ลมจากฝ่ามือปาดผ่านหน้าไป๋เฉิงไป  อย่างไรก็ตาม  ก่อนที่ไป๋เฉิงจะมีโอกาสได้ดีใจ  ศอกของเซียวเอี๋ยนก็พลันกระแทกลงมาอย่างแรง  ลมแหลมคมก่อรวมขึ้นรอบข้อศอกของเซียวเอี๋ยนและส่งเสียงแสบแก้วหูออกมาจนผู้คนต้องยกมือขึ้นนวดหูของตนที่ถูกสั่นจนปวดแล้ว

 

ไป๋เฉิงใช้มือขวากุมทวนยาวไว้แน่นและแทงมันลงพื้น  ทรงร่างกายที่โอนเอนไปข้างหลัง  มือข้างหนึ่งรีบพุ่งตรงไปข้างหน้า  ในที่สุดปะทะเข้ากับศอกของเซียวเอี๋ยนอย่างหนักหน่วง  คลื่นพลังงานหนักหน่วงกระจายตัวออกไปส่งเสียงกระดูกแตกลั่นดังเปรี๊ยะปร๊ะ

 

ไป๋เฉิงรับรู้ได้เต็มเปี่ยมถึงพลังแข็งแกร่งที่ประจุอยู่ในศอกของเซียวเอี๋ยนในขณะที่หมัดของเขาปะทะเข้าไป  สีหน้าของเขาก็พลันซีดขาว  ภายใต้พลังที่แข็งแกร่งชุดนี้  ร่างกายที่เอนโอนไปข้างหลังถูกบังคับให้กระแทกลงพื้นอย่างหนักหน่วง  รอยแยกมากมายเริ่มกระจายตัวออกไปจากจุดที่เขาล้มลง

 

ใบหน้าของเซียวเอี๋ยนเรียบเฉย  เขาไม่หยุดแม้สักวินาทีเดียว  เต๋าชี่สีครามก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วขณะเตะเข้าใส่ศีรษะของไป๋เฉิงที่ล้มลงพื้นทันที  จากตำแหน่งของเขา  หากลูกเตะของเขาเข้าเป้า  ด้วยพลังของเขา  อย่างน้อยที่สุดไป๋เฉิงคงจะต้องหมดสติไปในทันที

 

ทั่วร่างของไป๋เฉิงระเบิดเหงื่อเย็นเฉียบออกมาขณะเผชิญหน้ากับลมรุนแรงที่ถูกเตะเข้าใส่ใบหน้า  ในขณะนั้น  เขาไม่อาจสนใจกับท่าทางเก้งก้างของตน  ร่างกายกลิ้งหลุนไปบนพื้นและหลบหลีกการโจมตีจากเซียวเอี๋ยนไปได้อย่างเฉียดฉิว

 

ตั้งแต่ไม้บรรทัดซวนยักษ์หลุดจากมือของเซียวเอี๋ยนไปจนถึงสภาพที่กลิ้งหลุนๆ ไปอย่างย่ำแย่ของไป๋เฉิงนี้เพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่ถึงหนึ่งนาที  อย่างไรก็ตาม  สถานการณ์ที่แตกต่างไปจากความคาดหมายของทุกผู้คนอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้เป็นเหตุให้ทุกผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างพากันตะลึงจังงัง  พวกสมาชิกจากแก๊งขาวที่เคยหัวเราะเยาะหยันคิกคักกลับดูเหมือนเป็ดที่กำลังถูกบีบคอ  ขณะนี้พวกเขาพากันส่งเสียงร้องแหบแห้งดัง ‘อา’ ออกมาจากลำคอ  และไม่กล้าหัวเราะสนุกสนานดังเช่นเมื่อครู่อีก

 

เทียบกับเสียงร้องแหบแห้งราวเป็ดของสมาชิกจากแก๊งขาวแล้ว  อีกฟากหนึ่งซึ่งสมาชิกของกลุ่มประตูหินยืนอยู่เริ่มส่งเสียงไชโยโห่ร้องออกมาดังลั่น  พวกเขาคิดว่าเซียวเอี๋ยนคงจะต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิงในยามที่ไม้บรรทัดเล่มยักษ์หลุดมือไป  ช่างคาดไม่ถึงโดยแท้ว่าเขากลับตอบโต้ได้อย่างยิ่งใหญ่นัก  ขยี้จนไป๋เฉิงผู้ควรจะเป็นฝ่ายได้เปรียบต้องตกอยู่ในสภาพที่กลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น  เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเช่นนี้ทำให้ใบหน้าที่ขึ้งเครียดของสมาชิกกลุ่มประตูหินเผลอส่งเสียงไชโยโห่ร้องออกมาดังสนั่น  บางคนที่ใจร้อนยังถึงกับหันไปหัวเราะเยาะหยันสบถคืนแก่พวกแก๊งขาวที่ทำราวกับพวกตนประสบความสำเร็จเมื่อครู่  สร้างความเดือดดาลใจให้แก่พวกเขาจนพากันหน้าเขียวคล้ำแล้ว

 

“การต่อสู้ประชิดตัวของเซียวเอี๋ยนแข็งแกร่งไม่น้อยเลยทีเดียว  ดูจากพละกำลังและความรวดเร็วที่เขาโจมตี  ดูเหมือนยังแข็งแกร่งขึ้นกว่ายามที่เขากวัดแกว่งไม้บรรทัดสีดำเล่มใหญ่เมื่อครู่เสียอีก?”  สูงขึ้นไปเหนือลานประลอง,  เอี๋ยนเฮ่าเผลอพูดออกมาด้วยท่าทางที่ค่อนข้างแปลกใจหลังจากที่ได้เห็นเซียวเอี๋ยนระเบิดตัวออกไปในพริบตา

 

“เขาไม่ใช่แค่แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย”  หลินซิวหยาขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย  เขาสัมผัสได้เลาๆ ว่าหลังจากที่ไม้บรรทัดเล่มหนักนั้นหลุดมือไป  ชี่ของเซียวเอี๋ยนยังยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก  เขาคิดอยู่เล็กน้อยในหัวใจก่อนที่จะหันไปจ้องมองไม้บรรทัดซวนยักษ์ที่ตกอยู่นอกวงต่อสู้  เขาเอ่ยเบาๆ  “ข้าคิดว่าปัญหาคงจะอยู่ที่ไม้บรรทัดเล่มนั้น”

 

เอี๋ยนเฮ่าและพวกพากันเกิดปฏิกิริยาเมื่อได้ยินคำนัยของหลินซิวหยา  เอี๋ยนเฮ่าหวนนึกถึงพลังของเซียวเอี๋ยนที่พุ่งพรวดขึ้นมาตั้งแต่ไม้บรรทัดซวนยักษ์หลุดมือไปและพลันพยักหน้าหลังจากที่บังเกิดความเข้าใจขึ้นมาในฉับพลัน

 

“เจ้าเด็กคนนี้นี่ช่างคิดไม่ถึงไปเสียทุกๆ ด้านจริงๆ”

...

ไป๋เฉิงฉวยโอกาสในตำแหน่งของตนกระโจนขึ้นยืนหลังจากที่ร่างกายกลิ้งหลุนๆ ไปอย่างย่ำแย่คราหนึ่ง  เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากบนอัฒจันทร์  ใบหน้าของเขาก็เผลอแปรเปลี่ยนสลับไปมาระหว่างสีเขียวคล้ำและขาวซีดแล้ว  ครู่ใหญ่ผ่านไปจึงแปรเปลี่ยนกลับไปเคร่งขรึมจริงจังดังเก่า  ดวงตาเย็นชาราวน้ำแข็งจ้องมองเซียวเอี๋ยนและกล่าวขึ้นด้วยท่าทางดุร้ายอย่างหนึ่ง  “ดีมาก  ที่แท้เจ้ายังมีฝีมือเช่นนี้  ข้าประมาทดูแคลนเจ้าเกินไปจริงๆ”

 

เซียวเอี๋ยนแบสองมือออกไปข้างหน้าน้อยๆ  เขาผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียดคราหนึ่ง  ติดตามด้วยการปะทะกันแบบหมัดต่อหมัดอย่างไร้กังวลเมื่อครู่,  ศักยภาพของพลังภายในร่างกายของเขาตื่นตัวเต็มที่แล้วในขณะนี้  ทำให้เขาเกิดความรู้สึกสบายจนกระตุ้นให้เขาแหงนหน้าขึ้นฟ้าและคำรามลั่นออกมา  การต่อสู้นี้ค่อนข้างให้ประโยชน์แก่เซียวเอี๋ญนที่เพิ่งวิวัฒน์พลังของตนได้มากมายไม่น้อยเลยทีเดียว

 

“เจ้ามีเวลาพิจารณาข้าอย่างจริงจังหรือ?”  เซียวเอี๋ยนเอียงศีรษะเล็กน้อยขณะยิ้มหยันออกมาคราหนึ่ง  ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันตอบ  แสงสีเงินใต้เท้าพุ่งวาบ  ร่างมนุษย์ของตนก็พลันไปโผล่ขึ้นข้างไป๋เฉิงได้ราวกับภูตผีตัวหนึ่ง  หมัดที่ประจุด้วยพลังลมแหลมคม,  ศอก,  สองขาและร่างกายส่วนอื่นๆ ที่สามารถใช้จู่โจมล้วนถูกใช้ออกมาในชั่วพริบตา  ภาพติดตามมากมายค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ  พวกมันส่งเสียงฮึมฮำจากกระแสลมออกมาขณะที่เขาประเคนหมัดศอกมากมายออกไปไม่หยุดหย่อนอยู่บนลานประลอง  ดูราวกับสายลมดุร้ายหอบหนึ่ง

 

เพราะเขามีประสบการณ์จากการต่อสู้เมื่อครั้งล่าสุดแล้ว  ไป๋เฉิงจึงไม่ตกใจลืมตัวดังเช่นที่เป็นขณะเผชิญหน้าอยู่กับการโจมตีอันรุนแรงดุเดือดของเซียวเอี๋ยน  ทวนยาวในมือเริงร่ายและสามารถมองเห็นภาพติดตาบางส่วนที่โจมตีเข้าใส่เขา

 

เงาร่างมนุษย์สองสายเคลื่อนไปในวงต่อสู้  เต๋าชี่สีครามและสีเหลืองระเบิดตัวออกมาราวกับสายฟ้าฟาดในแต่ละครั้งที่พวกมันปะทะกัน  เมื่อพลังเหล่านี้กระจายตัวออกไป  รอยแตกมากมายบนพื้นก็กระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

 

“ตูม  ตูม!”

 

เสียงทุ้มต่ำเบาๆ จากการปะทะกันดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนลานประลอง  ท้ายที่สุด  ผู้คนได้แต่มองเห็นร่างแสงลางเลือนสองกลุ่มด้วยว่าทั้งสองกำลังปลดปล่อยเต๋าชี่ของตนออกมาจนถึงขีดสุด  พลังกดดันแข็งแกร่งอัดลงบนร่างของผู้ชมที่อยู่ห่างออกไปกว่าสิบเมตร เป็นเหตุให้พวกเขาพากันรู้สึกหายใจได้ไม่สะดวก

 

ผู้คนมากมายบนอัฒจันทร์ต่างพูดไม่ออกขณะจ้องมองพลังปะทะอันเปรียบปานมิได้ชุดนี้  ดูจากการแลกหมัดของคนทั้งสอง  พวกเขาช่างอยู่ในระดับที่สมน้ำสมเนื้อกันยิ่งนัก  สิ่งนี้เป็นเหตุให้หลายๆ คนต้องตกใจ  ชื่อเสียงของไป๋เฉิงในโรงเรียนส่วนในอาจเทียบไม่ได้กับหลินซิวหยาและพวก  ทว่าต่อให้พูดอย่างไร  เขาก็เป็นยอดยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งบนทำเนียบจอมยุทธ์  พลังของเขายังสามารถเข้าถึงระดับสูงแม้เมื่อเทียบกับทั้งโรงเรียนส่วนใน  อย่างไรก็ตาม บัดนี้เซียวเอี๋ยน,  นักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้ามายังโรงเรียนส่วนในได้ไม่ถึงครึ่งปี,  กลับสามารถต่อกรกับเขาได้กระทั่งถึงระดับนี้โดยไม่มีทีท่าเพลี่ยงพล้ำเลย  ความสำเร็จนี้ช่างทำให้นักเรียนหลายคนที่เข้ามายังโรงเรียนส่วนในก่อนเซียวเอี๋ยนต้องรู้สึกละอายใจแล้ว

 

ขณะที่การต่อสู้ดำเนินมาถึงช่วงเข้มข้น, เสียงบนอัฒจันทร์ก็เริ่มเบาลง  หลายคนมีเหงื่อเย็นเฉียบเต็มฝ่ามือขณะจ้องมองแสงสองกลุ่มที่พุ่งวูบไปมา  ในขณะนี้  ทั้งสองฝ่ายต่างปลดปล่อยพลังของตนออกมาเต็มที่  หากความเคลื่อนไหวของคนหนึ่งคนใดเชื่องช้าลงแม้เพียงน้อยในยามใดก็ตาม,  คู่ต่อสู้ของตนก็คงต้องคว้าจุดอ่อนนั้นไว้และปลดปล่อยการจู่โจมออกไปอย่างแน่นอน

 

อันที่จริง  บัดนี้เมื่อการต่อสู้ดำเนินมาจนถึงปานนี้  ต่อให้เขาพ่ายแพ้,  ชื่อเสียงของเซียวเอี๋ยนก็คงไม่เสียหายนัก  ไม่ว่าอย่างไร  ไป๋เฉิงก็เป็นรุ่นพี่ที่เข้ามายังโรงเรียนส่วนในถึงสอง-สามปีแล้ว  สามารถต่อสู้กับไป๋เฉินได้อย่างทัดเทียมกันทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามายังโรงเรียนเจียหนันส่วนในได้ไม่ถึงครึ่งปี,  ความสามารถของเซียวเอี๋ยนก็มากพอที่จะทำให้แทบทุกคนในโรงเรียนส่วนในมองเขาอย่างยอมรับได้  อีกด้านหนึ่ง  ภาระที่ไป๋เฉิงต้องรับไว้จากการต่อสู้จำพวกนี้ส่งผลห่างไกลเกินกว่าสิ่งที่เซียวเอี๋ยนต้องเผชิญมากนัก  ดังนั้น  เขาจึงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเขาจะต้องไม่จบลงด้วยการเสมอกับเซียวเอี๋ยนในการประลองครั้งนี้  ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่ต่างกับการใช้ชื่อเสียงของตนช่วยให้เซียวเอี๋ยนได้ผลประโยชน์แล้ว

 

ประกายดุร้ายเลวทรามอย่างหนึ่งฉายชัดขึ้นในดวงตาของไป๋เฉิง  เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลขึ้นมาในหัวใจเล็กน้อย  เดิมที  เขาคิดว่าคงไม่เป็นการยากที่จะจัดการเซียวเอี๋ยนที่เพิ่งวิวัฒน์ขึ้นสู่ระดับเต๋าหลิงหากตนปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา  อย่างไรก็ตาม  คาดไม่ถึงว่ากลับถูกเซียวเอี๋ยนลากเข้ามาถึงทางตัน  ไม่ว่าเขาจะโจมตีเข้าไปรุนแรงเพียงใด  อีกฝ่ายกลับเหมือนยางเหนียวที่เกาะเขาจนติดหนึบ  การโจมตีทางร่างกายที่เต็มไปด้วยพลังต่อเนื่องเข้ามาไม่หยุดหย่อน  เป็นเหตุให้เขาไม่อาจใช้ทวนยาวที่ตนมีความเชี่ยวชาญจู่โจมได้  ไป๋เฉิงอดไม่ได้ที่จะแสดงความกังวลออกมาบางส่วนในยามที่พัวพันอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้

 

“ข้าจะต้องเอาชนะเจ้าลูกกำพร้าน้อยนี่ให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!  ดูเหมือนว่าข้าคงได้แต่ใช้สิ่งนั้นเสียแล้ว...”  ความคิดหนึ่งพุ่งวาบขึ้นมาในหัวใจของไป๋เฉิงอีกครั้งหนึ่ง  ใบหน้าของเขาพลันเริ่มเกรี้ยวกราดยิ่งขึ้น  มือขาวกุมทวนยาวแน่นขณะต้านทางเซียวเอี๋ยนเอาไว้  มือซ้ายยืดออกไปและมียาสีม่วง-แดงเม็ดหนึ่งกลิ้งหลุนออกมาจากแขนเสื้อ  เขาพลันยัดมันเข้าปากอย่างรวดเร็ว

 

ชั่วขณะที่ยานั้นเข้าปากเขาไป  แสงสว่างสีม่วง-แดงประหลาดก็พลันแผ่ซ่านขึ้นมาบนใบหน้าของไป๋เฉิง  เสียงคำรามต่ำดังออกมาจากลำคอของเขาในขณะที่เต๋าชี่สีเหลืองเข้มที่เพิ่มพูนขึ้นมาในร่างกายแผ่ซ่านออกมาจนไม่อาจควบคุมได้  มันมีสีม่วง-แดงผสมปนอยู่ในเต๋าชี่สีเหลืองเข้ม

 

หมัดของเซียวเอี๋ยนกระแทกลงบนคันทวนอย่างหนักหน่วง  คันทวนบางส่วนโก่งงอลงเล็กน้อย  ทันใดนั้น  มันปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งยิ่ง  ภายใต้แรงสะท้อนของพลังชุดนี้,  เซียวเอี๋ยนไม่อาจสลายพลังได้ทันและได้แต่ล่าถอยไปก้าวหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  ชั่วขณะที่สองเท้าของเขายืนหยัดลงตั้งมั่น  เงาสีเหลืองเบื้องหน้าก็พุ่งเข้าใส่ไป๋เฉิงที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก  เขาปัดทวนด้วยพลังของตนและแกว่งไกวคันทวนเข้าใส่มือของเซียวเอี๋ยนอย่างหนักหน่วง

 

“ตูม!”

 

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น  ความเจ็บปวดรุนแรงบนมือของเซียวเอี๋ยนท่วมท้นขึ้นมา  ไป๋เฉิงพลันเพิ่มพลังสั่นใส่เซียวเอี๋ยนและดันเขาถอยร่นไปถึงห้า-หกเมตร  ยิ่งไปกว่านั้น  กระบวนท่าจู่โจมอันหนักหน่วงนี้ยังทำให้สีหน้าของเซียวเอี๋ยนซีดขาวลงเล็กน้อยอีกด้วย

 

ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันบนลานต่อสู้ทำให้ผู้คนบนอัฒจันทร์แปลกใจเล็กน้อย  พวกเขาตกใจเมื่อสายตามองเห็นไป๋เฉิงที่มีสีหน้าแดง-ม่วงขึ้นมาเป็นอันมาก  หลายคนที่มีสายตาแหลมคมตะโกนออกมาเป็นพวกแรก  “ไป๋เฉิงกินยา!”

 

ทั่วทั้งสนามเริ่มสั่นสะเทือนขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงตะโกนนี้  แม้การกินยาในลานประลองไม่ผิดกฎเกณฑ์ใดๆ  แต่ทว่า,  ไม่ว่าผู้อื่นจะว่าอย่างไร,  คู่ต่อสู้ของไป๋เฉิงเป็นเพียงนักเรียนใหม่ผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งเข้ามายังโรงเรียนส่วนในได้แค่ครึ่งปี  การกินยาเพื่อเพิ่มพลังในการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่น่าจะอ่อนแอกว่า  ช่างทำให้ผู้คนพากันเหยียดหยามเขาแล้ว

 

ฝีเท้าของเซียวเอี๋ยนก้าวลงยืนมั่นบนพื้นอย่างรวดเร็ว  เขาสลายพลังและเงยหน้าขึ้นจ้องมองเย็นชาไปทางไป๋เฉิงผู้มีแสงสีม่วง-แดงปกคลุมอยู่ไม่เพียงแค่บนใบหน้า,  กระทั่งดวงตาก็ยังปรากฏแสงนั้น  สองคิ้วของเขาขมวดมุ่นเล็กน้อยขณะยิ้มเย็นและเอ่ย  “นั่นเป็นยาที่ไม่เลวเลย  สามารถเพิ่มพลังของผู้กินได้จนถึงระดับนี้ในคราวเดียว”

 

“ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร  ในการต่อสู้เป็น-ตาย  ไม่มีผู้ใดสนใจว่าการต่อสู้จะเป็นอย่างไร  จุดจบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด!”  ไป๋เฉิงตอบเสียงเข้ม  ในเมื่อเรื่องราวก็ล่วงเลยมาจนถึงปานนี้แล้ว  เขาเกียจคร้านเกินกว่าที่จะแก้ตัว  ขณะนี้  เขาได้แต่ขยี้เซียวเอี๋ยนจนเจียนตาย  หากเขามีโอกาส  เขาคิดกระทั่งจะทำให้เซียวเอี๋ยนต้องพิการเสียด้วยซ้ำ  ตั้งแต่เจ้าเด็กนี่เข้ามายังโรงเรียนส่วนใน  ไม่มีสักวันเลยที่ไป๋เฉิงจะได้อยู่อย่างสงบ

 

“ศิษย์พี่ไป๋เฉิงกล่าวได้ดี”  เซียวเอี๋ยนจ้องมองไป๋เฉิงตรงหน้า  ครู่ต่อมา  เซียวเอี๋ยนยิ้มและพยักหน้าให้กับความคาดหวังของทุกผู้คน  เขาพลันหมุนปลายนิ้วและยาทรงกลมสีแดงเข้มเป็นมันวาวเม็ดหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นระหว่างนิ้วมือ  เขาเหลือบตาขึ้นเล็กน้อยและจ้องมองไป๋เฉิงที่อยู่ด้านตรงข้ามพร้อมยิ้มแย้มและกล่าว  “ในเมื่อศิษย์พี่ไป๋เฉิงใช้วิธีการเช่นนี้  เซียวเอี๋ยนก็ไม่อาจแก้ไขได้  ข้ายังไม่เคยทดลองเจ้ายาพลังมังกรเม็ดนี้มาก่อนเลยตั้งแต่กลั่นมันขึ้นมา  วันนี้  ข้าควรจะให้ศิษย์พี่ไป๋เฉิงได้ลิ้มลองมันดู”

 

ดวงตาของไป๋เฉิงจ้องมองยาทรงกลมสีแดงเข้มที่เซียเวอี๋ยนคีบอยู่ระหว่างนิ้วเขม็ง  ใบหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดยิ่งเมื่อได้ยินชื่อของยาเม็ดนี้

Comment

Comment:

Tweet

สาธุในกุศลจิตแห่งการแบ่งปันจ้า 

แหม่ๆ ตอนนี้หอมไปด้วยบุญและกัลยาณมิตรที่น่ารักทุกท่านๆ ชื่นใจพ่อเฒ่าหลายๆ

#8 By เฒ่าทารก on 2017-09-25 19:06

ขอบคุณท่านเฒ่าทารก, คุณคนกลัวเมีย และคุณไวรัสไก่ด้วยครับ จุดประสงค์จริงๆ ก็คืออยากให้ทุกท่านได้มีส่วนในบุญนี้ โดยเฉพาะงานกฐิน smile

#7 By ตี๋ on 2017-09-25 18:12

สุขสันต์วันเกิดคุณตี๋เช่นกันค่ะ

ขอให้สมปรารถนาในสิ่งที่หวังทั้งปวง จ้า

#6 By viruskei on 2017-09-25 14:07

สุขสันต์วัันเกิดท่านตี๋ย้อนหลังด้วยค่ะ ขออาราธนาอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยดลบันดาลให้คุณตี๋ประสบแต่ความสุข ความดี ปราศจากความทุกข์ทั้งปวงค่ะ
พร้อมกันนี้ขอโมทนาสาธุ ร่วมรับอานิสงค์แห่งบุญจ้า

#5 By เฒ่าทารก on 2017-09-25 12:31

HBD ท่านตี๋ย้อนหลัง คิดสิ่งใดสมปรารถนา ไม่เจ็บไม่ไข้ เจริญในหน้าที่การงาน ครอบครัวมีความสุขทุกคน ขอให้เป็นปีที่ดีนะครับ

#4 By NoFearMia on 2017-09-25 04:39

ขอบคุณครับ

ตัวประกอบนี่มันแสดงนิสัยตัวประกอบได้ครบจริงๆ // วันนี้วันเกิดผม ตื่นเช้ามาใส่บาตร ปล่อยปลา และโอนเงินทำบุญงานกฐินล่วงหน้า ขอท่านเฒ่าทารกและเพื่อนๆ มีส่วนในบุญนี้เสมือนทำด้วยตัวเองนะครับ

#3 By ตี๋ on 2017-09-24 23:40

555 สู้กะใครไม่สู้ ดันสู้กะนักแปรธาตุ โสน้าหน้าเน้อ   cool

#2 By เฒ่าทารก on 2017-09-24 21:41

มีความศีลเสมอกัน โกงมาเจอโกงกว่า ยาแกใครจะไปสู้ได้55555

#1 By viruskei on 2017-09-24 21:31