เซียวเอี๋ยนบินกลับลงไปจากยอดโดมเขาและพบว่าตนเองกลับลงมาอยู่ข้างหินสีเขียวก้อนนั้นอีกคราหนึ่งแล้ว  สายตาจ้องมองของเหลวสีน้ำนมบนรอยบาก  แม้ของสิ่งนี้จะเจือจางไปแล้วก็ตาม  ประสิทธิภาพของมันก็ยังดีใช้ได้ทีเดียว  หากแม้นไม่มีฤทธิ์ชำระและกลั่นกระดูก  มันก็ยังมีฤทธิ์ต่อการชำระร่างกายได้เป็นอย่างดี

 

“เจ้าจะเก็บมันไปก็ย่อมได้  บางที  เจ้าอาจจะได้ใช้มันเมื่อยามกลั่นยาในอนาคตข้างหน้า”  เสียงเหยาเหลาดังขึ้นเหนือศีรษะของเซียวเอี๋ยน

 

เซียวเอี๋ยนพยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนี้  เขาล้วงขวดหยกออกมาจากแหวนเก็บของสองใบและถ่ายเทแก่นน้ำนมชุบร่างสีขาวนี้เข้าไปจนเต็ม  เมื่อขวดหยกทั้งสองใบเต็มแล้ว  ยังมีของเหลวสีน้ำนมไม่ถึงครึ่งเหลืออยู่ในรอยบากนั้น

 

เซียวเอี๋ยนชำเลืองมองของเหลวที่เหลืออยู่  เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งทว่าไม่นำมันกลับไปทั้งหมด  หลินซิวหยาและพวกอาจจะเข้ามาเอาเจ้าแก่นน้ำนมชุบร่างนี้ไปในอนาคตข้างหน้า  หากพวกเขาต้องกลับไปมือเปล่าหลังจากที่ลงแรงอย่างหนักไปร่วมครึ่งวัน  พวกเขาคงจะต้องบังเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าอาจจะมีใครมาเอาของสิ่งนี้ไปแล้ว  ยิ่งไปกว่านั้น  มีเพียงพวกเขาไม่กี่คนและรวมถึงตัวเขาเองที่ล่วงรู้เกี่ยวกับสมบัติวิเศษในสถานที่แห่งนี้  แม้เซียวเอี๋ยนไม่กลัวกับความสงสัยของพวกเขา  แต่ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว,  แก่นน้ำนมชุบร่างนี้ก็เป็นสิ่งที่หานเยวี่ยค้นพบ  เซียวเอี๋ยนได้รับของที่สำคัญอย่างไม่มีเหตุผล  หากละโมบนำทุกสิ่งกลับไปหมด  ก็คงจะเกินไปจริงๆ

 

เซียวเอี๋ยนเก็บขวดแก่นน้ำนมชุบร่างเจือจางทั้งสองใบเข้าไว้ในแหวนเก็บของขณะที่ความคิดเหล่านี้หมุนวนอยู่ในหัวใจของเขา  ครั้นแล้ว  เขาไม่รั้งรออีกต่อไป  เขาหมุนร่างและบินออกไปตามเส้นทางที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว  ในเมื่อเขาคุ้นเคยกับเส้นทางเมื่อครู่แล้ว  ย่อมใช้เวลากลับออกไปสั้นลงเป็นอันมากในครั้งนี้  เพียงไม่ถึงยี่สิบนาที  เขาก็ออกไปถึงปากถ้ำแล้ว

 

ปีกคู่บนแผ่นหลังขยับ  เซียวเอี๋ยนบินตรงไปยังทางออกหุบเขา  สายตาจ้องมองบริเวณที่ห่างออกไประยะหนึ่ง  เขายังมองเห็นแสงสีรุ้งบางเบาและพลังระเบิดราวสายฟ้าภายในราตรีอันมืดมิดนั้น

 

เซียวเอี๋ยนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อมองเห็นแสงสีรุ้งที่ยังคงเจิดจ้าอยู่  เขากระพือปีกอย่างรวดเร็วและร่างกายก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาดำสายหนึ่งซึ่งทะลวงฝ่าความมืดมิดออกไปอย่างไร้ซุ่มเสียง  ครู่ต่อมา  ร่างของเขาหยุดลงขณะปรากฏตัวอยู่กลางอากาศเหนือหุบเขา  สายตาชำเลืองมองพื้นที่ต่อสู้ด้านนอก  และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นใบ้ขึ้นมาแล้ว

 

ในขณะนี้  สภาพทางเข้าหุบเขาถูกทำลายจนต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง  พื้นที่ที่เคยราบเรียบกลับเต็มไปด้วยหลุมบ่อขนาดใหญ่มากมายในขณะที่หินก้อนมหึมาทลายลงมาจากผนังเขาและกระจายไปทั่วทุกแห่ง  ป่าทั้งสองด้านก็เสียหายยับเยิน  ต้นไม้ล้มระเนระนาดและกองอยู่สักครึ่งทางเข้าสู่หุบเขา

 

พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งยังคงม้วนตัวลอยอยู่กลางอากาศภายในพื้นที่ต่อสู้  แสงสีรุ้งกระจายออกมาจากร่างของมันไม่หยุดหย่อน  พลังกดข่มแข็งแกร่งเป็นเหตุให้สัตว์เทพทุกตัวที่ซ่อนอยู่ในรัศมีราวห้ากิโลเมตรต้องตัวสั่นเทา  แม้ชี่ของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งยังคงแข็งแกร่ง  หากสังเกตุโดยละเอียดแล้ว  ยังมองเห็นรอยกรงเล็บบาดลึกลงบนเกล็ดงูสีรุ้งได้  อย่างเด่นชัด  เจ้าตัวน้อยไม่อยู่ในฐานะที่ไม่อาจถูกโค่นล้มได้โดยสิ้นเชิงเมื่อยามต่อสู้กับวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนั้น

 

สายตาของเซียวเอี๋ยนกวาดต่ำลงไป  เมื่อมองเห็นวานรฟ้าปีศาจหิมะบนพื้น  ความตกตะลึงก็พลั้งเผลอฉายวูบขึ้นมาบนใบหน้าของเซียวเอี๋ยนแล้ว  ในขณะนี้  ขนสีขาวกว่าครึ่งบนร่างกายของเจ้าสัตว์ป่าเถื่อนดุร้ายตัวนี้ถูกกัดกร่อนด้วยน้ำลายอสรพิษที่มีคุณสมบัติเป็นกรดเข้มข้น  เลือดสดๆ ไหลรินอยู่บนศีรษะใหญ่โตของมัน  เป็นเหตุให้ศีรษะที่เคยดูน่าสยองกลับยิ่งดุร้ายกว่าเดิม  แผลที่ถูกพลังงานมหาศาลกระแทกใส่มองเห็นได้ทั่วร่าง  ความหวาดกลัวและความอ่อนล้าบางส่วนปรากฏอยู่ในดวงตาสีแดงฉานราวแสงไฟคู่ใหญ่นั้น  เห็นได้ชัด  วานรฟ้าปีศาจหิมะที่อยู่ในสภาพอ่อนล้าแล้วนี้เป็นฝ่ายตกอยู่ในสภาพหมดใจสู้เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้ง

 

เทียบกับสภาพที่ย่ำแย่ของวานรฟ้าปีศาจหิมะแล้ว  อาการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ บนร่างของฺพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งดูหมดความหมายไปเลยทีเดียว

 

“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าตัวเล็กนี้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้  มันช่างสมกับเป็นสัตว์วิเศษจากบรรพกาล”  เซียวเอี๋ยนจ้องมองอาการบาดเจ็บที่ต่างกันของทั้งสองฝ่ายและเผลอพึมพำออกมาอย่างแปลกใจในหัวอก

 

การปรากฏตัวของเซียวเอี๋ยนดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจของทั้งพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งและวานรฟ้าปีศาจหิมะ  อีกฝ่ายแลบลิ้นงูออกมาอย่างตื่นเต้นให้แก่เซียวเอี๋ยน  อีกด้านหนึ่ง  วานรฟ้าปีศาจหิมะส่งเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างกระสับกระส่าย

 

“เจ้าตัวเล็ก  ไป!”  เซียวเอี๋ยนไม่สนใจวานรฟ้าปีศาจหิมะที่กำลังคำรามลั่นขึ้นฟ้า  เขาร้องเรียกพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งก่อนที่จะพลันขยับปีก  ร่างกายพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วตรงเข้าไปในป่าลึก

 

พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งลังเลอยู่เล็กน้อยก่อนที่จะเหวี่ยงหางมหึมาของมัน  แสงสว่างสีรุ้งที่รุนแรงรอบกายของมันหดตัวลงอย่างรวดเร็ว  ครั้นแล้ว  มันกลายร่างเป็นเงาแสงเส้นบางสายหนึ่งซึ่งพุ่งตัวเข้าไปหาเซียวเอี๋ยน  ในที่สุด  เงาร่างทั้งสองก็ค่อยๆ หายลับไปในความมืดมิดยามราตรี  ทิ้งวานรฟ้าปีศาจหิมะที่อยู่ในสภาพโมโหบ้าคลั่งทว่าอับจนหนทางเอาไว้เบื้องหลัง

 

เงาร่างใหญ่และเล็กพลันลดต่ำลงจากฟากฟ้าท่ามกลางความมืดแห่งรัตติกาล  ในที่สุดพวกเขาหยุดลงบนยอดเขาแห่งหนึ่ง  เซียวเอี๋ยนหันกลับไปจ้องมองหุบเขาที่หายลับไปจากสายตาของตนแล้ว  ถึงตอนนี้จึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

 

เซียวเอี๋ยนหันกลับไปจ้องมองพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งที่ลอยอยู่ตรงหน้า  ในขณะนี้  แสงบนเกล็ดสีรุ้งดูซีดลง  ดูจากสิ่งนี้  มันคงสูญเสียพลังไปเพราะการต่อสู้กับวานรฟ้าปีศาจหิมะเมื่อครู่เป็นอันมาก  เซียเวอี๋ยนลูบไล้ศีรษะเล็กๆ ของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งอย่างอ่อนโยน  เขาล้วงเอาสารสกัดเข้มข้นแรกกำเนิดของสิงห์บินสีอาเมทิสต์ออกมาจากแหวนเก็บของขวดหนึ่งและยิ้มแย้มกล่าว  “มา  เจ้าตัวเล็ก  คืนนี้เจ้าทำได้ดีมาก  ครั้งนี้  ข้าจะให้เจ้าได้กินจนพอใจเลยทีเดียว”

 

หากเป็นดังที่ผ่านมา  พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งคงรีบกระโจนเข้าใส่ในทันทีเมื่อมันเห็นเซียวเอี๋ยนล้วงเอาสารสกัดสีอาเมทิสต์นี้ออกมา  อย่างไรก็ตาม  พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งในเวลานี้กลับลอยตัวไม่ขยับเขยื้อนอยู่กลางอากาศอย่างประหลาด  นัยน์ตางูชวนหลงใหลคู่นั้นชำเลืองมองเซียวเอี๋ยน  ชั่วขณะที่บังเกิดความรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องปรากฏขึ้นในหัวใจของเซียวเอี๋ยนนั่นเอง  เสียงเย็นชาสายหนึ่งพลันดังออกมาจากปากของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้ง  “เจ้ากล้าปฏิบัติต่อข้าราวกับเป็นสัตว์เลี้ยง?”  น้ำเสียงนั้นอาจฟังดูเย็นยะเยือกยิ่ง  ทว่ามันยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกชวนงงงวยจนเป็นเหตุให้เปลวไฟแห่งความชั่วร้ายคุกรุ่นขึ้นในหัวใจของเซียวเอี๋ยน

 

ชั่วขณะที่ไฟราคะคุกรุ่นขึ้นมาในบริเวณท้องน้อยของเซียวเอี๋ยนนั้นเอง  เขาพลันรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่หลั่งไหลออกมาจากหัวใจของตน  ดวงตาพลันจ้องมองพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งตรงหน้า  และเขาต้องสะดุ้งในพริบตานั้น  ร่างกายรีบล่าถอยไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดขณะพึมพำออกมาด้วยความตกใจ  “ราชินีอสรพิษ?”

 

ระหว่างที่เซียวเอี๋ยนรีบรุดถอยหนี  พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งก็พลันกระจายแสงสีรุ้งสว่างวาบออกมาอีกคราหนึ่ง  ร่างของมันค่อยๆ เคลื่อน  พริบตาต่อมา  มันกลายสภาพเป็นสัตว์สาวยั่วยวนใจและเปี่ยมด้วยเสน่ห์จนสามารถทำให้บุรุษสักคนหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ป่าได้ในพริบตา

 

แม้เซียวเอี๋ยนจะรู้ดีในหัวใจว่านี่เป็นมนุษย์งูผู้งดงามยิ่งที่สามารถกลืนกินผู้คนได้ต่อหน้าต่อตา  เขาก็ยังคงรู้สึกสับสนใจอยู่เล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  ความสับสนใจนี้พลันหายลับไปเมื่อนัยน์ตาเย็นชาราวน้ำแข็งคู่นั้นชำเลืองมองมา  เหลือไว้แต่ความระแวดระวังภัย

 

สายตาของเซียวเอี๋ยนหยุดลงบนใบหน้าชวนหลงใหลเย็นชาไร้ที่ตินั้น  เขาหัวเราะแห้งๆ  เพียงเพื่อจะพบว่าเสียงของเขากลายเป็นแหบพร่าไปแล้ว

 

“ราชินี  ช่างบังเอิญนัก  พวกเราได้พบกันอีกแล้ว”  คำทักทายที่โง่เง่าที่สุดก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความกระวนกระวายที่เซียวเอี๋ยนรู้สึกอยู่ในหัวใจแล้ว  ความหวาดกลัวที่เขามีต่อสตรีตรงหน้าผู้นี้ยังมากมายกว่าที่เขารู้สึกต่ออวิ๋นซันจากพรรคเมฆครามเสียอีก

 

“ช่างบังเอิญนัก  อย่างไรก็ตาม  ข้าต้องขอบคุณเจ้า  หากเจ้าไม่ปล่อยให้พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งต่อสู้กับวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนั้นและสูญเสียพลังไปมากมาย  ข้าก็จะยังถูกมันกดข่มอยู่นั่นเอง”  ราชินีอสรพิษชำเลืองมองเซียวเอี๋ยน  มุมปากอันแดงเรื่อนุ่มนวลนั้นยกขึ้นด้วยท่าทางเยาะหยัน

 

เซียวเอี๋ยนอ้าปากและอดไม่ได้ที่จะคิดตบหน้าของตนสักฉาด  คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าในท้ายที่สุดแล้ว  จำเลยต้นเรื่องนั้นก็คือตัวเขานั่นเอง...

 

“เจ้ารวบรวมสมุนไพรวัตถุดิบสำหรับกลั่น “ยาหลอมรวมจิตวิญญาณ” ครบแล้วหรือไม่?”  ราชินีอสรพิษเพิกเฉยต่อสีหน้าน่าเกลียดของเซียวเอี๋ยนขณะเอ่ยถามเสียงเรียบออกมา

 

หางตาของเซียวเอี๋ยนกระตุบวูบขณะหัวเราะขื่นในหัวใจ  รวบรวมพวกมันอะไรกัน?  เขาไม่เคยนำเรื่องนี้มาใส่ใจเลยด้วยซ้ำไป  แค่จัดการเรื่องของตนก็ทำให้เขายุ่งวุ่นวายจะแย่แล้ว  จะหาเวลาไปช่วยนางเสาะหาสมุนไพรสำหรับกลั่นยาหลอมรวมจิตวิญญาณได้อย่างไร?  ยิ่งไปกว่านั้น  ต่อให้มีเวลา  เขาก็คงจะถ่วงเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้  ไม่เช่นนั้น  หากสตรีผู้นี้ได้ยาหลอมรวมจิตวิญญาณและหลอมรวมจิตวิญญาณของนางเข้ากับพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งสำเร็จเมื่อใด  บุคคลแรกที่จะต้องโชคร้ายก็คงเป็นตัวเขาเอง  สตรีชั่วร้ายนางนี้ไม่เคยปิดบังเจตนาสังหารที่มีต่อเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม  เมื่อครุ่นคิดเล็กน้อยแล้ว  เขาก็เริ่มเข้าใจนาง  ด้วยฐานะอันสูงส่งของราชินีอสรพิษและนิสัยที่ทะนงตนของนาง  นางจะสามารถอดกลั้นต่อการถูกปฏิบัติเฉกเช่นสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งและเป็นนักสู้ให้ดังที่เซียวเอี๋ยนทำอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไร?  หากมิใช่เพราะยาหลอมรวมจิตวิญญาณและจิตที่ย้อนกลับมาของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วล่ะก็  นางก็คงใช้ฝ่ามือสักสอง-สามฉาดฉีกทึ้งเซียวเอี๋ยนจนเป็นชิ้นๆ ไปนานแล้ว

 

รอยยิ้มเย็นและรังสีสังหารค่อยๆ แผ่ซ่านขึ้นบนใบหน้าของราชินีอสรพิษเมื่อนางเห็นท่าทางไร้คำพูดและความนิ่งเงียบของเซียวเอี๋ยน  “ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ใส่ใจเรื่องนี้เลยสินะ  ในเมื่อเป็นเช่นนี้  จะมีประโยชน์อันใดที่จะไว้ชีวิตเจ้าเอาไว้?”

 

ราชินีอสรพิษพลันสะบัดมืองดงามของนางเมื่อกล่าวเช่นนี้  ติดตามด้วยฝ่ามือที่สะบัดออกมา  เซียวเอี๋ยนต้องตกใจที่พบว่าอากาศโดยรอบพลันแข็งทื่อขึ้นมา  ร่างกายของเขาถูกล๊อกเอาไว้ภายในนั้น  และเขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลย

 

“นี่คือพลังที่แท้จริงของเต๋าจงผู้หนึ่งหรือ?  พวกเขาสามารถสะกดอากาศให้ค้างแข็งได้ด้วยเพียงแค่การยกมือขึ้นมาหรือ?”  ความตกตะลึงแล่นวูบขึ้นมาในหัวใจของเซียวเอี๋ยน  ความรู้เกี่ยวแก่พละกำลังของเต๋าจงผู้หนึ่งก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

ราชินีอสรพิษจ้องมองเซียวเอี๋ยนอย่างเย็นชาในขณะที่เขาพยายามดิ้นขัดขืนเต็มกำลัง  นางขยับฝีเท้าทีละก้าวๆ  ค่อยๆ เดินเข้ามาตรงหน้าของเซียวเอี๋ยน  นางยกมือตั้งขึ้นและแสงสว่างสีรุ้งบางเบาสายหนึ่งรวมตัวกันขึ้นบนมือของนาง  ในที่สุด  มันกลายเป็นกระบี่ยาวสีรุ้งแหลมคมเล่มหนึ่ง

 

เซียวเอี๋ยนใช้กำลังทั้งหมดดิ้นรน  ทว่าอากาศรอบด้านไม่ขยับแม้เพียงน้อย  ชั่วขณะที่เขากำลังจะยอมแพ้อย่างหมดหนทางนั้นเอง,  จิตวิญญาณแข็งแกร่งคุ้นเคยร่างหนึ่งจึงลอยออกมาจากแหวนสีดำในมือ  ภายใต้คลื่นพลังจากจิตวิญญาณนี้  อากาศแข็งราวกรงเหล็กรอบด้านก็พลันแตกตัวออกไป  ร่างของเซียวเอี๋ยนจึงได้รับอิสระในที่สุด

 

“เคอะๆ  สามารถสะกดอากาศจนแข็งตัวได้หลังจากวิวัฒน์เข้าสู่ระดับเต๋าจงแล้ว  เจ้าช่างสมกับเป็นราชินีอสรพิษโดยแท้  อย่างไรก็ตาม  เจ้าเป็นใครจึงจะสามารถฆ่าศิษย์ของเหยาเฉินได้เพียงเพราะเจ้าต้องการ?”  เสียงหัวเราะสูงวัยค่อยๆ ดังออกมา  ร่างพร่าเลือนของเหยาเหลาลอยออกมาจากแหวนเก็บของ  ในที่สุด  เขาลอยอยู่ข้างกายเซียวเอี๋ยนขณะจ้องมองราชินีอสรพิษที่อยู่ตรงข้ามด้วยใบหน้าเรียบเฉย

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณครับ

ทุกทีลื่นอย่างกับปลาไหน ไหงคราวนี้ไปไม่เป็น พูดไม่ออกซะละ

#2 By ตี๋ on 2017-09-12 15:12

เอาล่ะเว๊ย!! นี่มันศึกช้างชนช้างชัดๆ ป๋าเหยาจัดการมันเลย ไฝว้หนักๆ

#1 By NoFearMia on 2017-09-12 04:42