ระหว่างที่เซียวเอี๋ยนกำลังใจลอย  หมอกขาวบางๆ สายหนึ่งพลันกระจายออกมาจากปลายหินย้อยมหึมาก้อนนั้น  แสงสว่างที่ปลายหินย้อยก็ค่อยๆ เข้มขึ้น  ขณะที่แสงสว่างกระจายตัวออกมา  ของเหลวข้นหยดหนึ่งซึ่งดูราวกับแสงจุดหนึ่งก็พลันรวมตัวและก่อรูปขึ้น  ของเหลวหยดนี้แกว่งไกวอยู่ตรงปลายหินย้อยนั้น  ในที่สุดจึงหลุดออกมาจากหินย้อยและร่วงลงมาตามอากาศก่อนที่จะกระแทกลงไปในรอยบากเหนือหินใหญ่สีเขียวก้อนนั้นเบาๆ 

 

ของเหลวจากหินย้อยกระแทกลงมา  เป็นเหตุให้ผิวของเหลวสีขาวข้นที่ลึกเพียงสองนิ้วบังเกิดระลอกริ้วหนึ่งกระเพื่อมไหว  อย่างไรก็ตาม  ไม่มีของเหลวแม้เพียงหยดเดียวกระฉอกขึ้นมา...

 

เซียวเอี๋ยนจ้องมองของเหลวสีน้ำนมที่กำลังกระเพื่อมอยู่ในรอยบากสีเขียวเข้มราวชามเล็กๆ ใบหนึ่งนั้น  เขาพลันบังเกิดความเข้าใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง  รอยบากบนหินสีเขียวก้อนนี้คงเกิดจากการกัดกร่อนของของเหลวที่หยดลงมาจากหินย้อย  มือของเซียวเอี๋ยนลูบไล้หินสีเขียวและรู้สึกถึงความแน่นหนาของมันก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอีกคราหนึ่ง  เพื่อที่จะกัดกร่อนจนเกิดรอยบากเข้าไปในเนื้อหินสีเขียวก้อนนี้ได้ด้วยเพียงอาศัยกำลังจากน้ำที่หยดลงมา  ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กันหนอ?  นี่ช่างสมดังคำที่ว่าน้ำเซาะหิน

 

“หากข้าจำไม่ผิด  ของเหลวนี้ดูเหมือนจะต้องใช้เวลาราวหนึ่งปีเพื่อที่จะสร้างน้ำหยดหนึ่งขึ้นมาได้  ข้าสงสัยเสียจริงว่ามันต้องใช้เวลากี่ปีกัน  ก่อนที่หลุมเล็กๆ นี้จะเต็มขึ้นมา”  เหยาเหลาทอดถอนใจเบาๆ อยู่ด้านข้างขณะเอ่ย  ด้วยประสบการณ์ของเขา,  เขายังอดไม่ได้ที่จะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในขณะนี้

 

เซียวเอี๋ยนพลันเข้าใจขึ้นมาในทันทีเมื่อได้ยินเช่นนี้  หนึ่งปีหนึ่งหยด  คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าของเหลวที่แสนเรียบง่ายหยดเมื่อครู่ กลับต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเพื่อก่อตัวขึ้นมาเป็นพลังงานอันบริสุทธิ์  ธรรมชาติช่างลึกลับจนไม่อาจจะเทียบเทียมได้โดยแท้

 

“อาจารย์  นี่คงจะเป็นแก่นน้ำนมชุบร่างที่ว่าใช่หรือไม่?”  ดวงตาของเซียวเอี๋ยนจ้องมองของเหลวในรอยบากตรงๆ ขณะหัวเราะและเอ่ยถามออกมา

 

“ใช่แล้ว”  เหยาเหลาเพียงชำเลืองมองของเหลวที่กำลังกระจายหมอกสีขาวประหลาดออกมาลวกๆ และพยักหน้า

 

เซียวเอี๋ยนไม่ลังเลอีกต่อไปเมื่อเห็นว่าแม้แต่เหยาเหลาก็ยังพยักหน้า  เขารีบล้วงขวดหยกใบหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บของและถ่ายเทแก่นน้ำนมชุบร่างเข้าไปในนั้นอย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม  เสียงเหยาเหลาพลันดังขึ้นที่ด้านข้าง  มันเป็นเหตุให้เขาต้องตกตะลึงหยุดการกระทำในมือ

 

“ของสิ่งนี้ก็อาจจะนับว่าล้ำค่า  ทว่ามันมิใช่ตัวหลัก  ยังมีสมบัติวิเศษอย่างหนึ่งซึ่งล้ำค่าและหายากยิ่งกว่าอยู่ในสถานที่แห่งนี้”  เหยาเหลาไพล่สองมือไว้ข้างหลังขณะกล่าวพร้อมอมยิ้ม

 

“ยังมีบางสิ่งที่หายากยิ่งกว่านี้อีกหรือ?”  เซียวเอี๋ยนตกใจ  ใบหน้าเซ่อซ่าเต็มที่

 

“หากเป็นคนทั่วไปเมื่อได้มาพบแก่นน้ำนมชุบร่างนี้  พวกเขาก็คงจะเหมือนเจ้า  คิดว่าของเหลวที่หยดลงมานี้ก็คือแกนสารสำคัญนั้น  อย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่รู้ว่าตนได้ละทิ้งสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดไปแล้ว”  เหยาเหลาเอ่ยด้วยท่าทางหยอกล้อ

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มเขินอายอย่างไม่อาจจะปฏิเสธคำเอ่ยอ้างของเขาได้  เขาคิดจริงๆ ว่าของเหลวสีขาวน้ำนมในรอยบากนั้นก็คือของที่หายากที่สุดนั้นแล้ว  ไม่คิดว่ายังมีสิ่งอื่นที่ล้ำค่ายิ่งกว่าแก่นน้ำนมชุบร่างนี้อีก

 

“ตามข้ามา”  เหลาเหลาเงยหน้าขึ้นจ้องมองหินย้อยมหึมาที่เกาะอยู่บนโดมเขา  ทันใดนั้น  เขาโบกมือให้แก่เซียวเอี๋ยนก่อนที่ร่างกายจะพลันเลื่อนขึ้นไปบนหินย้อยนั้นช้าๆ

 

เซียวเอี๋ยนตกใจเมื่อได้เห็นการกระทำของเหยาเหลา  เขารีบคลี่ปีกหมอกม่วงออกมาอีกคราหนึ่งและติดตามไปอย่างระวังระไว

 

คนทั้งสองเคลื่อนตัวตามแนวดิ่งของหินย้อยนั้นขึ้นไปราวสอง-สามร้อยเมตร  หลายนาทีต่อมา  พวกเขาบินขึ้นไปถึงส่วนยอดของโดมเขาแล้ว  มองลงไปจากจุดนี้,  หินย้อยเบื้องล่างที่แลดูใหญ่โตเมื่อครู่  กลับดูมีขนาดเหลือเพียงเท่ามดไม่กี่ตัวแล้วในขณะนี้  สายตาของพวกเขากวาดมองไปทุกทิศทาง  พวกเขามองเห็นหินย้อยบางส่วนที่งอกอยู่บนโดมเขาทุกทิศทาง  แสงเรืองอ่อนนำความสว่างให้แก่โลกทั้งใบ

 

เหยาเหลาไม่สนใจหินย้อยรอบด้าน  ตรงกันข้าม  ร่างที่กำลังบินอยู่ของเขาหยุดลงตรงส่วนปลายของหินย้อยที่ใหญ่ที่สุดก้อนนี้  ตรงจุดนั้น  มีแสงสว่างเรืองรองบางๆ กำลังทะลุออกมาจากหินย้อย  สาดส่องอยู่บนหินย้อยนั้นจนมันดูราวกับผลึกโปร่งแสงต้นหนึ่ง  ส่งผลให้มันแลดูงดงามเป็นที่สุด

 

เซียวเอี๋ยนเองก็ขยับปีกเข้ามาที่บริเวณนี้  เขาเห็นสายตาของเหยาเหลาและมองตามไป  อย่างไรก็ตาม  เขาไม่พบความผิดปกติอันใด  ริมฝีปากของเขาพึมพำอยู่สอง-สามหน  ทว่ามิได้เอ่ยอันใดออกมา

 

“เจ้ามีแท่งหยกสักแท่งหนึ่งหรือไม่?  ใช้แท่งหยกค่อยๆ ขุดเข้าไปที่บริเวณนี้  จำไว้  อย่าใช้แรงมากเกินไปนัก  ไม่เช่นนั้น  เจ้าจะทำลายหินย้อยที่ต้องใช้เวลานับหมื่นปีจึงงอกเงยขึ้นมาเช่นนี้ได้”  เหยาเหลาวาดนิ้วไปบนอากาศข้างหน้าหินย้อย  วงกลมขนาดราวฝ่ามือปรากฏขึ้นตรงปลายหินย้อยนี้  เขาสังเกตุร่องรอยนี้อยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปทางเซียวเอี๋ยนและเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางจริงจัง

 

แม้หัวใจของเซียวเอี๋ยนจะเต็มไปด้วยความสงสัยหลังจากที่ได้ยินเช่นนี้  เขายังคงพยักหน้า  เขาล้วงแท่งหยกสีเขียวออกมาจากแหวนเก็บของแท่งหนึ่งและใช้เต๋าชี่ห่อหุ้มผิวของมันไว้อีกชั้นหนึ่ง  ครั้นแล้ว  เขาค่อยๆ ตามเข้าไปตรงวงกลมที่เหยาเหลาวาดเอาไว้ด้วยปลายนิ้วตรงบริเวณปลายหินย้อยและตัดเฉือนตามรอยนั้น

 

แท่งหยกดูคมยิ่งเมื่อมันถูกห่อหุ้มด้วยเต๋าชี่  เพียงแค่แตะลงไปเบาๆ  ปลายแหลมของแท่งหยกก็เสียบเข้าไปในหินย้อยที่ดูราวกับผลึกแก้วนั้นหลังจากที่ส่งเสียงดัง ‘ปู้ชี่’ ออกมาแสนเบาคราวหนึ่ง

 

เซียวเอี๋ยนถือแท่งหยกไว้แน่นด้วยมือข้างหนึ่ง  ไม่กล้าปล่อยให้มันสั่นแม้เพียงน้อย  แท่งหยกลากไปตามวงกลมที่เหยาเหลาวาดเอาไว้โดยไม่ผิดพลาด มันค่อยๆ เคลื่อนไป  เสียงชี่ชี่เบาๆ ดังก้องออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนพื้นที่ที่ค่อนข้างสูงไม่น้อย

 

“แคร๊ก...”

 

แท่งหยกในมือตัดผ่านไปจนรอบวง  ทันใดนั้น  ชิ้นส่วนหินย้อยทรงกลมแผ่นหนึ่งก็พลันร่วงลงมาจากฐานของมัน  ดวงตาเซียวเอี๋ยนจับจ้องและสองมือก็รีบยื่นเข้าไปฉวยคว้ามันไว้  เขาเงยหน้าขึ้นมอง  แสงสว่างทรงพลังสายหนึ่งพุ่งออกมาจากเศษหินย้อยชิ้นนั้น  แสงเจิดจ้าแสบตานั้นเป็นเหตุให้เขาต้องรีบหลับตาลง  ปีกบนแผ่นหลังกระพืออย่างรวดเร็วตามปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่ล่าถอยออกไปกว่าสิบเมตรจึงค่อยหยุดลง

 

“เคอะๆ  ทุกอย่างปกติ  ไม่จำเป็นต้องกังวลไป” เสียงเหยาเหลาหัวเราะดังขึ้นข้างกายเมื่อเซียวเอี๋ยนลืมตาขึ้นมา  หัวใจที่ตึงเครียดจึงค่อยผ่อนคลายลง  เขาเงยศีรษะขึ้นจ้องมองบริเวณที่แสงสว่างเข้มข้นพุ่งทะลวงออกมาก่อนที่จะขมวดคิ้วมุ่นและบินใกล้เข้าไปอีกคราหนึ่ง

 

เขาใกล้เข้าไปยังหินย้อยมหึมาก้อนนี้  สายตาของเซียวเอี๋ยนจ้องมองรูกลมที่เขาเพิ่งตัดออกมา  เพียงเพื่อจะต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามีของเหลวหนืดข้นสีมรกตก้อนหนึ่งลอยอยู่ในหินย้อยนั้น  ของเหลวก้อนนี้ดูราวกับมีเชาวน์ปัญญาบางอย่างอยู่  มันไหลอยู่ในหินย้อยนั้นอย่างเชื่องช้าทว่าบริเวณที่มันไหลไปมากลับบังเอิญอยู่ในรัศมีเท่าที่ถูกตัดเป็นวงกลม  มันไม่ออกมานอกบริเวณนั้นหรือทะลักไหลพ้นออกมาจากตรงนั้นเลย

 

แม้เซียวเอี๋ยนจะไม่ค่อยเข้าใจว่าของเหลวหนืดเหนียวสีมรกตนี้คืออะไร  พลังงานอันบริสุทธิ์ที่บรรจุอยู่ในนั้นก็เป็นเหตุให้เซียวเอี๋ยนตกใจแล้ว  พลังงานบริสุทธิ์ชนิดนี้เข้มข้นกว่าแก่นน้ำนมชุบร่างเบื้องล่างนั้นสักสิบเท่าเป็นอย่างน้อย

 

“เจ้านี่คืออะไร?”  เซียวเอี๋ยนกลืนน้ำลายลงคอในขณะที่กำลังรู้สึกว่าลำคอแห้งผาก  ดวงตาของเขาเร่าร้อนขณะจ้องมองกลุ่มของเหลวเหนียวหนืดสีมรกตขณะอ้าปากเอ่ยถาม

 

“นี่ก็คือร่างที่แท้จริงของแก่นน้ำนมชุบร่าง”  เหยาเหลายิ้มแย้มและค่อยๆ บอกเล่าเมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของเซียวเอี๋ยน

 

“ของเหลวข้างล่างนั้นมิใช่หรือ?”  เซียวเอี๋ยนสะดุ้งขณะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่อยากเชื่อ

 

“ของเหลวข้างล่างนั้นก็เป็นแก่นน้ำนมชุบร่างเช่นกัน...  แต่ทว่า  ของพวกนั้นเป็นแค่สิ่งที่ไหลออกมาจากร่างจริงของมันเท่านั้น  พวกมันเป็นเหมือนกับแก่นน้ำนมชุบร่างเจือจางอย่างหนึ่ง  มีหลายคนในทวีปแห่งเต๋าที่รู้เกี่ยวกับเรื่องของแก่นน้ำนมชุบร่าง  ทว่ามีไม่กี่คนที่รู้เกี่ยวกับร่างจริงของแก่นน้ำนมชุบร่างซึ่งซ่อนตัวอยู่ตรงจุดที่หินย้อยเชื่อมต่ออยู่กับผืนโลก”  เหยาเหลาชี้ไปที่หินเขียวข้างล่างและยิ้มแย้มขณะอธิบาย  “นี่บางทีก็อาจจะเป็นการพรางตัวอย่างหนึ่งซึ่งวัตถุวิญญาณแห่งธรรมชาติใช้เพื่อปกป้องตัวมัน  คนทั่วไปมักจะคิดอย่างที่เจ้าคิดเมื่อครู่เมื่อพบมัน  พวกเขาก็จะเอาแก่นน้ำนมชุบร่างข้างล่างนั้นไป  ทว่าท้ายที่สุดก็จะทิ้งสมบัติล้ำค่าที่แท้จริงเอาไว้เบื้องหลัง”  เซียวเอี๋ยนเผลอดูดปากเงียบๆ เมื่อได้ยินคำอธิบายของเหยาเหลา  คิดไม่ถึงโดยแท้ว่าจะมีของจริงกับของปลอมเกี่ยวแก่แก่นน้ำนมชุบร่าง  โลกกว้างใหญ่นี้ช่างเต็มไปด้วยเรื่องราวประหลาดทุกชนิดโดยแท้

 

“เจ้าแก่นน้ำนมชุบร่างที่แท้จริงนี้อ่อนแออย่างยิ่ง  มีเพียงวัตถุที่อ่อนโยนที่สุดเช่นหยกเท่านั้นจึงจะไม่ทำลายมัน  หากเป็นอุปกรณ์ที่ทำจากโลหะทั่วไปแล้วล่ะก็  เจ้าก้อนแก่นน้ำนมชุบร่างที่ต้องใช้เวลากำเนิดขึ้นมาไม่รู้จักกี่ปีก็อาจจะกลายสภาพเป็นของเหลวไร้ประโยชน์ไปในพริบตาที่สัมผัสถูกอุปกรณ์พวกนั้นเลยทีเดียว”  เหยาเหลาย้ำเตือนจริงจัง

 

เซียวเอี๋ยนอึกอักขณะพยักหน้า  เขาปาดเหงื่อเย็นเยือกบนหน้าผากทิ้งไปขณะดีใจเงียบๆ  โชคดีที่เขามีสารานุกรมเคลื่อนที่เช่นเหยาเหลาคอยติดตามอยู่ข้างกาย  ไม่เช่นนั้น  หากเขาอาศัยกำลังตนเพียงลำพัง,  ลืมเกี่ยวแก่เรื่องค้นหาร่างจริงของแก่นน้ำนมชุบร่างไปได้เลย,  แม้หากเขาจะโชคดีค้นพบมัน  ก็คงต้องลงเอยกลับไปมือเปล่าเพราะความสะเพร่าของเขาเป็นแน่

 

“เช่นนั้นพวกเราควรจะทำอย่างไรต่อไปดี?”  เซียวเอี๋ยนจ้องมองของเหลวเหนียวหนืดที่กำลังไหลไปมาช้าๆ อยู่ภายในหินย้อย  เขาไม่กล้าลงมือเองและได้แต่เอ่ยถามออกไปขณะเผชิญหน้าเหยาเหลา

 

“ใช้อุปกรณ์ที่เป็นหยกนำมันออกมา  จำเอาไว้  อย่าใช้มือของเจ้าสัมผัสมัน”  เหยาเหลากล่าว

 

เซียวเอี๋ยนรีบพยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนี้  เขาพลิกและควานหาด้านในแหวนเก็บของอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะพบช้อนหยกคันหนึ่ง  ในฐานะที่เป็นนักแปรธาตุ  หยกเป็นเครื่องบรรจุยาต่างๆ ที่ดีที่สุด  ดังนั้น  จึงมีเครื่องใช้จำพวกหยกแทบทุกชนิดเก็บอยู่ในแหวนเก็บของของเขา

 

เซียวเอี๋ยนยื่นช้อนหยกเข้าไปในหินย้อยนั้นอย่างระมัดระวัง  เขาบิดข้อมืออย่างคล่องแคล่ว  หลังจากที่สอดมือเข้าๆ ออกๆ อยู่สองสามหน  แก่นน้ำนมชุบร่างครึ่งค่อนใหญ่ก็ถูกตักออกมา  ชั่วขณะที่เขาเตรียมจะตักของเหลวสีมรกตทั้งหมดออกมานั่นเอง  เหยาเหลาก็พลันพูดขึ้น  “เหลือบางอย่างเอาไว้เสมอ  นี่เป็นกฎที่ไม่มีลายลักษณ์อักษรในโลกของนักแปรธาตุ  คนผู้หนึ่งไม่อาจทำลายรากเหง้าเมื่อค้นพบสมบัติแห่งธรรมชาติอย่างหนึ่ง  เป็นการยากลำบากเพียงใดกว่าแก่นน้ำนมชุบร่างนี้จะก่อกำเนิดขึ้นมา  หากเจ้าเอาไปเสียหมด  ก็ดูเหมือนว่าหินย้อยซึ่งใช้เวลาก่อเกิดขึ้นมานับหมื่นๆ ปีคงจะต้องค่อยๆ แตกทะลายลงไป  ดังนั้น  เหลือส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อให้มันมีชีวิตต่อไป”

 

เซียวเอี๋ยนสะดุ้งเล็กน้อย  เขาค่อนข้างละอายใจขณะพยักหน้า  ในครั้งนั้น  ขณะที่เขาค้นพบเพลิงแก่นบัวสีคราม  เหยาเหลาก็เคยกล่าวเช่นนี้  การกระทำของเขานับว่าละโมบเกินไปหน่อยจริงๆ

 

เซียวเอี๋ยนดึงช้อนหยกออกมาหลังจากที่เหลือแก่นน้ำนมชุบร่างเอาไว้เล็กน้อย  ครั้นแล้ว  เขาสอดเสียบชิ้นส่วนหินย้อยที่อยู่ในมือข้างหนึ่งกลับคืนเข้าไปยังที่ที่มันหลุดออกมา  ทันใดนั้น  แสงสว่างเข้มข้นก็ค่อยๆ ลดลงและหินย้อยก็กลับสู่สภาพอันสงบของมันดังเก่าก่อน

 

เซียวเอี๋ยนเทของเหลวสีมรกตในช้อนหยกเข้าไปในขวดหยกซึ่งมีเนื้อดีที่สุดใบหนึ่งซึ่งเขาตระเตรียมไว้  เมื่อเห็นของเหลวยังคงไหลเวียนไปเองได้ราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง  เซียวเอี๋ยนจึงผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความโล่งอก  หลังจากลงมือทำงานอย่างเหนื่อยยาก  ในที่สุดของสิ่งนี้ก็มาอยู่ในมือของเขาแล้ว

Comment

Comment:

Tweet

คิดเหมือนกันกะคุณคนกลัวเมียเลย นึกถึงเหล็กไหลจริมๆๆ............:)-

#3 By เฒ่าทารก on 2017-09-11 11:47

อ่านตอนนี้แล้ว นึกถึงการตัดเหล็กไหลขึ้นมาเฉยๆ ซะงั้น ปล.ได้ของและ ใส่ตีนผีโกยแน่บเหมือนเดิม

#2 By NoFearMia on 2017-09-11 04:44

ขอบคุณครับ

แหม ถ้าเป็นเรานี่อย่าว่าแต่ข้างบนจะหมดเกลี้ยงเลย น้ำนมข้างล่างก็จะเอาไปให้เซียวเซวียนเอ๋ออาบด้วยกัน เอ๊ย เอาไปให้งูสีรุ้งกิน cool

แต่ถ้ามีเหยาเหลาเตือนก็คงเหลือทิ้งไว้เหมือนกันแหละ

#1 By ตี๋ on 2017-09-10 22:54