“เรื่องที่ท่านประมุขแห่งตระกูลเซียวหายตัวไปถูกรายงานขึ้นไปถึงท่านประมุขแล้ว”  หลิงอิงจ้องมองเซวี่ยนเอ๋อขณะกล่าวพร้อมยิ้มขื่น  “ขณะนี้ในตระกูลกำลังวุ่นวายเล็กน้อย  การหายตัวไปของเซียวจั่นอาจจะมีความหมายไปถึงว่าชิ้นส่วน  ‘กุญแจ’  ของตระกูลเซียวก็อาจจะหายลับไปพร้อมกับเขา  คุณหนู  ท่านก็ทราบดีว่าท่านประมุขเห็นของสิ่งนั้นสำคัญปานไหน” 

 

“ทางบ้านได้ส่งคนออกไปสืบหาที่อยู่ของท่านลุงเซียวหรือไม่?”  เซวี่ยนเอ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะพลันเอ่ยถามในเวลาต่อมา

 

“พวกเขาเริ่มทำการสืบสวนแล้ว  ทว่ายังไม่มีความคืบหน้าอันใดในเวลานี้  คนเดียวที่จะรู้เกี่ยวกับการหายตัวไปของเซียวจั่นก็อาจจะเป็นผู้เฒ่าที่หนึ่งแห่งพรรคเมฆครามที่ไล่ล่าตามหลังเขาไป  โชคร้าย  เซียวเอี๋ยนสังหารคนผู้นั้นไปแล้วด้วยความโกรธ”  หลิงอิงส่ายศีรษะและกล่าว

 

“พี่เซียวเอี๋ยนให้ความสำคัญแก่ท่านลุงเซียวจั่นหนักหนา  เซียวจั่นถูกพรรคเมฆครามไล่ล่าจนหายตัวไปเช่นนี้  พี่เซียวเอี๋ยนย่อมต้องโกรธจนสูญเสียความมีเหตุผลไปบ้างเป็นธรรมดา”  เซวี่ยนเอ๋อทอดถอนใจ  ทันใดนั้น  นางเปลี่ยนเรื่องและเอ่ย  “บอกข้าเกี่ยวแก่คำสั่งของท่านพ่อก่อน”

 

“ท่านประมุขสั่งว่า  หากคุณหนูยังคงหาชิ้นส่วนกุญแจนั้นไม่พบ  ท่านจะต้องกลับไปที่บ้านในทันที  ในเมื่อกุญแจก็หายตามการหายตัวของเซียวจั่นไปแล้ว  ดังนั้นท่านจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับคุณชายเซียวเอี๋ยนอีกต่อไป”  หลิงอิงเอ่ยเบาๆ  “คุณหนู  ท่านเอาแต่ปฏิเสธการกลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเอาแต่คอยอยู่ข้างกายคุณชายเซียวเอี๋ยนเช่นนี้  ท่านประมุขอาจจะเดาอะไรบางอย่างได้  เขาดูเหมือนจะไม่พอใจกับสิ่งนี้เป็นอันมาก  มีผู้เฒ่าหลายคนในตระกูลก็คิดเช่นเดียวกันนี้  พวกเขาคิดว่าคุณชายเซียวเอี๋ยนไม่คู่ควรกับท่าน”

 

ใบหน้าของเซวี่ยนเอ๋อสงบ  ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยกับสิ่งที่ได้ฟัง  ครู่ใหญ่ผ่านไป  ในที่สุดนางจึงเอ่ยเสียงเรียบออกมา  “อนาคตข้างหน้า  พวกเขาจะได้รู้เองว่าเขาคู่ควรกับข้าหรือไม่”

 

“อย่างไรก็ตาม  ท่านไม่อาจรอจนถึงเวลานั้น  คุณหนูควรจะกลับบ้านไปตั้งแต่เมื่อครั้งที่คุณชายเซียวเอี๋ยนออกจากเมืองวูตันแล้ว  ท่านถ่วงเวลามานานถึงสามปีแล้ว  สิ่งนี้ยิ่งทำให้ความไม่พอใจในตระกูลเพิ่มพูนมากขึ้น  ไม่ว่าอย่างไร  ความสำคัญของท่านต่อบ้านเรามิใช่สิ่งที่คุณหนูคุณชายท่านอื่นๆ ในตระกูลจะเทียบเทียมได้”  หลิงอิงเอ่ยเบาๆ  “ดังนั้น  ครั้งนี้  ท่านประมุขจึงสั่งการอย่างเฉียบขาด  หากท่านไม่ยอมกลับไปภายในเวลาหนึ่งเดือนนี้  ก็อาจจะมีคนจากทางตระกูลเดินทางมาด้วยตนเอง  คุณหนูคงไม่ปรารถนาจะให้คุณชายเซียวเอี๋ยนได้ปะทะกับทางตระกูลในเวลานี้ดอก  ใช่หรือไม่?  ท่านน่าจะรู้ดี  ด้วยกำลังของคุณชายเซียวเอี๋ยนในเวลานี้ไม่ทำให้เขามีคุณสมบัติเพียงพอให้ตระกูลของเราเห็นความสำคัญของเขาได้”

 

ฟันของเซวี่ยนเอ๋อขบลงบนริมฝีปากแดงเรื่อของตน  นางเค้นหมัดแน่น  ครู่ต่อมา  นางพยักหน้าน้อยๆ  “อา  ข้ารู้”

 

แม้นางจะรู้ดีว่าชิ้นส่วนกุญแจของตระกูลเซียวอยู่ที่ใด,  นางก็ไม่ยอมเปิดเผยออกมา  นี่เป็นเพราะนางรู้ดีว่าเซียวเอี๋ยนคงจะต้องหายตัวไปในทันทีที่ข่าวข้อนี้รั่วไหลไปถึงทางตระกูล

 

หลิงอิงได้แต่ทอดถอนใจขณะจ้องมองใบหน้างดงามของเซวี่ยนเอ๋อที่ช่างสงบราวกับสายน้ำ  เขาบิดร่างและหมุนตัวแปรเปลี่ยนเงาดำพล่าเลือนสายหนึ่งก่อนที่จะกระโจนเข้าสู่ความมืดมิด  ในที่สุด  ร่างนั้นส่ายเล็กน้อยและจึงหายลับไป

 

เป็นเวลานานหลังจากที่หลิงอิงหายตัวไปแล้ว  เซวี่ยนเอ๋อจึงค่อยขยับฝีเท้าของตนและเดินไปข้างหน้าต่าง  นางจ้องมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ยามราตรี  ความขื่นใจบางเบาอย่างหนึ่งก็พลั้งเผลอฉายชัดขึ้นมาบนใบหน้าของนางแล้ว  นางไม่เคยสงสัยในศักยภาพของเซียวเอี๋ยนแม้แต่น้อย  แม้ในระหว่างที่ชะตาของเขาพลิกผันจากอัจฉริยะกลายเป็นคนไร้ค่าในครั้งนั้น  นางก็ยังคงเชื่อมั่นว่าไม่ช้าก็เร็ว,  เขาจะต้องลุกยืนหยัดกลับขึ้นมาสู่จุดสุดยอด,  ที่ซึ่งผู้อื่นต้องเงยหน้าขึ้นมอง  อย่างไรก็ตาม  ต่อหน้าพรรคที่ยิ่งใหญ่จนทำให้ผู้คนต้องพากันตกตะลึงพรรคนั้น,  อัจฉริยะผู้หนึ่งยังคงเป็นเพียงเมล็ดพันธ์เม็ดเล็กๆ ในท่ามกลางทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล  เขาไม่อาจทำให้คนพวกนั้นสนใจนัก  ตระกูลที่สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมกันมาเป็นเวลานานจนนับไม่ถ้วนปีทำให้พรรคเก่าแก่พรรคนั้นได้รู้จักและเห็นอัจฉริยะมากมายที่รุ่งโรจน์และตกต่ำลงไปในพริบตามานับไม่ถ้วนผู้  ทีละคนๆ  ดังนั้น  ลำพังในแง่ของความมีอัจฉริยภาพย่อมไม่ทำให้พวกเขาสนใจได้แม้เพียงน้อย  สิ่งที่พวกเขาสนใจก็มีเพียงความสำเร็จที่คนผู้หนึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายได้ในปัจจุบันขณะ!

 

ขณะนี้เซียวเอี๋ยนก็เป็นแค่เต๋าหลิงผู้หนึ่ง  แม้เขายังมีอายุไม่ถึงยี่สิบปี  นี่ก็ไม่มีความหมายมากนัก  ไม่ว่าอย่างไร  เส้นทางการพัฒนาของคนผู้หนึ่งย่อมเต็มไปด้วยอันตรายยากจะเปรียบปาน  ไม่มีผู้ใดกล้ามั่นใจหรือเชื่อว่าเซียวเอี๋ยนจะสามารถเดินไปตามเส้นทางนั้นและก้าวขึ้นสู่ระดับสุดยอดในเส้นทางพัฒนาตนนี้และก้มลงมองทุกผู้คนได้  พรรคเก่าแก่พรรคนั้นยิ่งใหญ่เกินไป  ดังนั้น  นอกเสียจากว่าคนผู้หนึ่งจะเอื้อมถึงฐานะอันสูงสุดได้,  คนผู้นั้นก็เหมือนแค่ความแตกต่างระหว่างจำนวนห้าสิบกับร้อยก้าว  ย่อมไม่มีความแตกต่างกันมากนัก

 

“พวกเขาไม่เชื่อ...”  รอยยิ้มเยาะบางๆ  ยกขึ้นบนมุมปากของนางขณะที่เซวี่ยนเอ๋อพึมพำเบาๆ  “ข้าเชื่อคนเดียวก็พอแล้ว...”

...

เมื่อได้พักผ่อนมาแล้วคืนหนึ่ง  พละกำลังของเซียวเอี๋ยนจึงกลับกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น  เมื่อเขาลุกจากเตียง  เขาใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงกลั่นรากวิญญาณไฟของจื่อเอี๋ยนจนเสร็จ  ในเมื่อผู้เฒ่าหลิวมิได้กำหนดเวลาที่เขาต้องส่งมอบยาพลังมังกร  เซียวเอี๋ยนจึงมิได้รีบเร่งกลั่นมัน

 

เซียวเอี๋ยนเดินออกจากห้อง  เขาเพิ่งเดินลงบันไดมาเมื่อเงาร่างของจื่อเอี๋ยนพลันพุ่งวาบเข้ามาปรากฏราวกับภูตผี  ดวงตาดำขลับของนางกระพริบปริบๆ ขณะจ้องมองเซียวเอี๋ยน

 

เซียวเอี๋ยนไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเมื่อเห็นท่าทางของนาง  เขาโยนขวดหยกใบหนึ่งใส่มือนางและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเงียบๆ  ในลักษณะอ่อนใจเมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจ  เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้อาจมีพลังแข็งแกร่ง  ทว่าจิตใจของนางก็ยังไม่แตกต่างไปจากเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกับนางนัก

 

เมื่อได้ตันหวันที่เต็มไปด้วยพลังงานมาแล้ว,  จื่อเอี๋ยนในที่สุดจึงหยุดรบกวนเซียวเอี๋ยน  อย่างไรก็ตาม  นางรู้สึกเขินอายเล็กน้อยหากคิดจะจากไปในทันทีเมื่อได้ของที่ต้องการ  ดังนั้นนางจึงนั่งลงยังมุมห้องหนึ่งอย่างว่าง่าย  ท่าทางอ่อนเยาว์น่ารักของนางเป็นเหตุให้หูเจียที่อยู่ด้านข้างแทบอยากจะพุ่งเข้าไปหยิกนางแรงๆ สักคราวหนึ่ง

 

ในขณะนี้  เซวี่ยนเอ๋อ  หูเจียและอู๋เฮ่าทุกคนล้วนรวมตัวกันอยู่ในห้องโถง  วันนี้อู๋เฮ่าไม่รีบออกไปที่ลานประลอง  แม้แต่เซียวเอี๋ยนและพวกก็ออกจะรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้างกับความคลั่งไคล้การต่อสู้ของคนผู้นี้

 

เซียวเอี๋ยนเอ่ยถามเกี่ยวแก่กิจการของกลุ่มประตูหินในช่วงที่ผ่านมาจากเซวี่ยนเอ๋อและพวกในระหว่างที่กินอาหารเช้า  เขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี  ไม่ว่าอย่างไร  ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มประตูหิน  แม้เขาไม่ค่อยมีความรับผิดชอบกับตำแหน่งนี้นัก  เขาก็ไม่เคยปฏิเสธฐานะของตน

 

เซียวเอี๋ยนกำลังจะลุกขึ้นหลังจากที่รับประทานอาหารเช้าเสร็จ  พลันประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่ก็ถูกผลักเปิดออก  ทันใดนั้น  เสียงคำรามของหลินเอี้ยนดังสนั่นไปทั่วห้อง

 

“เซียวเอี๋ยน  ข้าได้ยินว่าเจ้ากลับมาแล้ว?  ฮ่าๆ  วันนี้เจ้ามีเวลามาอุ่นเครื่องกันหรือไม่  หลายวันมานี้  ตอนที่ประลองอยู่ในลานประลองสอง-สามหน  ข้าไม่สนุกเลย  เจ้าลูกเต่าพวกนั้นเอาแต่วิ่งหนีเมื่อเห็นข้า”  หลินเอี้ยนที่กำลังมีท่าทางสบายใจไร้กังวลเดินกร่างเข้ามาในห้อง  เขาไม่สนใจสีหน้าอับจนหนทางของเซียวเอี๋ยนและพวกและเดินตรงไปที่ด้านหนึ่งของโต๊ะ  เขาคว้าซาลาเปาลูกหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาลวกๆ และกัดลงไปเต็มคำขณะพูดลอยๆ

 

“หู  แม่หนูน้อยผู้นี้เป็นใคร... อึก...”  ขณะที่ซาลาเปากำลังถูกเคี้ยวอยู่ในปาก  หลินเอี้ยนไม่สนใจเซียวเอี๋ยนและพวกและพลันหันสายตาไปทางจื่อเอี๋ยนที่นั่งอยู่ข้างๆ  เขาเพิ่งยิ้มแย้มเอ่ยถามเมื่อใบหน้าพลันแข็งทื่อขึ้นมากะทันหันภายใต้สายตาตกตะลึงของเซวี่ยนเอ๋อ,  หูเจียและอู๋เฮ่า  ซาลาเปาที่กำลังถูกเคี้ยวจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ในปากของเขากลับถูกพ่นออกมาพร้อมน้ำลาย  ครู่ต่อมา ทั่วทั้งใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกใจขณะรีบลุกหนีราวกับถูกไฟช๊อต

 

“เจ้า... ทำไมเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?”  ความตกใจสุดขีดและเสียงร้องแหลมดังออกมาจากปากของหลินเอี้ยนขณะถอยหนี

 

เซวี่ยนเอ๋อ  หูเจียและอู๋เฮ่าต่างพากันงุนงงเมื่อได้เห็นความเปลี่ยนแปลงกะทันหันของหลินเอี้ยน  มีเพียงเซียวเอี๋ยนที่เข้าใจว่าคนผู้นี้คงจำจื่อเอี๋ยนได้

 

“ทำไมเจ้าจะต้องตะโกนเสียดังลั่นปานนี้?”  จื่อเอี๋ยนยกมือปิดหูและเอ่ยด้วยสีหน้าไม่พอใจเป็นที่สุดกับหลินเอี้ยนที่กำลังตกใจ

 

หลินเอี้ยนกลืนน้ำลายลงคอ  เขาคลายใจลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าจื่อเอี๋ยนไม่มีปฏิกิริยาพิเศษใดๆ  เขาเบี่ยงไปรอบโต๊ะตัวใหญ่ในห้องโถงและเดินไปอยู่ข้างหลังเซียวเอี๋ยนและพวกอย่างระมัดระวัง  เขาเอ่ยเบาๆ  “ให้ตายเถอะ  ทำไมนางถึงมาอยู่ที่นี่?  พวกเจ้าทุกคนไม่เป็นไรนะ?”

 

“พวกเราสบายดี”  เซียวเอี๋ยนแบสองมือและยิ้มแย้มขณะตอบ

 

หลินเอี้ยนเผลอเบิกตากว้างเมื่อเห็นท่าทางสงบสบายของเซียวเอี๋ยน  “เจ้ารู้ฐานะของนางหรือไม่?”

 

“รู้”  เซียวเอี๋ยนยิ้ม  เขาเดินไปยืนข้างจื่อเอี๋ยนและลูบศีรษะของนางขณะยิ้มแย้มและกล่าว  “เด็กหญิงตัวน้อยที่น่ารักมากๆ ผู้หนึ่ง

 

“น่ารัก...”  มุมปากของหลินเอี้ยนบิดเบี้ยวขณะเอ่ยในใจ หากเจ้าได้เห็นฉากน่าสะพรึงกลัวในยามที่นางเตะคู่แข่งทุกคนร่วงลงจากลานประลองในการประลองสุดยอดฝีมือครั้งล่าสุด  เจ้าอาจจะไม่คิดแบบนี้อีกเลย

 

“ข้ากินเสร็จแล้ว  ฮึ่ม  ข้าจะไปแล้ว”  จื่อเอี๋ยนยัดอาหารเช้าเข้าปาก  นางส่ายศีรษะเพื่อสะบัดมือของเซียวเอี๋ยนออกไปพร้อมกับทำเสียงขึ้นจมูกใส่หลินเอี้ยนคราหนึ่ง  นางเริ่มวิ่งกระโดดโลดเต้นออกไป  ขณะที่กำลังจะออกจากประตูไป  นางยังหันมามองหน้าเซียวเอี๋ยนเพื่อพูด  “จำข้อตกลงของพวกเราเอาไว้  อีกอย่างหนึ่ง  ข้ารู้สึกว่าหน้าตาเจ้าสบายตาข้านัก  เจ้ามาหาข้าได้ทุกเมื่อหากมีผู้ใดกล้ามารังแกเจ้า  ข้าจะแจกหมัดให้กับทุกคนเลยทีเดียวเหมือนกับที่เจ้าคนข้างๆ เจ้าเคยโดน”

 

เด็กหญิงตัวน้อยเหวี่ยงหมัดเล็กๆ ของนางหลังกล่าวจบ  ครั้นแล้ว  นางสะบัดผมหางม้าสีม่วงของนางก่อนที่จะกระโดดโหยงๆ หายลับไปจากสายตาของเซียวเอี๋ยนและพวก

 

“ให้ตายเถอะ  เซียวเอี๋ยน  เจ้าไปรู้จักมักจี่กับยัยราชินีจอมโหดนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”  หลินเอี้ยนคืนสู่สภาพปกติพร้อมการหายตัวไปของจื่อเอี๋ยน  หมัดของเขากระแทกลงบนบ่าของเซียวเอี๋ยนขณะเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

 

“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่ายอดยุทธ์อันดับหนึ่งบนทำเนียบยอดฝีมือที่เจ้าบอกว่ากลัวนักกลัวหนากลับเป็นแม่หนูน้อยตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง”  เซียวเอี๋ยนส่ายศีรษะและเย้าแหย่

 

ใบหน้าของหลินเอี้ยนแดงเรื่อขึ้นเมื่อเขาถูกเซียวเอี๋ยนล้อเลียน  เขาทำเสียงขึ้นจมูกและกล่าว  “มีสัตว์ประหลาดผู้นี้คอยปกป้องเจ้า  เจ้ายังต้องกลัวหลิวชิงอีกหรือ  คนผู้นั้นคงได้แต่วิ่งหนีไปทางอื่นเมื่อเห็นนาง”

 

“ข้ากำลังหวังจะให้แม่เด็กตัวน้อยผู้นี้คอยหนุนหลังข้าหรือ?”  เซียวเอี๋ยนยิ้มและส่ายศีรษะ  ในฐานะบุรุษผู้หนึ่ง  เขาย่อมไม่ปรารถนาที่จะอาศัยชื่อของเด็กหญิงตัวน้อยผู้หนึ่งและเที่ยวเดินกร่างไปทั่วได้อย่างภาคภูมิใจ

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มและตบบ่าของหลินเอี้ยน  เขากำลังจะพูดอะไรเมื่อมีเสียงเคาะประตูรีบเร่งดังขึ้นตรงประตู  ทันใดนั้น  เงาร่างรีบร้อนของมนุษย์ผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาข้างในหลังจากที่เซวี่ยนเอ๋อตอบอนุญาตด้วยเสียงเบาๆ

 

“อาไท่?  มีอะไร?”  เซียวเอี๋ยนเผลอพูดด้วยท่าทางตกใจขณะจ้องมองชายที่กำลังกระหืดกระหอบโผล่พรวดเข้ามา

 

“ฮี่ๆ  หัวหน้า  มีบางอย่างเกี่ยวกับท่าน”  อาไท่ถูศีรษะและกล่าว  “เมื่อวานนี้  ข้ากลับออกไปที่โรงเรียนส่วนนอก  และก็ได้ยินว่ามีคนมีเรื่องด่วนต้องการพบท่าน”

 

“โอ้  เป็นใคร?”  เซียวเอี๋ยนตกใจเล็กน้อยขณะสอบถามด้วยใบหน้าบึ้งตึง

 

“ดูเหมือนว่านางจะชื่อเซียวหยู  นางยังบอกอีกว่านางเป็นญาติผู้พี่ของท่าน”  อาไท่พูด  “ดูจากสีหน้าของนางแล้ว  นางน่าจะมีเรื่องด่วนบางอย่างต้องการรายงานท่าน  โรงเรียนส่วนในไม่อนุญาตให้นักเรียนจากโรงเรียนส่วนนอกเข้ามาได้  ดังนั้นนางจึงขอให้ข้ามาบอกท่านให้เดินทางออกไปพบนางที่โรงเรียนส่วนนอกให้ได้”

 

สีหน้าของเซียวเอี๋ยนแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย  เขารู้จักเซียวหยูเป็นอย่างดี  นางคงไม่ร้อนรนใจหากไม่มีเรื่องใหญ่บางอย่างเกิดขึ้น  อย่างไรก็ตาม  ขณะอาศัยอยู่ที่โรงเรียนส่วนนอก จะเกิดอะไรขึ้นได้กัน?

 

เซียวเอี๋ยนสาวเท้าไปเบื้องหน้าสองก้าว  ในที่สุดจึงอดทนไม่ได้อีกต่อไปขณะหมุนตัวและเดินออกนอกประตูไป  เขาเอ่ยเสียงลึก  “ไปกันเถอะ!”

Comment

Comment:

Tweet

 ขอบคุณครับ

#2 By ตี๋ on 2017-11-04 17:05

จริงๆก็อยากจะให้ศัตรูทั้งหลายของเซียวเอี๋ยนมาเจอตอนเอี๋ยนอยู่กะน้องหนูนี่นะ อยากรู้สีหน้าแต่ละคน555

#1 By viruskei on 2017-10-22 17:56