา  ขับไล่ความมืดมิดออกไปจนหมดสิ้น  หินย้อยงอกอยู่ทุกหนแห่ง  บางส่วนบนเพดานสูงเหนือศีรษะขึ้นไปร่วมร้อยเมตรก็ยังมีหินงอกย้อยลงมา  เพียงชำเลืองมองคราวเดียว  โดมเขานี้ปกคลุมเต็มไปด้วยหินย้อยมากมายตระการตา  บางครั้งบางครา  มีของเหลวผสมสีขาวหยดลงมาเป็นระยะ  เกิดเป็นรอยกระเซ็นสีขาวราวดอกไม้แต้มอยู่บนพื้น

 

“โลกใต้พิภพที่งดงามอะไรเช่นนี้...”  ผ่านไปครู่ใหญ่  เซียวเอี๋ยนจึงค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา  เขาทำเสียงดูดปากด้วยความประหลาดใจก่อนที่จะพูดออกมาพร้อมยิ้มเจื่อน  “แก่นน้ำนมชุบร่างอยู่ที่นี่หรือ?  พวกเราจะหามันพบได้อย่างไร?  มีหินงอกหินย้อยขึ้นเต็มไปหมดทุกหนแห่ง”

 

“มุ่งหน้าไปยังบริเวณที่มีไอดินเข้มข้นที่สุดรวมตัวกันอยู่”  ร่างของเหยาเหลาลอยออกมาจากแหวนสีดำ  ปลายนิ้วชี้ไปทางซ้ายมือและกล่าว  “ทางนั้น”  ครั้นกล่าวจบ  เขานำหน้าหมุนร่างและพุ่งตัวไปยังทิศทางที่ปลายนิ้วของเขาชี้ไป  เซียวเอี๋ยนรีบติดตามหลังไปอย่างรวดเร็ว

 

คนทั้งสองทะยานตัวผ่านโลกแห่งหินย้อยนี้ไปอยู่เกือบสิบนาทีก่อนที่เหยาเหลาจะหยุดฝีเท้าลง  เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองหินย้อยขนาดมหึมายากจะหาใดเทียมเบื้องหน้าและอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอุทานออกมาคำหนึ่งทั้งๆ ที่เป็นผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์มากมาย

 

หินย้อยตรงหน้าเขานี้งอกย้อยลงมาจากยอดโดมเขาและห้อยดิ่งตรงลงมา  ขนาดอันใหญ่โตของมันอย่างน้อยคงยาวกว่าร้อยเมตร  และเส้นผ่าศูนย์กลางของมันอย่างน้อยคงต้องใช้คนถึงสองคนโอบล้อม  แสงสีขาวนวลระยิบระยับอยู่ทั่วตัว  ส่งผลให้มันดูราวกับเสาแก้วผลึกแท่งหนึ่ง  หินย้อยต้นนี้ต้องเป็นหินย้อยที่ใหญ่ที่สุดในโลกใต้พิภพนี้อย่างไม่ต้องสงสัย  ขนาดเช่นนี้ช่างดูราวกับจักรพรรดิในท่ามกลางหินงอกหินย้อยทั้งหลาย  กำลังรับการสักการะบูชาจากหินย้อยนับไม่ถ้วนที่รายล้อมอยู่

 

สายตาของเซียวเอี๋ยนค่อยๆ เลื่อนลงมา  ใต้หินย้อยก้อนนี้มีหินสีเขียวขนาดมหึมาก้อนหนึ่ง  กว่าครึ่งของหินเขียวก้อนนี้ฝังอยู่ใต้ดิน  ในขณะนี้  มีรอยบากรอยหนึ่งที่กว้างไม่ถึงฟุตดีอยู่บนยอดหินสีเขียวนั้น  รอยบากนี้ให้บังเอิญอยู่ตรงกันพอดีกับส่วนปลายของหินย้อยข้างบน  ของเหลวสีขาวข้นราวน้ำนมหนาราวสองนิ้วขังเต็มอยู่ในรอยบากนั้น  ส่วนบนของของเหลวเข้มข้นนั้นมีหมอกสีขาวบางๆ ลอยเรี่ยอยู่  หมอกขาวนี้ค่อนข้างประหลาด  ไม่ว่ามันจะลอยเรี่ยอยู่อย่างไร มันก็ไม่เคยกระจายหายไป  เซียวเอี๋ยนสูดลมหายใจคำหนึ่ง  กระดูกทั่วร่างของเขาก็เต็มไปด้วยความด้านชาและความรู้สึกประหลาดยิ่งในขณะนี้

 

สายตาของเซียวเอี๋ยนจ้องมองของเหลวสีน้ำนมในรอยบากเขม็ง  ลำคอของเขาก็เผลอกลอกกลิ้งขึ้นมาแล้ว  ความตื่นเต้นแผ่ซ่านขึ้นมาบนใบหน้า  ในหัวใจ  เขารู้ดีว่าแก่นน้ำนมชุบร่างที่เขาเฝ้าค้นหามาเสียตั้งนานก็ไม่สำเร็จ  ในที่สุด  บัดนี้ก็ปรากฏอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว

Comment

Comment:

Tweet

โอ้ว ดูเป็นอาหารตาก็พอ คริๆๆๆ แอบดีใจเล็กน้อย แปลชื่อพระเอกถูกล่วย กร๊ากๆๆๆ เห่อมาก ป่าวปุกาดไปทั่วบ้าน เพราะตอนแปลไม่ได้ไปหาศัพท์ต้นฉบับเลย ........... kiss

#6 By เฒ่าทารก on 2017-09-11 11:50

Desolaate Era สนุกมากครับ ไม่ฮาเร็ม ตัวเอกเก่งแบบสมเหตุสมผล ไม่รู้สึกขัด

ว่าแต่อิจฉาคนดูอะนิเมะจัง อยากฟังภาษาจีนรู้เรื่องแบบนี้บ้าง จะได้ไปจีบอาหมวย 555+

#5 By ตี๋ on 2017-09-10 23:00

? ?อ้วๆๆ หากมีเวลาจะตามไปติ่งคร่ะ  (https //thaidesolateera.wordpress.com/  เนี่ย)

 

ตอนนี้ดูเวอร์ชั่นอะนิเมะอยู่ แต่ว่ามีตอนมาปล่อยแบบลุ่มๆ ดอนๆ แอบเซ็งเล็กน้อย

ได้เห็นจินตนาการออกมาเปงรูปเปงร่างเนาะ แต่เนื้อเรื่องมีเปลี่ยนไปเหมือนกันkiss

https://www.youtube.com/watch?v=8HEnfsqMQXc

#4 By เฒ่าทารก on 2017-09-10 19:34

ตอนแรกนึกว่าหนังของเรื่อง https://thaidesolateera.wordpress.com/ ซะอีก บรรยากาศได้มากๆ เลย

 

ยังไม่อินกับคนที่แสดงเป็นเซียวเซวียนเอ๋อเท่าไหร่ เดี๋ยวรอดูการแสดงก่อน อยากให้แสดงได้อารมณ์แบบที่เฉินอวี้เหลียนแสดงเป็นเซียวเล่งนึ่ง

https://f.ptcdn.info/256/009/000/1378227551-2-o.jpg

(บุคลิกของตัวละครนะ ไม่ได้หมายถึงหน้าตา)

#3 By ตี๋ on 2017-09-10 18:27

อา................ ฟินกับ Trailer ไป
https://www.youtube.com/watch?v=p9qB-OOvgUc

#2 By เฒ่าทารก on 2017-09-10 13:33

ขอบคุณครับ

แบ่งแก่นน้ำนมชุบร่างให้งูสีรุ้งกินด้วยสิ จะได้คุยกันได้

#1 By ตี๋ on 2017-09-09 21:34