เซวี่ยนเอ๋อและพวกรู้ดีว่าเซียวเอี๋ยนสามารถปลดปล่อยพลังมหาศาลออกมาได้ในพริบตา  ดังนั้นขณะนี้พวกนางจึงไม่รู้สึกแปลกใจนักเมื่อเห็นพลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมาก  อย่างไรก็ตาม  หลินซิวหยาและพวกบนที่สูงขึ้นไปนั้นต่างเผลอส่งเสียงตกใจดัง ‘หู’ ขึ้นมา  พวกเขาซึ่งมีพลังอันกล้าแข็งล้วนพบว่าพลังของเซียวเอี๋ยนในขณะนี้ไล่ตามพลังของไป๋เฉิงได้ทันแล้ว  พลังที่ก้าวกระโดดขึ้นมา, หรือเพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมากเช่นนี้  ช่างทำให้ผู้อื่นต้องอัศจรรย์ใจโดยแท้  ไม่ว่าอย่างไร  นี่เป็นช่องห่างถึงหกขั้นเลยทีเดียว

 

“เด็กคนนี้,  ไม่แปลกใจที่ข้ามีความรู้สึกจริงจังกับเขาอยู่บ้างเมื่อคราวที่พบกันครั้งแรก  ที่แท้ก็เป็นเพราะว่าเขามีเคล็ดลับเช่นนี้นี่เอง”  ดวงตาของหลินซิวหยาเป็นประกายระริกระคนด้วยความแปลกใจ  เห็นได้ชัด  พลังที่ระเบิดพรวดขึ้นมาของเซียวเอี๋ยนนี้เกินความคาดหมายของเขานัก

 

ที่ด้านหลัง,  ดวงตาของเอี๋ยนเฮ่าก็กำลังจดจ้องเซียวเอี๋ยนที่อยู่ข้างล่างเขม็ง  ดูจากสีหน้าของเขา  เห็นท่าว่าคงมีความสนใจมากมายกับเซียวเอี๋ยนที่สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้ในพริบตา  เขาเองก็พยักหน้าน้อยๆ  เมื่อได้ยินคำพูดของหลินซิวหยาก่อนที่สายตาจะตวัดขึ้นไปและในที่สุดจับจ้องอยู่ตรงมุมมืดบริเวณนั้น  เขาได้ยินเสียงร้องเบาๆ ด้วยความแปลกใจดังออกมาจากจุดนั้นเช่นกัน

 

“คราวครั้งนี้  ไป๋เฉิงคงเตะถูกแผ่นเหล็กเข้าเสียแล้ว  เขาอาจจะต้องลงเอยด้วยการส่งมอบอันดับของตนในทำเนียบยอดฝีมือออกไปก็เป็นได้”  เอี๋ยนเฮ่าขยักมุมปากของตนขณะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มชอบใจ

 

หลินซิวหยาและพวกหัวเราะออกมาก่อนที่จะหันกลับไปยังวงต่อสู้เบื้องล่าง

...

หลังจากที่เซียวเอี๋ยนใช้  ‘อัคคีสวรรค์  สามกระบวนท่าพิสดาร  ขั้นที่หนึ่ง  บัวสีครามผันเปลี่ยน’  ออกมาแล้ว  ไม่ต้องสงสัยว่าพลังของเขาจะพุ่งพรวดขึ้นไปถึงระดับที่เขาสามารถต่อสู้กับไป๋เฉิงได้เป็นเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่ง  เมื่อไป๋เฉิงจ้องมองเซียวเอี๋ยนผู้ซึ่งมีพลังพุ่งพรวดขึ้นมา,  รอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้าของเขาก็เผลอแปรเปลี่ยนไปสองสามหนแล้ว  เขาเองก็พอจะรู้อยู่บ้างว่าเซียวเอี๋ยนสามารถฝืนเพิ่มพลังของตนได้  อย่างไรก็ตาม  ในใจเขากลับไม่คิดให้ความสำคัญกับมัน  เขาคิดว่าวิธีการจำพวกที่ฝืนเพิ่มพลังของตนเช่นนี้,  ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงวิธีการนอกรีตชนิดหนึ่ง  คนผู้นั้นย่อมต้องกลับสู่สภาพเดิมเมื่อเวลาอันจำกัดนั้นผ่านพ้นไป

 

ความดูแคลนภายในหัวใจของเขาเริ่มสั่นครอนขึ้นมาเล็กน้อยกับภาพมนุษย์ตรงหน้าผู้ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนปานสายฟ้าแลบในยามจู่โจม  ขณะนี้  ในที่สุดไป๋เฉิงจึงเข้าใจว่าตนได้ประมาทดูแคลนเซียวเอี๋ยนตั้งแต่เริ่มแรกโดยแท้

 

ไป๋เฉิงกัดฟันแน่นและกุมกระชับด้ามทวนในมือ  สองตาจ้องมองเซียวเอี๋ยนที่เคลื่อนใกล้เข้ามาเขม็ง  แสงเย็นเยือกฉายวาบอยู่ในดวงตา  เขารู้ดีว่าการต่อสู้ในครั้งนี้มีความหมายต่อตน  หากเขาต้องโชคร้ายพ่ายแพ้  อันดับของเขาในทำเนียบยอดฝีมือก็จะถูกเซียวเอี๋ยนแทนที่ทันควัน  ยิ่งไปกว่านั้น  กระทั่งชื่อเสียงของแก๊งขาวก็จะต้องเสียหายไป  ส่งผลให้ฐานะของพวกเขาในโรงเรียนส่วนในต้องตกต่ำลง  ดังนั้น  ไม่ว่าจะรับมือกับเซียวเอี๋ยนที่อยู่ตรงหน้าตนได้ยากเย็นเพียงไร  เขาก็ต้องใช้ทุกวิถีทางเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ในวันนี้!

 

“ช่างเป็นเด็กที่เย่อหยิ่งและป่าเถื่อนนัก  วันนี้ข้าควรจะให้เจ้าได้เห็นพลังที่แท้จริงของยอดยุทธ์ในทำเนียบยอดฝีมือ!  พวกกลเม็ดสามัญเหล่านี้ทำให้ความมั่นใจของเจ้ามากล้นเกินไปหน่อย”  ความเฉียบขาดเย็นชาบางอย่างตวัดผ่านใบหน้าของเซียวเอี๋ยน  เต๋าชี่สีเหลืองเข้มราวกับแม่น้ำเหลืองไหลบ่าออกมาจากร่างกายของไป๋เฉิงไม่หยุดหย่อน  ในที่สุด  มันห่อหุ้มทั่วร่างของเขา  ผิวของกลุ่มแสงนั้นดูราวกับกระแสน้ำที่ไหลเวียนไปช้าๆ  ราวกับน้ำวนที่ส่องประกายแสงสีเหลือง

 

ลำแสงเต๋าชี่สีเหลืองกลุ่มนั้นสั่นพร่า  มันปลดปล่อยเสียงคำรามต่ำออกมาคราหนึ่งในพริบตาต่อหน้าทุกสายตา  ทวนยาวจ้วงแทงออกมาปานสายฟ้าแลบ  แต่ละครั้งที่ทวนยาวนั้นจ้วงแทงออกมา,  ภาพติดตามมากมายก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา  ความเร็วที่ไป๋เฉิงใช้สั่นใส่ทวนยาวนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่ง  เพียงพริบตาเดียว  ภาพติดตาของทวนยาวนั้นก็ปกคลุมพื้นที่เบื้องหน้ามันไว้  ในขณะนี้  เซียวเอี๋ยนที่กำลังเร่งรุดเข้าใส่ราวกับสัตว์เทพตัวหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นนอกพื้นที่ปิดล้อมด้วยเงาทวนนั้น

 

“ฮ่า!”

 

ภาพติดตาของทวนยาวสีเหลืองหยุดอยู่กลางอากาศ  แสงเย็นเยือกประหลาดสายหนึ่งพุ่งวาบอยู่บนปลายทวนนั้น  ภายใต้เต๋าชี่สีเหลืองเข้มที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นนี้,  ภาพติดตาแต่ละภาพเต็มไปด้วยพลังที่สามารถทะลุทะลวงกำแพงหินได้แล้ว  ไป๋เฉิงจ้องมองเซียวเอี๋ยนที่ใกล้เข้ามา  เสียงร้องเย็นชาหนึ่งพลันดังขึ้น  ติดตามด้วยเสียงร้องนั้น  ภาพติดตาของทวนยาวสีเหลืองเข้มซึ่งปกคลุมทั่วบริเวณเบื้องหน้าอยู่ก็พลันระเบิดตัวออกไป  พริบตาเดียว  สายลมเร่งรุดแหลมคมเริ่มส่งเสียงฮึมๆ ขึ้นมาบนวงต่อสู้  ดูเจิดจ้าแสบตายิ่งนัก

 

มีภาพติดตาของทวนยาวบังเกิดขึ้นมากมาย  สามารถสร้างภาพติดตาขึ้นมาได้มากมายปานนี้ในคราวเดียวได้,  ย่อมเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถและพลังของไป๋เฉิง  สมาชิกผู้หนึ่งของทำเนียบยอดฝีมือย่อมสมควรแก่ชื่อเสียง

 

หากเป็นเต๋าหลิงทั่วไป,  คนผู้นั้นก็คงจะต้องลงเอยด้วยการตะเกียกตะกายหนีไปทั่วสักพักหนึ่งภายใต้การโจมตีอันเฉียบแหลมของไป๋เฉิง  อย่างไรก็ตาม  ประสบการณ์การต่อสู้ของเซียวเอี๋ยนนั้นมิได้ด้อยไปกว่าไป๋เฉิงแม้เพียงน้อย  ยิ่งไปกว่านั้น  พร้อมกับที่เขาได้ใช้วิชาอัคคีสวรรค์ สามกระบวนท่าพิสดาร,  บัวสีครามผันเปลี่ยน  ออกมาแล้วเช่นนี้  เขาก็มีพลังเพียงพอที่จะสามารถต่อสู้ซึ่งๆ หน้ากับไป๋เฉิงได้  แม้ภาพทวนยาวที่พุ่งวูบวาบอยู่ตรงหน้าและกอร์ปด้วยสายลมรุนแรงฉวัดเฉวียน  ก็ไม่ทำให้เซียวเอี๋ยนมีทีท่าล่าถอยแม้สักก้าว  ไม้บรรทัดซวนยักษ์เล่มมหึมาในมือของเขาพลันยกขึ้น  และเขาก็ฟันมันลงไปอย่างแรงด้วยท่วงท่าที่แสนเรียบง่ายยิ่ง

 

“ทำลาย!”

 

รอยเหวี่ยงไม้บรรทัดซวนยักษ์ดูช่างสามัญยิ่ง  ไม่มีความหรูหรางดงามอยู่ในกระบวนท่านั้นแม้แต่น้อย  ท่าฟันธรรมดานี้กลับบรรจุไปด้วยพลังมหาศาลไม่อาจเปรียบปานได้จนสามารถทลายภูผาและผ่าแยกผืนดิน  ตัวไม้บรรทัดตัดผ่านอากาศและทิ้งรอยสีดำบางเบาไว้ในอากาศ  ลมดุร้ายรุนแรงหอบหนึ่งก่อตัวขึ้นใต้ไม้บรรทัดนั้น  ภายใต้แรงกดดันมหาศาลนี้  พื้นแข็งแกร่งก็ค่อยๆ ปริร้าว เกิดเป็นรอยแตกร้าวเส้นหนึ่ง  ดูจากสิ่งนี้  ย่อมมองเห็นพลังในการจู่โจมของเซียวเอี๋ยนครั้งนี้  ผู้คนมากมายบนอัฒจันทร์มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นพลังมากมายในกระบวนท่านี้  การต่อสู้เข้มข้นครั้งนี้ออกจะน่าตื่นเต้นอยู่บ้างจริงๆ

 

“แคร๊ง  แคร๊ง...”

 

เงาทวนมากมายที่บรรจุไปด้วยกำลังลมแหลมคมกระแทกเข้ากับไม้บรรทัด  พวกมันสะท้องเสียงก้องกังวานออกมาอย่างต่อเนื่องเมื่อโลหะปะทะกัน  เงาทวนหายลับไปอย่างรวดเร็ว  เหลือเพียงระลอกพลังงานที่กำลังกระจัดกระจายออกมาอย่างรวดเร็ว  จึงทำให้ผู้คนที่ชมดูอยู่รู้ว่าบริเวณที่เกิดการประมือกันอย่างหนักหน่วงนั้นอยู่ตรงไหน

 

ภาพมายาทวนกลุ่มใหญ่หายไปสิ้นแล้ว  ท้ายที่สุด  เหลือเพียงไม่กี่ภาพและจึงจำต้องยอมแพ้ต่อการปิดกั้นที่ไร้ผลในที่สุด  ตัวทวนแข็งทื่อ  วัตถุหน้าตาเหมือนทวนยาวเล่มหนึ่งระเบิดตัวออกมากลางอากาศอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ  ลมแหลมคมที่ก่อตัวขึ้นบนปลายทวนอย่างรวดเร็วพุ่งตรงเข้าใส่ทรวงอกของเซียวเอี๋ยนอย่างแรง

 

เซียวเอี๋ยนหรี่ตาแคบ  เขาลดไม้บรรทัดซวนยักษ์ในมือลงอย่างรวดเร็ว  ทันใดนั้น  ไม้บรรทัดยืนปักหลักหนักแน่วอยู่ตรงหน้าเขาราวกับโล่สีดำเข้มโล่หนึ่ง  ทวนยาวสีเหลืองเข้มกระแทกเข้าใส่ตัวไม้บรรทัดที่กว้างใหญ่

 

ชั่วขณะที่อาวุธทั้งสองปะทะกัน  ตัวทวนก็พลันปลดปล่อยพลังแข็งแกร่งออกมาสายหนึ่ง  ด้วยพลังนี้  สองเท้าของเซียวเอี๋ยนถูกผลักลากไปตามพื้นและเคลื่อนถอยไปร่วมสอง-สามเมตรก่อนที่จะหยุดทรงตัวลงได้

 

“ฮึ่ม”  ไป๋เฉิงส่งเสียงขึ้นจมูกเย็นชาออกมาคราหนึ่งหลังจากสามารถสั่นครอนและผลักต้านเซียวเอี๋ยนจนถอยร่นไปได้  มือข้างที่กุมทวนยาวอยู่สั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย  แสงบนตัวทวนพลันเริ่มเจิดจ้าขึ้น  แสงสีเหลืองแสบตาราวกับแสงอาทิตย์สาดส่องออกมาจากวงต่อสู้

 

“ชี่!”

 

แสงสีเหลืองนั้นยิ่งเข้มข้นขึ้น  งูทรายพลังงานสีเหลืองตัวหนึ่งพุ่งตัวออกมา  ปากดุร้ายมหึมาของมันปะทะเข้าใส่ไม้บรรทัดซวนอย่างแรง

 

“ตูม!”

 

เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทกระจายออกมาจากจุดที่ทั้งสองปะทะกัน  คลื่นพลังงานที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายออกมาอย่างรวดเร็ว  รอยร้ายมากมายขยายตัวออกไปจากพื้นแข็งใต้ฝ่าเท้าของเซียวเอี๋ยน

 

“ไปให้พ้น!”  ฝ่ามือของไป๋เฉิงกระแทกใส่ด้ามทวนอย่างหนักหน่วง  พลังระดับเต๋าหลิงหกดาวผู้หหนึ่งถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่กั๊กไว้แม้แต่น้อยในขณะนี้  พลังแข็งแกร่งไม่อาจเปรียบปานได้สายหนึ่งกระแทกเข้าใส่ไม้บรรทัดซวนยักษ์  ด้วยแรงยกบนยอดทวนที่แข็งแกร่งชุดหนึ่ง,  ไม้บรรทัดซวนยักษ์สีดำเข้มส่งเสียงซู่ออกมาและยกสองมือของเซียวเอี๋ยนขึ้นไปต่อหน้าสายตาของทุกผู้คน  ในที่สุด  มันหมุนควงขึ้นไปในอากาศอยู่สอง-สามตลบก่อนที่จะตกปักลงสู่พื้นนอกวงต่อสู้

 

ผู้ชมบนอัฒจันทร์พากันวุ่นวายขึ้นมาในชั่วขณะที่ไม้บรรทัดหลุดจากมือของเซียวเอี๋ยน  นอกจากเซวี่ยนเอ๋อและพวกที่รู้จักเซียวเอี๋ยนเป็นอย่างดีแล้ว,  แม้แต่สมาชิกจากกลุ่มประตูหินก็ยังเผลอกำหมัดแน่น  ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความกังวล

 

“เจ้าจะต่อสู้ต่อไปได้อย่างไรเมื่อไม่มีอาวุธในมือแล้ว?”  การโจมตีที่บรรจุพลังทั้งหมดของเขาในที่สุดก็สามารถกำจัดอาวุธของเซียวเอี๋ยนไปได้  ไป๋เฉิงมองเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อมขณะส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยท่วงท่ามีชีวิตชีวายิ่ง  ทวนยาวในมือไม่หยุดลง  มันยังคงพุ่งเข้าใส่ทรวงอกของเซียวเอี๋ยนต่อไป

 

เซียวเอี๋ยนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อไม้บรรทัดซวนยักษ์หลุดมือไป  ต้องกล่าวว่าเคล็ดวิชาทวนของไป๋เฉิงนี้แหลมคมและรุนแรงกว่าไป๋ซันมากนัก  ทวนยาวนี้ดุจดังสายฟ้าฟาด  เซียวเอี๋ยนสัมผัสได้ถึงความปวดแปลบเบาๆ ที่แผ่ซ่านขึ้นมาตรงทรวงอก  แสงสีเงินก็โผล่วาบขึ้นมาใต้ฝ่าเท้า  ร่างกายของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อยและภาพติดตาที่แสนพร่าเลือนยิ่งคงค้างอยู่ที่จุดนั้น  อีกด้านหนึ่ง  กลับไปปรากฏตัวอยู่ห่างจากจุดเดิมกว่าสิบเมตร

 

ทวนยาวเจาะเข้าใส่ภาพติดตามราวสายฟ้าฟาด  มันขยับเล็กน้อยและแทงเข้าใส่จนไม่เหลือสิ่งใด  ไป๋เฉิงเงยศีรษะขึ้นจ้องมองเซียวเอี๋ยนที่อยู่ไกลออกไปกว่าสิบเมตร  “เจ้ายังไม่ยอมแพ้อีกหรือ?  หากเจ้ายอมคุกเข่าลงขอความเมตตา  ข้าก็ยังพอจะให้เจ้าได้บ้าง  ไม่เช่นนั้น  คมดาบคมทวนนั้นไม่มีตา  อย่าได้บ่นว่าศิษย์พี่ผู้นี้โหดร้ายหากอีกสักครู่ข้าจะตัดแขนตัดขาของเจ้าเสีย”  โรงเรียนส่วนในไม่เข้มงวดกับการใช้กระบวนท่าสังหารในสถานที่เช่นลานประลอง  ในเหตุการณ์ทั่วไป  ทุกคนล้วนออมมือกันอยู่บ้างไม่ว่าสัมพันธภาพของทั้งสองฝ่ายจะย่ำแย่เพียงใด  ไม่ว่าผู้ใดจะว่าอย่างไร  ที่นี่ก็ยังคงเป็นเพียงโรงเรียนแห่งหนึ่งและมิใช่สังเวียนต่อสู้โชกเลือดที่แท้จริง

 

เซียวเอี๋ยนไม่สนใจไป๋ซันผู้ภาคภูมิใจ  เขาชำเลืองมองไม้บรรทัดซวนยักษ์นอกวงต่อสู้ลวกๆ  ก่อนที่จะสะบัดตัวเล็กน้อย  สัมผัสถึงพลังงานเต๋าชี่ที่ไหลเวียนอยู่อย่างแข็งแกร่ง  มันเริ่มไหลเวียนในชั่วขณะที่หลุดพ้นจากการจองจำของไม้บรรทัดซวน

 

เซียวเอี๋ยนหันกลับไปจ้องมองดวงตาดุร้ายเคร่งขรึมเย็นชาราวน้ำแข็งของไป๋เฉิง  เขาหัวเราะเบาๆ  ทว่ามีเอ่ยปากพูดอันใด  แสงสีเงินปรากฏขึ้นใต้เท้าของเขาอีกคราหนึ่ง  เขาพลันก้าวเบาๆ และร่างกายก็ดูราวกับภูติผีตัวหนึ่งซึ่งพลันปรากฏขึ้นข้างกายของไป๋เฉิงได้  หมัดขอเขาห่อหุ้มไปด้วยเต๋าชี่ร้อนแรงสีคราม  มันหอบเอาลมร้อนและแหลมคมติดตามไปในขณะกระแทกเข้าใส่ศีรษะของไป๋เฉิง

 

ความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งเซียวเอี๋ยนแสดงออกมาในขณะนี้เป็นเหตุให้ดวงตาของไป๋เฉิงหรี่แคบทันที  ศีรษะของเขาเอนไปข้างหนึ่งตามปฏิกิริยาตอบสนองและหมัดที่เต็มไปด้วยลมร้อนลากผ่านใบหน้าของเขาไป  สร้างความปวดแสบรุนแรงขึ้นมาคราหนึ่ง

 

“เจ้านี่...  เหตุใดความเร็วของมันจึงเพิ่มสูงขึ้นได้ในพริบตาเช่นนี้?”  เงาดำที่พุ่งวูบวาบอยู่ต่อหน้าสายตาของเขาเป็นเหตุให้เกิดคลื่นแห่งความตกใจล้นพ้นขึ้นมาในหัวใจของไป๋เฉิงขณะสบถออกมาด้วยท่าทางว้าวุ่นเดือดดาลใจยิ่ง

 

เมื่อไม่รู้จักเซียวเอี๋ยน,  ไป๋เฉิงย่อมไม่ทราบว่าเซียวเอี๋ยนในยามที่หลุดพ้นจากไม้บรรทัดซวนยักษ์นั้น,  พลังการต่อสู้ของเขาก็จะถูกปลดปล่อยออกมาได้อย่างเต็มที่  สำหรับผู้อื่นแล้ว,  การสูญเสียอาวุธในมืออาจกลายเป็นหายนะเลวร้าย  ทว่าสำหรับเซียวเอี๋ยน,  มันเปรียบเสมือนกับการช่วยปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการของเขาออกไป

 

เซียวเอี๋ยนที่กำลังกุมไม้บรรทัดซวนยักษ์อยู่ไม่น่ากลัว  เซียวเอี๋ยนมือเปล่าไร้อาวุธกลับเป็นเครื่องจักรต่อสู้ที่แท้จริง

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณครับ

ว่าแล้ว ตามสูตรต้องทิ้งดาบยักษ์

#2 By ตี๋ on 2017-09-24 23:32

ผมว่าไอ้ไม่บรรทัดอันเนี๊ยะ มันต้องมีเงี่ยนงำแน่ๆ ตะหงิดๆ มาตั้งแต่แรกล่ะ ปล.สายมโนมาเอง 555+

#1 By NoFearMia on 2017-09-24 06:49