บุรุษที่ปรากฏกายขึ้นบนลานประลองมีร่างกายสูงใหญ่ไม่ต่างจากร่างที่คล้ายวานรยักษ์ของเอี๋ยนเฮ่าเท่าไหร่นัก  เขาสวมใส่อาภรแบบจีนและมีใบหน้าแน่วแน่  สองคิ้วค่อนข้างหนา  เขาแบกทวนเล่มใหญ่สีดำซึ่งยาวพอๆ กับความสูงของเขาเอาไว้บนแผ่นหลัง  ทวนยาวสีดำนี้ยังยาวกว่าทวนใดๆ ที่เซียวเอี๋ยนเคยเห็นมาก่อน  ทวนเล่มนี้มีรังสีเด็ดขาดชนิดหนึ่ง,  ดูราวกับเจ้าของมันไม่ผิดเพี้ยน

 

ตัวเอกของสนามประลองแปรเปลี่ยนเป็นคนผู้นี้นับตั้งแต่เขาปรากฏกายขึ้น  รังสีดุร้ายเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนไม่ว่าจะไปปรากฏกายขึ้นที่ใด

 

ความประทับใจแรกที่บุรุษตรงหน้ามอบให้แก่เซียวเอี๋ยนอาจบรรยายได้ด้วยคำๆ เดียว:  เด็ดขาด!

 

ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างของเขา,  บุคลิกลักษณะ  หรือกระทั่งทวนยาวสีดำเล่มหนักบนแผ่นหลัง  เหล่านี้ล้วนเปี่ยมด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน  รัศมีเช่นนี้ย่อมเป็นของคนๆ เดียวในโรงเรียนส่วนในนี้เท่านั้น  ยอดยุทธ์ลำดับที่สามบนทำเนียบยอดฝีมือ,  ทวนเผด็จการหลิวชิง!

 

การปรากฏกายของชายผู้นี้ทำให้ทั่วทั้งลานประลองตกสู่ความเงียบสงัด  สายตามากมายที่พุ่งตรงลงมาจากอัฒจันทร์แฝงไว้ด้วยความกลัวและความนับถือ  มีเพียงไม่กี่คน,  ซึ่งใช้นิ้วทั้งสิบก็นับได้หมด,  จึงสามารถพูดจาซึ่งๆ หน้ากับยอดยุทธ์แข็งแกร่งระดับสุดยอดแห่งโรงเรียนส่วนในผู้นี้ได้

 

ชายผู้นี้ชำเลืองมองเซียวเอี๋ยนก่อนที่จะเลื่อนไปทางไป๋เฉิงที่สิ้นสติอยู่ไม่ไกลออกไป  เสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังขึ้นเบาๆ  “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้ากลับสามารถปราบไป๋เฉิงลงได้”

 

“ข้าก็แค่โชคดี”  เซียวเอี๋ยนใช้ฝ่ามือดูดไม้บรรทัดซวนยักษ์มาจากด้านหนึ่งและดูดมันเข้ามาในมือ  ท่าทางของเขาสงบยิ่ง,  ราวกับผู้สูงวัยที่ไม่ถูกสั่นครอนแม้เพียงน้อย  ฐานะของอีกฝ่ายไม่มีผลต่อเขาแม้สักนิด

 

“ระหว่างเรามีข้อบาดหมางกันอยู่”  หลิวชิงไม่กล่าวไร้สาระต่อไปขณะจ้องมองเซียวเอี๋ยนและพลันเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

 

เซียวเอี๋ยนขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย  เขาย่อมเข้าใจ  คำว่า ‘ข้อบาดหมาง’  ที่พูดถึงนี้ย่อมเป็นเรื่องราวของหลิวเฟยที่ผ่านมา  ในขณะนี้  เขาไม่เอ่ยคำขอโทษแต่อย่างใด  เต๋าชี่ที่เหลืออยู่ในร่างกายเคลื่อนไปตามเส้นทางชี่และค่อยๆ โคจรไป  พร้อมพรักสำหรับรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกะทันหัน

 

“ผู้พี่”  เงาร่างสอง-สามสายกระโจนลงมาจากอัฒจันทร์ในระหว่างที่หลิวชิงกำลังสนทนาอยู่กับเซียวเอี๋ยน  ที่นำหน้ากลุ่มอยู่เป็นสตรีงดงามผู้หนึ่งซึ่งร้องเรียกหลิวชิงขึ้นมาด้วยท่าทางร่าเริงชดช้อยก่อนที่จะเข้ามายืนเคียงข้างเขาด้วยท่าทางว่าง่าย  อย่างไรก็ตาม  สายตาที่นางใช้กวาดมองมาทางเซียวเอี๋ยนลวกๆ แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง

 

“เรื่องราวที่ผ่านมา  ผู้ใดผิดผู้ใดถูกเป็นสิ่งที่ผู้คนล้วนรับรู้  พี่เซียวเอี๋ยนไม่ได้ทำผิดอันใด  อย่าได้คิดว่าท่านจะสามารถใช้ความความหยิ่งยะโสเช่นนี้ภายในโรงเรียนส่วนในได้เพียงเพราะว่าพลังของท่านค่อนข้างแข็งแกร่ง  หากท่านคิดจะเข้ามาหาเรื่องเพื่อผู้อื่นโดยไม่แยกแยะว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก,  ข้า,  เซียวเซวี่ยนเอ๋อ,  ยินดีที่จะรับคำท้า”  ใบหน้าของเซวี่ยนเอ๋อดำคล้ำเมื่อได้เห็นเหตุการณ์  นางไม่สนใจเซียวเอี๋ยนที่กำลังพยายามห้ามปรามนาง  นางสาวเท้าไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่งและเอ่ยเสียงเย็นชาออกไป

 

หลิวชิงตะลึงงันเมื่อเขาถูกเซวี่ยนเอ๋อตำหนิอย่างไม่ไว้หน้า  สายตาพลันระคนด้วยความแปลกใจขณะประเมินเซวี่ยนเอ๋อตรงหน้า  ด้วยพรสวรรค์และความสามารถของเขา,  น้อยคนนักที่จะกล้าพูดจากับเขาด้วยท่าทางเช่นนี้ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน  เขารู้สึกสงสัยไม่น้อยในเวลานี้ที่ถูกเซวี่ยนเอ๋อตำหนิในลักษณะเช่นนี้  ยิ่งไปกว่านั้น  สายตาของเขายังหยุดอยู่ที่เซวี่ยนเอ๋อเป็นบางขณะเพราะรูปโฉมอันงดงามดึงดูดใจเป็นที่สุดของนาง

 

“ฮึ่ม,  เจ้าเป็นตัวอะไรกัน?  ญาติผู้พี่ของข้าเป็นคนที่เจ้าจะมาตำหนิได้หรือ?  อย่างจองหองเกินไปนักเพียงเพราะเจ้าสามารถเอาชนะไป๋เฉิงได้  เจ้าเซียวเอี๋ยนนั่นก็แค่ขยะที่อาศัยกำลังของยาเม็ดหนึ่งเท่านั้น”  หลิวเฟยพลันเริ่มไม่ชอบใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อนางเห็นการกระทำของเซวี่ยนเอ๋อ  โดยเฉพาะเมื่อนางเห็นว่าญาติผู้พี่ของตน,  ซึ่งมักจะเฉยเมยกับสตรี, กลับแสดงท่าทางสนใจ  ความรู้สึกเคืองใจก็พลันแผ่ซ่านขึ้นมาในหัวใจของนางและนางก็เผลอสาวเท้าไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง  ชี้นิ้วใส่เซวี่ยนเอ๋อและกล่าวด้วยซุ่มเสียงที่เย่อหยิ่งนัก

 

เซียวเอี๋ยนเพียงเลิกคิ้วขึ้นมากับคำกล่าวร้ายป้ายสีของหลิวเฟย  อย่างไรก็ตาม  เขาเกียจคร้านเกินกว่ากระทั่งจะชายตาไปมองนาง  เขามักจะรักษาระยะกับสตรีที่ไร้เหตุผลและหยาบคายเช่นนี้เอาไว้ห่างๆ ตัว  ยิ่งไปกว่านั้น  ตั้งแต่เริ่มแรก  สายตาของเขาก็หยุดอยู่แต่บนร่างของหลิวชิง  แรงกดดันของคนผู้นี้ไม่ด้อยไปกว่าหลินซิวหยาและพวกแม้แต่น้อยเลย

 

เซียวเอี๋ยนสามารถถือว่าคำด่าทอของหลิวเฟยเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านหูเขาไป  ทว่าใบหน้าของเซวี่ยนเอ๋อพลันเริ่มเย็นชาขึ้นมาเต็มที่  หากอีกฝ่ายด่าทอนางก็คงไม่เป็นไร  แต่ทว่า  บังอาจสบประมาทด่าทอเซียวเอี๋ยนเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางไม่อาจทนได้!

 

“เฟย-เอ๋อ!”

 

หลิวชิงที่อยู่ด้านข้างก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย  รู้สึกว่าคำด่าทอของหลิวเฟยออกจะเกินเลยไปสักหน่อย  เขาอดไม่ได้ที่จะเสียงเข้มขึ้น  ขณะที่เขาเงยหน้าขึ้นมา,  เขามองเห็นสีหน้าเย็นชาของเซวี่ยนเอ๋อและกำลังจะเอ่ยอะไรออกไปพลันเมื่อดวงตาของเขาหรี่แคบลงเล็กน้อย  ร่างกายรีบขยับไปทางซ้ายก้าวหนึ่งและบังเอิญกั้นหลิวเฟยเอาไว้ด้านหลัง

 

พริบตาที่หลิวชิงขยับตัว,  เซวี่ยนเอ๋อที่เคยยืนเงียบตัวตรงอยู่พลันพุ่งวูบไปข้างหน้า  ภาพติดตาสองภาพโผล่ขึ้นมาตามทาง  จุดที่ภาพติดตาทั้งสองปรากฏขึ้นให้บังเอิญเป็นด้านซ้ายและด้านขวาของหลิวชิง

 

สีหน้าของหลิวชิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยในพริบตาที่ภาพติดตาทั้งสองปรากฏขึ้น  สองมือของเขาพลันกวาดผ่านภาพติดตาทั้งสองอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ  ครั้นแล้ว...  เขาได้ยินเสียงตบดังฉาดกังวานขึ้นที่ด้านหลัง...

 

“ฉาด!”

 

เงาร่างมนุษย์มากมายรอบอัฒจันทร์อ้าปากกว้าง  ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตะลึงขณะจ้องมองรอยนิ้วมือสีแดงงามบนใบหน้าของหลิวเฟย  พริบตาเดียว  ทั่วทั้งลานประลองก็ตกสู่บรรยากาศอันเงียบประหลาดภายใต้เสียงตบดังฉาดสนั่นก้องขึ้นมานี้

 

เซวี่ยนเอ๋อยกมือขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเรียบเฉยชำเลืองมองหลิวเฟยที่มีสีหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความไม่เชื่อตรงหน้า  นางเอ่ยเย็นชา  “อย่าคิดว่าเจ้าจะสามารถประพฤติตัวโง่ๆ ได้เพียงเพราะมีหลิวชิงคอยหนุนหลังอยู่  ตบฉาดนี้เพื่อพี่เซียวเอี๋ยน”

 

“เจ้า,  เจ้า...  นางหญิงต่ำช้า  ข้าจะฆ่าเจ้า!”  หลิวเฟยในที่สุดจึงได้สติขึ้นมาเมื่อถูกกระตุ้นด้วยความเจ็บปวดที่หลงเหลืออยู่บนใบหน้าของนาง  นางถูกตบฉาดใหญ่ในที่สาธารณะ  สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกย่ำแย่ยิ่งกว่าถูกมีดจ้วงแทงเสียอีก  พริบตาต่อมา  นางเต็มไปด้วยความอับอายและความเดือดดาล  ใบหน้ากลายเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความโกรธ  นางสบถคำหนึ่ง  กรงเล็บก็ตะกุยใส่ใบหน้าของเซวี่ยนเอ๋อสุดกำลัง

 

เซวี่ยนเอ๋อจ้องมองหลิวเฟยที่กำลังบ้าคลั่งไม่น้อยด้วยสีหน้าเย็นชา  แสงสว่างสีทองเจิดจ้าบนฝ่ามืองดงามของนางค่อยๆ เข้มขึ้น  พลังรุนแรงที่ประจุอยู่ในนั้นเป็นเหตุให้สีหน้าของหลายๆ คนข้างหลังหลิวเฟยแปรเปลี่ยนใหญ่หลวงแล้ว  พวกเขารีบพุ่งตัวออกมาเบื้องหน้าและปกป้องบังหลิวเฟยเอาไว้ข้างหลัง

 

“นักเรียนผู้นี้  เจ้าจะไม่ทำเกินไปหน่อยหรือ?”  เงาร่างมนุษย์ตรงหน้าพุ่งตัวออกมา  หลิวชิงเข้าขวางกั้นอยู่ข้างหน้าเซวี่ยนเอ๋ออีกคราหนึ่งขณะเอ่ยเสียงเข้ม

 

“นางไม่อาจโทษผู้อื่นได้ในเมื่อนางเป็นฝ่ายหาเรื่องขายหน้าเอง”  เซวี่ยนเอ๋อเพียงชำเลืองมองหลิวชิงเรียบๆ คราหนึ่ง  แสงสีทองยังคงสว่างจ้าอยู่บนมือทั้งสอง  นางไม่แสดงความกลัวออกมาแม้เพียงน้อยแม้ในยามเผชิญหน้ากับยอดยุทธ์ที่อยู่ในลำดับสามของทำเนียบยอดฝีมือ

 

“เซวี่ยนเอ๋อ  กลับมาเถอะ”  เซียวเอี๋ยนขมวดคิ้วมุ่นขณะยืนอยู่ข้างหลังนางก่อนที่จะส่งเสียงเรียกออกมาเบาๆ

 

ความเย็นชาบนใบหน้าของเซวี่ยนเอ๋อค่อยเริ่มละลายลงช้าๆ เมื่อนางได้ยินเสียงร้องเบาๆ ของเซียวเอี๋ยน  ปลายเท้าของนางแตะลงบนพื้นเบาๆ  และร่างกายงดงามของนางก็ดูราวกับผีเสื้อตัวหนึ่งซึ่งค่อยๆ ลอยกลับไปยืนลงข้างกายของเซียวเอี๋ยน  นางส่งยิ้มทะเล้นให้คราหนึ่งเมื่อมองเห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่ของเซียวเอี๋ยน  รอยยิ้มราวดอกถานฮวาของนางเป็นเหตุให้ผู้ชายมากมายรอบอัฒจันทร์ต้องยืนตัวตรงแน่วแล้ว

 

เซียวเอี๋ยนได้แต่ส่ายศีรษะก่อนที่จะคว้าเซวี่ยนเอ๋อและดึงนางไปอยู่ข้างหลัง  แม้เขาจะรู้ดีว่าแม่นางน้อยผู้นี้ปิดซ่อนพลังที่คงไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเอาไว้,  ความภาคภูมิใจในฐานะลูกผู้ชายก็ทำให้เขาไม่ชอบใจหากจะปล่อยให้เด็กสาวตรงหน้ารับมือกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแทนเขา

 

เมื่อเซวี่ยนเอ๋อถอยไป  บรรยากาศบนลานประลองก็พลันประหลาดยิ่ง  หลิวเฟยที่กำลังกุมหน้าของตนอยู่กำลังร้องไห้เบาๆ อยู่ข้างหลังหลิวชิง  ผู้คนที่รายล้อมนางอยู่รีบปลอบใจนาง  และใบหน้าของหลิวชิงเคร่งขรึมเล็กน้อย

 

“เคะๆ  วันนี้ช่างคึกคักจริงๆ เชียว  ข้าเพิ่งได้เป็นพยานกับการต่อสู้ระหว่างบุรุษสองคนและบัดนี้,  ถึงตาสตรีเพศบ้างแล้ว...”  บรรยากาศประหลาดพลันถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะหนึ่ง  เงาร่างมนุษย์สองสามคนพุ่งตัวลงมาและปรากฏกายขึ้นบนลานประลอง

 

“หลินซิวหยา?  เอี๋ยนเฮ่า?  ว๊าว  ลมอะไรจึงหอบผ่านมาถึงลานประลองในวันนี้หนอ?  กลุ่มคนที่ปกติเอาแต่เก็บตัวฝึกยุทธ์กลับโผล่ออกมาพร้อมๆ กัน?”

 

เสียงพูดคุยส่วนตัวพลันดังขึ้นบนอัฒจันทร์ตามการปรากฏตัวของเงาร่างมนุษย์หลายคนนั้น

 

เซียวเอี๋ยนเองก็ตกใจเมื่อเห็นหลินซิวหยาและพวกปรากฏกายขึ้น  เขาพลันยิ้มแย้มและทักทายพวกเขา

 

หลินซิวหยาขยับใกล้เข้าไปสนทนากับเซียวเอี๋ยนเล็กน้อยเป็นอย่างแรก  เขาพลันยกนิ้วโป้งให้แก่เซวี่ยนเอ๋อในขณะที่หันหลังให้แก่หลิวชิงและพวกก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ และกล่าวขึ้น  “ช่างระบายความโกรธได้ดี”

 

เซวี่ยนเอ๋อเพียงชำเลืองมองหลินซิวหยาตรงหน้าอย่างสุภาพ  แม้รูปลักษณ์และการวางตัวของอีกฝ่ายจะดีเยี่ยม  ใบหน้าของเซวี่ยนเอ๋อก็ยังไม่แสดงความรู้สึกอันใดนัก  นางเพียงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจเซียวเอี๋ยน

 

หลินซิวหยาได้แต่หัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าเขากลับถูกเมินเฉย  เขาถูจมูกเก้อเขินคราหนึ่ง  นับเป็นครั้งแรกโดยแท้ในรอบหลายปีที่ผ่านมาที่เขาถูกแม่นางผู้หนึ่งปฏิบัติด้วยเยี่ยงนี้

 

“เคะๆ  ข้าต้องขออภัย  บุคลิกของเด็กคนนี้เป็นเช่นนี้เอง”  เซียวเอี๋ยนได้แต่แตะศีรษะของเซวี่ยนเอ๋อขณะส่งยิ้มและอธิบายแก่หลินซิวหยา

 

“นางมีเอกลักษณ์  หนก่อนพวกเรารีบจากกันและยังไม่ทันได้ขอบคุณเจ้า  หากเจ้าไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ  คงเป็นการยากที่พวกเราจะพาชีวิตของตนกลับมาได้”  หลินซิวหยายิ้มแย้ม  เขาเจตนาไม่เบาเสียงของตนลง  ดังนั้น  กระทั่งหลิวชิงและพวกที่อยู่ข้างหลังต่างก็ได้ยินคำพูดเหล่านี้อย่างชัดเจน

 

การกระทำของหลินซิวหยาที่ไม่ลดเสียงของตนลงเป็นเหตุให้เซียวเอี๋ยนตกใจ  เขาหันไปมองหลิวชิงที่กำลังทำหน้าบึ้งเล็กน้อย  จึงพลันบังเกิดความเข้าใจขึ้นมาและได้แต่พยักหน้าออกมาอย่างรู้คุณ

 

“ฮี่ๆ  ข้าต้องบอกเจ้าไว้ก่อน  หลิวชิง  เจ้าคงไม่ใช่กำลังคิดที่จะท้าสู้กับเซียวเอี๋ยนในวันนี้หรอกนะ  ใช่หรือไม่?  เขากำลังบาดเจ็บ”  เอี๋ยนเฮ่าที่อยู่ด้านข้างส่งยิ้ม  ทว่าไม่พูดอ้อมค้อมขณะเอ่ยสิ่งที่สำคัญที่สุดออกมา

 

“ข้าเป็นพวกที่รังเกียจการฉวยโอกาสกับผู้อื่นในยามที่อีกฝ่ายกำลังมีปัญหา”  หลิวชิงกล่าวตอบเบาๆ  “ในเมื่อเขาเอาชนะไป๋เฉิงได้แล้ว  เขาเองก็ได้เลื่อนลำดับและก้าวขึ้นสู่ทำเนียบยอดฝีมือแล้วเช่นกัน  เมื่อเป็นเช่นนี้  ข้าคิดว่าเขาก็คงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมการแข่งขันใหญ่ของยอดฝีมือในอีกหนึ่งเดือนให้หลังนี้  เมื่อถึงเวลานั้นย่อมมีโอกาสเป็นธรรมดา”

 

“เรื่องราวในวันนี้ก็เป็นแค่ข้อพิพาทระหว่างผู้หญิง  ข้าเองก็ไม่อยากจะมีเรื่องที่นี่  อย่างไรก็ตาม  เฟยเอ๋อไม่อาจถูกรังแกเปล่าๆ ปลี้ๆ  ถึงเวลานั้น  หากพวกเราได้พบกันในการแข่งขัน  เจ้าจงแสดงความสามารถทั้งหมดออกมา  ข้าเองก็สนใจเจ้าอยู่ไม่น้อย”  หลิวชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวแก่เซียวเอี๋ยน

 

คำพูดของหลิวชิงย่อมหมายถึงการท้าทายอย่างไม่ต้องสงสัย  ดังนั้น  สายตามากมายในสนามประลองจึงหันไปทางเซียวเอี๋ยน  สามารถรับคำท้าของหลิวชิงได้,  ย่อมบ่งบอกถึงพลังของเซียวเอี๋ยนได้เป็นอย่างดี

 

เซียวเอี๋ยนหัวเราะเบาๆ ภายใต้สายตาของทุกผู้คน  เขายกสองมือขึ้นคำนับเล็กน้อย  ความหวาดกลัวแม้เพียงน้อยหาเจืออยู่ในน้ำเสียงของเขาไม่  ความกล้าหาญเช่นนี้ทำให้ผู้คนมากมายพากันพยักหน้าเงียบๆ

 

“เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะสู้กับท่านอย่างแน่นอน”

Comment

Comment:

Tweet

แหมมมม อิจฉาาาาาาาาา ว่าแต่การได้กราบแถวหน้าสุดนี่ก็เฉียดฉิวไปนิดเดียวเหมือนกันนะครับ เกือบไปอยู่แถวสุดท้ายของชุดก่อน ดวงดีจริงๆ

#5 By ตี๋ on 2017-10-04 21:24

กราบมาแล้วเจ๊า แต่หนเดียว เพราะต้องลางานไป
ตอนกราบได้อยู่แถวหน้าสุดด้วย # อวดกว่า คริๆๆ เคะๆๆ อิๆๆ ฮุๆๆ coolkiss

#4 By เฒ่าทารก on 2017-09-29 14:14

ขอบคุณครับ

หายไปกราบพระบรมศพมา ท่านเฒ่าทารก และไวรัสไก่ไปกราบมารึยัง

ไปถึงจุดคัดกรองก็เดินผ่านไปได้เลย ไปตอนค่ำ ฝนไม่ตก แล้วก็มีลมเย็นพัดมาให้หายร้อนเป็นระยะ ตอนกราบก็อยู่แถวที่ 2 ด้านหน้าด้วย #อวด อิอิ

#3 By ตี๋ on 2017-09-28 23:19

555+ kiss

#2 By เฒ่าทารก on 2017-09-27 21:16

วันนี้ผู้เฒ่ามารวดเร็วปานเท้าสายฟ้า5555

// ชูป้ายไฟเซวี่ยนเอ๋อ แหม น่าจะมีสักยกให้ชม ท่าจะสนุก ฮ่าๆ

#1 By viruskei on 2017-09-27 19:17