เด็กหนุ่มในชุดสีดำที่เพิ่งปรากฏกายขึ้นมากะทันหันเป็นเหตุให้ลานประลองที่แสนหนวกหูตกสู่ความเงียบสงัดครู่สั้นๆ  เมื่อได้ยินคำพูดที่ดังออกมาจากปากของเขา,  ทุกคนก็พลันเข้าใจขึ้นมาในทันทีว่าคนที่เพิ่งโผล่เข้ามาคือผู้ใด  พริบตานั้น  สมาชิกของกลุ่มประตูหหินต่างระเบิดเสียงไชโยโห่ร้องขึ้นมาราวกับเสียงฟ้าคำราม  ผู้ชมที่เหลืออยู่ก็พากันตื่นเต้นขึ้นมาขณะประเมินเซียวเอี๋ยน  สายตาของพวกเขาแฝงไว้ด้วยความคาดหวัง  ทักษะในการกลั่นยาของเซียวเอี๋ยนเป็นที่รู้ชัดหลังการแข่งขันกลั่นยากับฮั่นเซียน  อย่างไรก็ตาม  แม้มีทักษะการกลั่นยาที่โดดเด่นก็มิได้บ่งบอกถึงพลังการต่อสู้ของเขา  ในสถานที่แห่งนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรง,  มีเพียงหมัดที่หนักที่สุดเท่านั้นจึงจะสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกนับถือด้วยหัวใจได้  อย่างอื่นเช่นฐานะล้วนแล้วแต่ไร้ความหมาย

 

ดังนั้น  ตั้งแต่เซียวเอี๋ยนปรากฎกายขึ้นมา  ทุกคนล้วนต้องการที่จะได้เห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้,  ผู้ซึ่งมีทักษะการกลั่นยาแสนโดดเด่น,  จะมีทักษะในการต่อสู้เพียงพอที่จะทำให้ผู้อื่นมองเขาอย่างจริงจังได้หรือไม่

 

พริบตาที่เซวี่ยนเอ๋อถูกผลักออกไป,  นางก็สัมผัสได้ถึงพลังที่เคยคุ้น  แสงสีทองแข็งแกร่งที่ก่อตัวอยู่บนฝ่ามือของนางก็ค่อยๆ เลือนหายไปขณะปล่อยให้พลังที่อ่อนโยนชุดนี้ส่งนางออกไปจากวงต่อสู้  ดวงตางดงามของนางศึกษาร่างสูงโปร่งบนลานประลอง  จากนั้นนางจึงค่อยสงบใจที่กำลังเต้นระทึกของตนลง

 

“พี่เซียวเอี๋ยน  เวลาที่เหลือเป็นของท่าน”

 

“ไฮ้  เซียวเอี๋ยน  ในที่สุดเจ้าก็ยอมโผล่ออกมาเสียที?”  ไป๋เฉิงสะบัดหัวไหล่ของตนขณะสองเท้ากระทืบลงพื้นอย่างหนักหน่วงเพื่อสลายพลังลงไป  ในที่สุด  เขาเงยศีรษะขึ้นจ้องมองเด็กหนุ่มในชุดสีดำและเผลอส่งเสียงหัวเราะเย็นออกมาคราหนึ่ง

 

เซียวเอี๋ยนชำเลืองมองเขา  มือข้างหนึ่งหมุนออกไป  ไม้บรรทัดซวนยักษ์ก็พลันปรากฏขึ้น  มือขวากระชับด้ามไม้บรรทัดซวนยักษ์ไว้แน่นและเหวี่ยงมันออกไปอย่างแรง  ทันใดนั้น ลมแข็งแกร่งสายหนึ่งที่หอบเอาเสียงหวีดหวิวดังขึ้นทั่วสนาม  “ดูเหมือนว่าศิษย์พี่ไป๋เฉิงจะคิดถึงข้าจริงๆ  โชคร้าย  ศิษย์พี่ไป๋เฉิงมิใช่สตรี  ไม่เช่นนั้น  ข้าก็คงจะดีใจมาก”

 

“ฮ่าๆ”

 

ผู้คนรอบอัฒจันทร์อดไม่ได้  ต่างระเบิดหัวเราะออกมาเมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดตลกของเซียวเอี๋ยน

 

หางตาของไป๋เฉิงกระตุกวูบขณะเอ่ยเย็นชาออกไป  “ช่างเป็นลิ้นที่แหลมคมราวใบมีดโกนนัก  ครั้งนี้  ข้าอยากจะเห็นนักว่าเจ้ายังจะหาข้ออ้างอันใดหลบหนีไปได้อีก”

 

“ไม่จำเป็นต้องหาข้ออ้างอันใดหรอก  อู๋เฮ่าส่งจดหมายท้าสู้แก่ท่านและข้าก็จะยอมรับมัน  ข้าเองก็รอคอยวันนี้มานานแล้ว  มาคิดบัญชีเก่าๆ ทั้งหมดพร้อมๆ กันเถอะ”  เซียวเอี๋ยนหัวเราะออกมาเบาๆ  ไม้บรรทัดเล่มหนักของเขาปักลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง  น้ำหนักของมันทำให้เกิดรอยร้าวหลายรอยขึ้นบนพื้น  ในที่สุด  เซียวเอี๋ยนเงยศีรษะขึ้นและส่งยิ้มขณะกล่าวตอบไป๋เฉิง

 

“ฮ่าๆ  ดี  เจ้ามีความกล้า  อย่างไรก็ตาม  ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ให้ตัวต้องอับอายเสียเองในวันนี้  ก็อย่าได้คิดบ่น,  ที่ข้าจะใช้กำลังเต็มที่”  ความดีใจพลันฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของไป๋เฉิง  เขาหัวเราะออกมาดังลั่นเมื่อเห็นว่าครั้งนี้เซียวเอี๋ยนมิได้พยายามที่จะหลบหนี  และตรงกันข้ามกลับเป็นฝ่ายริเริ่มยอมรับการต่อสู้

 

“ศิษย์พี่ไป๋เฉิง  ท่านยังคงชอบพูดจาไร้สาระไม่เปลี่ยน”  เซียวเอี๋ยนหัวเราะ  ใบหน้าของเขาอาจดูเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย  ทว่าคำพูดที่พ่นออกมากลับทำให้สีหน้าของไป๋เฉิงเคร่งขรึมขึ้นแล้ว

 

“หวังว่า  อีกสักประเดี๋ยว  ปากของเจ้าจะไม่ต้องลงเอยด้วยการร้องขอความเมตตาจากข้า”  ไป๋เฉิงในที่สุดก็ยุติคำพูดดุร้ายอึมครึมเหล่านั้น  เขากำทวนยาวสีเหลืองเข้มในมือแน่น  ตัวทวนสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อยและเต๋าชี่สีเหลืองเข้มชุดหนึ่งก็ระเบิดตัวออกมาจากร่างกาย  พริบตาเดียว  มันห่อหุ้มทั่วทวนยาวเล่มนั้นเอาไว้

 

“เต๋าชี่ธาตุดิน  หู...”  เซียวเอี๋ยนเลิกสองคิ้วขึ้นเมื่อเห็นสีเต๋าชี่ของไป๋เฉิง  เต๋าชี่ธาตุดินนี้มีความพิเศษตรงความแข็งแกร่งและทนทรหด  เทียบกับคนที่อยู่ในระดับเดียวกันแล้ว  เวลาที่ผู้ใช้สามารถต่อสู้ย่อมยาวนานกว่า  ยิ่งไปกว่านั้น  เต๋าชี่ชนิดนี้ยังเน้นที่การป้องกัน  ยามต่อสู้กับผู้อื่น,  สามารถอาศัยเต๋าชี่ที่มากมายเพื่อลากการต่อสู้ให้ยาวนานออกไปจนกว่าอีกฝ่ายจะหมดเรี่ยวแรง  เมื่อต่อสู้กับคนที่มีธาตุเต๋าชี่จำพวกนี้  การระเบิดพลังที่ดุร้ายรุนแรงออกมาภายในเวลาสั้นๆ ย่อมนับเป็นการโจมตีข่มขวัญที่เหมาะสมที่สุด

 

เซียวเอี๋ยนบิดเอวเล็กน้อย  เต๋าชี่สีครามแข็งแกร่งแผ่พุ่งออกมาจากร่างกายของเขา  ติดตามด้วยเต๋าชี่ที่ทะลักล้นออกมา  รัศมีกายแข็งแกร่งสายหนึ่งก็เริ่มกระจายตัวอออมาจากร่างกาย  ผู้คนมากมายพากันตกใจเมื่อสัมผัสได้ถึงระดับพลังในรัศมีกายนี้

 

“เต๋าหลิง?”

 

เซวี่ยนเอ๋อ,  หูเจีย  และอู๋เฮ่าบนอัฒจันทร์สบตากันไปมา  ดวงตาของพวกเขาเผยให้เห็นความประหลาดใจระคนยินดี  คาดไม่ถึงว่าเซียวเอี๋ยนจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเต๋าหลิงได้ภายในเวลาเพียงสองเดือนที่ไม่ได้พบหน้ากัน  หนึ่งขั้นต่อหนึ่งเดือน  อัตราเร็วในการฝึกยุทธ์ปานนี้เป็นสิ่งที่การทนเก็บตัวฝึกชี่อยู่ในหอฝึกชี่เพลิงฟ้าทั้งวันทั้งคืนทุกวี่วันก็ยังไม่อาจไล่ตามได้ทัน

 

“เจ้าเด็กคนนี้...  เขากลับก้าวเข้าถึงระดับเต๋าหลิงได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือน?”  หลินซิวหยาและพวกล้วนมีสีหน้าประหลาดใจทำนองเดียวกัน  ครั้งนั้น  ขณะที่พวกเขาได้เจอเซียวเอี๋ยนในป่าลึก  พลังของอีกฝ่ายอย่างมากก็อยู่ในระดับต้าเต๋าซื่อแปดหรือเก้าดาว  แม้คนที่อยู่ในระดับพลังนี้เรียกได้ว่าอยู่ไม่ไกลจากระดับเต๋าหลิงแล้วก็ตาม  พวกเขาผู้ซึ่งล้วนเคยผ่านประสบการณ์ขั้นนี้มาก่อนต่างรู้ดีถึงภาระความยากลำบากในการสะสมพลังงานเพื่อที่จะทะลวงฝ่ากำแพงระหว่างระดับต้าเต๋าซื่อกับเต๋าหลิงผู้หนึ่งได้  ดังนั้น  พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจเมื่อเห็นระดับพลังในชี่ของเซียวเอี๋ยน

 

“ไม่แปลกใจที่เขายอมเผชิญหน้ากับไป๋เฉิงในครั้งนี้  ที่แท้ก็เป็นเพราะว่าเขาวิวัฒน์พลังของตนแล้ว  ทว่าต่อให้เป็นเช่นนั้น,  ก็ยังมีขั้นที่แตกต่างกันถึงหกขั้นระหว่างไป๋เฉิงกับเขา  นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะชดเชยกันได้ง่ายๆ”  เอี๋ยนเฮ่าเองก็ยิ้มแย้มและเอ่ยขึ้นนอกเหนือไปจากความตกใจ

 

“ข้าเชื่อว่าเขาจะสามารถเอาชนะได้”  รอยยิ้มหนึ่งฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของหานเยวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ  ที่ผ่านมา  ขณะที่เซียวเอี๋ยนเป็นเพียงต้าเต๋าซื่อห้าหรือหกดาว,  เขาก็สามารถทำให้เต๋าหลิงสามดาวผู้หนึ่งต้องหวาดกลัวเป็นนักหนาแล้ว  บัดนี้เมื่อพลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นและวิวัฒน์เข้าสู่ระดับเต๋าหลิงแล้ว  หานเยวี่ยจึงมีความเชื่อมั่นมากมายทั้งๆ ที่กำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่ว่าไป๋เฉิงนั้นแข็งแกร่งกว่าถึงหกขั้น

 

“ข้าเองก็รู้สึกมีความมั่นใจในตัวเขา  ข้าสงสัยเสียจริงว่าเจ้านั่นจะคิดอย่างไร?”  หลินซิวหยาบิดเอวอย่างเกียจคร้าน  สายตากวาดมองไปทางเงาร่างมนุษย์ลางเลือนในมุมมืดขณะยิ้มแย้มเอ่ย

 

ชั่วขณะที่ผู้คนกำลังเดือดพล่านเพราะชี่ที่เซียวเอี๋ยนแสดงออกมา  ไป๋เฉิงเองก็สะดุ้งเช่นกัน  ความอัศจรรย์ใจฉายชัดขึ้นในดวงตาของเขา  เป็นเวลานานกว่าความจริงจังจะค่อยๆ เสริมขึ้นบนใบหน้า  เขากล่าวเสียงเย็น  “ไม่แปลกใจที่เจ้ายิ่งทำตัวยโสโอหังมากขึ้นในครั้งนี้  ที่แท้ก็เป็นเพราะพลังของเจ้าพัฒนาแล้วนั่นเอง”

 

ร่างกายของเซียวเอี๋ยนสั่นเทาเล็กน้อย  เสียงกระดูกลั่นดังก้องออกมาไม่หยุดหย่อนราวกับมีประทัดอยู่ในร่างกายก็ไม่ปาน  เซียวเอี๋ยนผ่อนลมหายใจยาวออกมาคราหนึ่งหลังจากที่เสียงนี้ดำเนินต่อไปอีกครู่หนึ่ง  เขายิ้มเล็กน้อยขณะสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่เต็มเปี่ยมอยู่ในกล้ามเนื้อและกระดูก  ขณะที่เงยหน้าขึ้นมองไป๋เฉิง  มือข้างหนึ่งก็พลันกระชับด้ามไม้บรรทัดแน่น  สองเท้าค่อยๆ สาวไปเบื้องหน้าสอง-สามก้าวพร้อมลากไม้บรรทัดซวนยักษ์ในมือไปตามพื้น,  ส่งเสียงซ่าๆ ขึ้นมา  ในเวลาเดียวกันก็สร้างเป็นรอยสีขาวยาวเป็นทางไปบนพื้นแข็ง

 

ไป๋เฉิงจ้องมองเซียวเอี๋ยนด้วยสายตาเย็นชาขณะที่อีกฝ่ายเดินใกล้เข้ามา  เขาสัมผัสได้ถึงชี่ที่แข็งแกร่งขึ้นและมือข้างหนึ่งก็กระชับทวนยาวในมือขึ้นเล็กน้อย  ดวงตาจ้องมองฝีเท้าของเซียวเอี๋ยนเขม็ง  ชั่วขณะที่เซียวเอี๋ยนก้าวเข้ามาถึงวิถีต่อสู้ระยะสิบเมตรรอบตัวของไป๋เฉิงนั่นเอง,  เสียงร้องต่ำๆ ก็ดังออกมาจากปากของอีกฝ่าย  เต๋าชี่สีเหลืองเข้มแข็งแกร่งที่ดูเข้มข้นราวสายน้ำสีเหลืองแผ่พุ่งออกมาจากร่างกายของเขา

 

สองเท้าของไป๋เฉิงเหยียบลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง  ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นเงาสีเหลืองสายหนึ่ง  เต๋าชี่ก่อรูปขึ้นบนปลายทวน  หยิบยืมพลังที่พุ่งตัวออกไป  ร่างกายของเขาซ้อนอยู่กับตัวทวน  ภายใต้เต๋าชี่ที่ปกคลุมอยู่,  ร่างกายของเขาและทวนยาวหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน  ทวนยาวแหวกผ่านอากาศ  เสียงชี่ๆ ที่เกิดขึ้นดังไม่น้อยเลยทีเดียว 

 

พลังจู่โจมของเต๋าหลิงหกดาวเยี่ยมยุทธ์ผู้หนึ่งย่อมมีกำลังที่จะทำให้หินใหญ่ก้อนหนึ่งแหลกละเอียดในทันที  เซียวเอี๋ยนไม่ปะทะกับการเปิดฉากโจมตีอันรุนแรงของไป๋เฉิงซึ่งๆ หน้า  แสงสีเงินบางๆ กลุ่มหนึ่งใต้สองเท้ามองเห็นได้บางส่วน  ขณะที่ร่างกายของเขาโอนเอนไป  มันกลับหายวับไปจากจุดที่เคยอยู่ได้อย่างแปลกประหลาด

 

สีหน้าของไป๋เฉิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อสูญเสียเป้าหมาย  ความเร็วนี้รวดเร็วจนเขาได้แต่มองเห็นเส้นสีดำเส้นหนึ่งพุ่งผ่านไป  หัวใจก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมา  ที่ผ่านมา  เซียวเอี๋ยนไม่มีความเร็วปานนี้  เป็นไปไม่ได้ที่ความเร็วของเขาจะเพิ่มสูงขึ้นถึงปานนี้แม้ได้วิวัฒน์พลังของตนแล้วก็ตาม

 

เมื่อความคิดนี้ฉายวูบขึ้นมาในหัวใจของเขาอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าแลบ  ทวนยาวในมือของไป๋เฉิงก็พลันเปลี่ยนทิศและระเบิดตัวแทงกลับไปด้านหลัง

 

“แคร๊งค์!”

 

เสียงกังวานคราหนึ่งพร้อมประกายไฟพุ่งตัวออกมาบนลานประลอง  ทวนยาวที่ไป๋เฉิงใช้แทงกลับไปข้างหลังสกัดกั้นไม้บรรทัดซวนยักษ์เล่มใหญ่เอาไว้  พลังแข็งแกร่งที่ประจุอยู่บนไม้บรรทัดซวนยักษ์กดจนทวนยาวงอโค้งลงเล็กน้อย 

 

“พลังในร่างกายของเจ้าเด็กนี่เพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมาก  เกิดอะไรขึ้นกันแน่?  หากเขาแค่เลื่อนขั้น  ก็ไม่น่าจะมีพลังเพิ่มสูงขึ้นถึงปานนี้  บัดนี้ไม่ว่าจะเป็นในด้านของพลัง,  ความเร็ว  หรือกระทั่งปฏิกิริยาตอบสนอง  เจ้านี่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง”  ใบหน้าของไป๋เฉิงพลันเผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขณะสัมผัสได้ถึงพลังที่ถ่ายทอดมาตามทวนยาว  หัวใจของเขาก็ดูเหมือนจะมีคลื่นแห่งดุร้ายป่าเถื่อนมากมายถาโถมไปมาอยู่

 

เป็นธรรมดาที่เซียวเอี๋ยนย่อมไม่ใส่ใจกับความตกใจของไป๋เฉิง  ไม้บรรทัดในมือเต็มไปด้วยเสียงลมหวีดหวิวกดดันขณะฟาดลงใส่ท่อนแขนของไป๋เฉิง  ไม้บรรทัดซวนยักษ์แสนหนักยิ่งเริงร่ายอย่างเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยชั้นเชิงมากกว่าทวนยาวในมือของไป๋เฉิง  ภายใต้กระบวนท่ากวัดแกว่งอันทรงพลังและรุนแรง,  กระทั่งไป๋เฉิงก็ยังมีทีท่าร้อนใจขึ้นมาบ้างเพราะไม่อาจตอบโต้ได้ทันกาล

 

จะอย่างไรก็ตาม  ไป๋เฉิงก็ยังนับว่าเป็นเต๋าหลิงหกดาวแข็งแกร่งผู้หนึ่ง  เขาค่อยๆ เริ่มมั่นคงขึ้นมาภายใต้การโจมตีที่หนักหน่วงเป็นที่สุดจากเซียวเอี๋ยน  เต๋าชี่แข็งแกร่งของเต๋าหลิงหกดาวผู้หนึ่งแผ่พุ่งออกมาอย่างทรงอานุภาพและรับการโจมตีที่เต็มไปด้วยพลังอันหนักหน่วงของเซียวเอี๋ยนไว้  เมื่อเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น,  ไป๋เฉิงก็เริ่มจะตอบโต้อย่างแรงบ้างแล้ว  ทวนยาวโบกสะบัดและร่ายรำราวกับอสรพิษร้ายตัวหนึ่งซึ่งซุกซ่อนอยู่ในผืนทราย,  รอบจัดและรุนแรงยิ่ง  และแต่ละครั้งที่มันจ้วงแทงเข้าใส่เซียวเอี๋ยน  ล้วนโจมตีเข้าใส่จุดตาย

 

เงาร่างมนุษย์สองสายรวดเร็ววูบวาบอยู่บนลานประลอง  เต๋าชี่สีครามและสีเหลืองฉาบทั่ววงประลองจนกลายเป็นโลกของสีทั้งสอง  แต่ละครั้งที่ไม้บรรทัดซวนยักษ์และทวนยาวปะทะกัน  พวกมันสั่นสะท้านและสะท้อนพลังออกมาระลอกหนึ่งจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  คลื่นพลังนี้กระจายตัวออกไป  บนพื้นก็เริ่มแตกร้าวออกไปเป็นวงกว้าง

 

“ตูม!”

 

ไม้บรรทัดยักษ์และทวนยาวดันเข้าหากัน  เซียวเอี๋ยนกระแทกกับไป๋เฉิงอย่างแรง  เมื่อลมหอบหนึ่งกระจายตัวออกไป,  ไป๋เฉิงรีบล่าถอยไปสอง-สามก้าว  ในขณะที่เซียวเอี๋ยนถอยร่นไปถึงสี่ก้าว  เห็นได้ชัด,  แม้เซียวเอี๋ยนจะมีกำลังกายที่ได้เปรียบกว่า  ทว่าในชั่วขณะที่อีกฝ่ายใช้เต๋าชี่แข็งแกร่งระดับเต๋าหลิงหกดาวออกมา,  ในท้ายที่สุดเขาก็ยังอ่อนแอกว่า

 

เสียงซู่ซ่าๆ ดังขึ้นบนอัฒจันทร์เมื่อเห็นเซียวเอี๋ยนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ  สมาชิกของแก๊งขาวต่างพากันฉวยโอกาสหัวเราะเยาะหยันสาปแช่งออกมา

 

“ฮึ่ม  ก็แค่พลังของพวกป่าเถื่อน  ไม่อยู่ในสายตาของข้าหรอก”  ไป๋เฉิงสะบัดทวนยาวในมือเมื่อตกเป็นฝ่ายได้เปรียบในการปะทะกัน  เขาหัวเราะเย็น “หากเจ้ายังเอาแต่อาศัยพลังป่าเถื่อนเยี่ยงสัตว์ดุร้ายเช่นนี้ต่อไป  เจ้าก็คงต้องลงไปกลิ้งหลุนๆ แล้ว”

 

มุมปากของเซียวเอี๋ยนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นคราหนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนี้  ภายใต้สายตาของทุกผู้คน,  เขาพลันปักไม้บรรทัดซวนยักษ์ลงบนพื้น  สองมือรีบวาดผนึกประหลาดอย่างหนึ่งออกมา  ติดตามด้วยมือที่วาดผนึกนั้น  เปลวไฟสีครามร้อนแรงก็พลันม้วนตัวออกมาจากร่างกายของเขา  เปลวไฟสีครามห่อหุ้มทั่วร่างของเขาเอาไว้จนดูเหมือนกำลังอยู่ในกองเพลิง  อย่างไรก็ตาม  พริบตาต่อมา  เปลวไฟร้อนแรงนั้นก็พลันหดลงและในที่สุดกลับเข้าสู่ร่างกายของเซียวเอี๋ยนอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ

 

“อัคคีสวรรค์ สามกระบวนท่าพิสดาร,  บัวสีครามผันเปลี่ยน!”

 

เซียวเอี๋ยนร้องขึ้นในใจ  ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นทันควัน  พลังงานดุร้ายรุนแรงพลันระเบิดตัวแผ่พุ่งออกมาจากเส็นเลือดทั่วร่างกายของเขา  ในที่สุด  มันเริ่มดูราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่หลั่งไหลออกมาจากทั่วทุกมุมในร่างกายของเขา

 

มุมปากของเซียวเอี๋ยนเผยอยกขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงเต๋าชี่ในร่างกายที่เพิ่มพูนขึ้นในฉับพลัน  มือข้างหนึ่งคว้าใส่ไม้บรรทัดซวนยักษ์อีกครั้งขณะจ้องมองไป๋เฉิง  เขายิ้มและกล่าว  “มาต่อกันอีกสักทีเถอะ!”

 

ชั่วขณะที่คำพูดของเซียวเอี๋ยนดังออกมา  เสียงตูมหนึ่งก็ดังขึ้น  ร่างกายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสีดำที่ระเบิดตัวเข้าใส่ไป๋เฉิง  แต่ละครั้งที่ฝีเท้าของเขาแตะพื้น  มันทิ้งรอยเท้าลึกลงไปในพื้นราวครึ่งนิ้ว  แรงกดดันมหาศาลนั้นดูราวกับครึ่งมนุษย์-ครึ่งสัตว์เทพที่มีพลังทะลวงโจมตีมหาศาลยิ่ง

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณครับ

ตัวประกอบนี้สมเป็นตัวประกอบจริงๆ จะสู้กับคนอื่นเพราะเค้าพลังน้อยกว่า พอเค้ามีพลังมากขึ้นมา ก็หน้าซีด ไม่แมนเลย

#3 By ตี๋ on 2017-09-24 23:24

โอ๊ย ของดีเขาเยอะ ฮี่ๆๆๆ

#2 By เฒ่าทารก on 2017-09-23 11:00

พลังชาวบ้านสูงกว่านังเอี๋ยนเยอะไปหน่อย เป็นเต๋าหลิงแล้วก็ยังไม่ช่วยโลก สงสัยต้องเจี๊ยะเพลิงใหม่ก่อนถึงจะตบเกรียนไหว...เฮ้อ

#1 By NoFearMia on 2017-09-23 06:05