Fiction

ความเงียบเข้าครอบคลุมภายในห้องเอาไว้อีกคราหนึ่ง  เป็นเวลานานก่อนที่เซียวเอี๋ยนผู้ซึ่งเข้าใจสาเหตุและผลลัพธ์เหล่านี้ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาคราหนึ่ง  น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้มขณะเอ่ยถาม  “พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง?”

 

“พวกเราถูกไล่ล่าไปตลอดทาง  ลำพังกำลังของพวกเรา,  การกำจัดตระกูลเซียวย่อมดำเนินต่อไปได้โดยไม่นอกเหนือจากความคาดหมาย  อย่างไรก็ตาม  โชคดีที่มีกำลังเสริมปรากฏตัวขึ้นในเสี้ยวเวลาวิกฤตซึ่งช่วยรักษาชีวิตของพวกเราที่เหลือเอาไว้”  ความดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดขาวของเซียวลี่ขณะเอ่ยมาถึงจุดนี้

 

“กำลังเสริม?  ยังมีพรรคใดในจักรวรรดิเจียหม่าที่กล้าเป็นปฏิปักษ์กับพรรคเมฆครามอีกหรือ?”  เซียวเอี๋ยนตกใจเมื่อได้ยินเช่นนี้จึงเอ่ยพร้อมใบหน้าบูดบึ้ง

 

“กำลังเสริมปรากฏตัวขึ้นในป่ามืดแห่งหนึ่ง  ตอนแรกพวกเราก็ไม่รู้  คนที่มาเพิ่งเปิดเผยตัวหลังจากที่ขับไล่พวกที่ตามล่าพวกเราไปได้แล้ว  คนผู้นั้นก็เป็นคนที่เจ้ารู้จักดี  ก็คือผู้เฒ่าที่เคยติดตามอยู่ข้างกายเจ้านั่นเอง”

 

“ไห่โป๋ต๋ง?  ผู้เฒ่าไห่?”  เซียวเอี๋ยนตะลึงเล็กน้อย  ใบหน้าของผู้เฒ่าสูงวัยที่มักจะทำสีหน้าเย็นชาและเฉยเมยค่อยๆ ลอยขึ้นมาในใจของเซียวเอี๋ยน  เขาพยักหน้าเมื่อเข้าใจขึ้นมาโดยพลัน  เขาเก็บความสำนึกคุณไว้ในหัวใจ  ความกรุณาที่ไห่โป๋ต๋งลงมือช่วยชีวิตพรรคพวกที่เหลือของตระกูลเซียวนี้ช่างสำคัญนัก  อนาคตข้างหน้า,  เซียวเอี๋ยนจะต้องตอบแทนอีกฝ่ายให้สมกับความกรุณาของเขา

 

“พี่ใหญ่ก็บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน  ทว่าโชคดีที่เขายังรักษาชีวิตไว้ได้ด้วยความช่วยเหลือของผู้เฒ่าท่านนั้น  คนผู้นั้นดูเหมือนจะมีฐานะสูงส่งอยู่ในตระกูลมิเทียร์ยิ่งนัก  ดังนั้น  สมาชิกของตระกูลเซียวที่รอดชีวิตมาได้จึงถูกลอบพาหนีไปภายใต้ความคุ้มครองของพวกเขา,  ไปยังสถานที่ซึ่งพรรคเมฆครามเอื้อมไปไม่ถึง  สัตว์เทพบินที่ข้าขี่มาถึงโรงเรียนเจียหนันนี้ก็หยิบยืมมาจากตระกูลมิเทียร์นั่นเอง  ไม่เช่นนั้น  ด้วยสภาพฐานะการเงินของพวกเราในขณะนี้  ข้าคงได้แต่ใช้สองเท้าเดินทางมาถึงโรงเรียนเจียหนันนั่นเอง”

 

“อย่างไรก็ตาม  เขตมืดแห่งนี้ช่างสมกับเป็นสถานที่ที่อลหม่านวุ่นวายที่สุด  ฮี่ๆ  ในระหว่างนี้ข้าถูกซุ่มโจมตีตั้งหลายหนและแทบจะต้องทิ้งชีวิตน้อยๆ ของข้าเอาไว้ที่นั่น  อาการบาดเจ็บเหล่านี้ก็ได้มาจากเขตมืดนั่นแหละ  คนพวกนั้นช่างชั่วช้าราวกับหมาป่าหิวโซ”

 

เซียวเอี๋ยนกัดฟันแน่น  เขาเองก็เคยประสบกับความอลหม่านวุ่นวายและความกระหายเลือดในเขตมืดมาแล้ว  จึงย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเซียวลี่นี้นับว่าเดินทางมานับหมื่นกิโลเมตร,  ข้ามน้ำข้ามเขามาเพื่อที่จะแจ้งให้เขาทราบถึงความเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงของตระกูลเซียว

 

เซียวลี่ยิ้มขื่นและกล่าว  “ขณะนี้สำนักทหารเหล็กทะเลทรายจบสิ้นลงแล้ว  ตระกูลเซียวยังดีกว่าอยู่บ้าง  อย่างไรก็ตาม  ก็อยู่ในสภาพบอบช้ำ  กำลังของเราไม่เหลือเฉกเช่นเคย  พวกเราต้องแอบใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ  และดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่หน้าประตูมรณะ”

 

เซียวเอี๋ยนกุมแขนเซียวลี่  เขาเอ่ยเบาๆ ด้วยเสียงที่สะกดกลั้นความพยาบาท  “พี่รอง  ข้าจะต้องแก้แค้นชำระหนี้เลือดในครั้งนี้อย่างแน่นอน!”

 

“พวกเราย่อมต้องแก้แค้น  พรรคเมฆครามทำร้ายข่มเหงตระกูลเซียวของพวกเราจนตกอยู่ในสภาพนี้  พวกเราจะไปพบหน้าพวกผู้เฒ่าในปรโลก,  ที่ต่อสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องเราได้อย่างไร  หากเราไม่ฆ่าไอ้สุนัขเฒ่าอวิ๋นซันนั่นเสีย?”  ความอาฆาตฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของเซียวลี่ขณะเอ่ยพร้อมยิ้มดุร้าย  “ตราบใดที่พวกเราสามพี่น้องยังมีชีวิตอยู่  พวกเราจะทำให้พรรคเมฆครามพินาจย่อยยับให้จงได้!”

 

เซียวเอี๋ยนพยักหน้าเงียบๆ  รู้สึกคลายใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย  อย่างน้อยที่สุดก็ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแก่พี่ใหญ่และพี่รอง  เขาไม่กล้าคิดจริงๆ  ว่าตนจะยังคงความมีเหตุผลดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้หรือไม่หากพี่ใหญ่และพี่รองของเขาต้องตายในการโจมตีของพรรคเมฆครามครั้งนี้

 

“ญาติผู้พี่เซียวลี่,  ข้า,... พ่อแม่ของข้ายังอยู่ดีหรือไม่?”  เซียวหยูที่อยู่ด้านข้างพลันเอ่ยขึ้น  น้ำเสียงของนางสั่นเทา

 

“เคะๆ  เซียวหยู  ไม่เห็นเจ้ามาหลายปี,  ยิ่งมาเจ้าก็ยิ่งงามขึ้น...”  ความอาฆาตบนใบหน้าของเซียวลี่หายลับไปในขณะที่จ้องมองเซียวหยูผู้ซึ่งดวงตาแดงก่ำ  เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวขึ้นด้วยท่าทางที่ค่อนข้างกระดากใจ  “ป้าเซียวสบายดี  แต่ทว่าท่านลุงเสียแขนไปข้างหนึ่งในขณะที่เกิดการต่อสู้...”

 

สองตาของเซียวหยูแดงก่ำยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม  โชคดีที่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดซึ่งเซียวหยูคาดคิดเอาไว้มิได้เกิดขึ้น  ดังนั้น  จิตใจที่ขึ้งเครียดจนถึงขีดสุดของนางจึงไม่ล้มครืนลงไปเพราะสิ่งนี้  นางยืนเงียบๆ  อยู่ด้านหนึ่งหลังจากที่พยักหน้าน้อยๆ

 

“พี่รอง  ท่านควรจะพักฟื้นให้หายจากอาการบาดเจ็บเสียก่อน  หนี้เลือดของตระกูลเราจะต้องได้รับการชำระ  ทว่าท่านวางใจได้  ข้าจะไม่ประมาท  เมื่อครู่ข้าก็แค่เลือดขึ้นหน้าเท่านั้นเอง”  เซียวเอี๋ยนหยิบยาอีกเม็ดหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บของและส่งให้แก่เซียวลี่ขณะเอ่ยเบาๆ

 

เซียวลี่รับยาเม็ดนั้นมาและยัดมันเข้าปากไปโดยไม่ลังเลแม้เพียงน้อย  สองตาจ้องมองเซียวเอี๋ยนตรงๆ  และเอ่ยเสียงเข้ม  “ผู้อื่นประมาทได้  ทว่าเจ้าทำไม่ได้  บัดนี้เจ้าเป็นความหวังเดียวของทั้งตระกูลเซียวเรา  เรื่องที่ท่านพ่อหายตัวไปก็ต้องใช้กำลังของเจ้าเช่นกัน  พี่ใหญ่ของเจ้าและข้ามีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์น้อยกว่าเจ้า  พวกเราตายได้  ทว่าเจ้าห้ามตายเด็ดขาด!  หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเจ้า  ตระกูลเซียวก็คงจบสิ้นลงแล้ว!”

 

เซียวเอี๋ยนพยักหน้าน้อยๆ  ขณะยิ้มและตบมือของเซียวลี่  เขาเอ่ยแก่เซียวหยู  “เจ้าช่วยดูแลพี่เซียวลี่ก่อนได้หรือไม่?  ข้ามีเรื่องต้องพูดกับเซวี่ยนเอ๋อ”  ครั้นกล่าวจบ  เขาขยับคางไปทางเซวี่ยนเอ๋อก่อนที่คนทั้งสองจะค่อยๆ ล่าถอยออกจากห้องไป

 

“ช่วยเล่าเรื่องหอเก็บเกี่ยววิญญาณให้ข้ารู้สักหน่อย  ด้วยเบื้องหลังของเจ้า  ข้าคิดว่าเจ้าก็คงจะเคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน”  สีหน้าของเซียวเอี๋ยนแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายเคร่งขรึมอีกคราหนึ่งขณะอยู่บนดาดฟ้า  เขาพูดเสียงเรียบกับเซวี่ยนเอ๋อ

 

“หอเก็บเกี่ยววิญญาณ?  ท่านรู้จักพวกมันได้อย่างไร?”  ใบหน้าของเซวี่ยนเอ๋อพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อนางได้ยินชื่อนี้หลุดออกมาจากปากของเซียวเอี๋ยน

 

“ข้าเคยบังเอิญพบพวกมันมาก่อน  วิธีการจู่โจมของพวกเงาดำที่พี่รองเล่าให้ฟังแทบจะเป็นวิธีเดียวกันกับคนจากหอเก็บเกี่ยววิญญาณ  ข้าคิดว่าพวกมันคงจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน”  เซียวเอี๋ยนโบกมือ  สองตาจ้องมองเซวี่ยนเอ๋อขณะเอ่ยเสียงลึก  “บอกข้า”

 

เซวี่ยนเอ๋อลังเลอยู่เล็กน้อยภายใต้สายตาของเซียวเอี๋ยน  นางยิ้มขื่นออกมาในที่สุดและพยักหน้า  นางเรียบเรียงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหอเก็บเกี่ยววิญญาณในใจก่อนที่จะเอ่ยออกมาช้าๆ  “หอเก็บเกี่ยววิญญาณนี้เป็นองค์กรที่ลึกลับและประหลาดที่สุดในทวีป  สิ่งที่พวกมันมักลงมือกระทำอยู่เสมอก็คือการค้นหาร่างวิญญาณทั่วทวีป  ครั้นแล้ว  พวกมันก็จะจับวิญญาณเหล่านี้ไป  แม้แต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าเหตุใดพวกมันจึงต้องการร่างวิญญาณมากมาย...  องค์กรนี้ปรากฏร่องรอยอยู่ทั่วทวีป  เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าพวกมันจะแทรกซึมเข้าไปถึงประเทศที่มีจารีตประเพณีเช่นจักรวรรดิเจียหม่า”

 

“หอเก็บเกี่ยววิญญาณดำรงอยู่มาเป็นเวลานานมากแล้ว  ดังนั้น  พวกเขาจึงรู้จักความลับมากมายบนทวีป  ข้าคิดว่าเหตุผลหนึ่งที่พวกมันติดตามตระกูลเซียวก็คงเกี่ยวข้องกับหยกเทพเจ้าโถวเสอในมือของพี่เซียวเอี๋ยน”  เซวี่ยนเอ๋อถอนหายใจเบาๆ  นางรีบเล่าต่อไป  “หยกเทพเจ้าโถวเสอชิ้นที่อยู่ในมือของพี่เซียวเอี๋ยนเป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของกุญแจ  ยังมีชิ้นส่วนอื่นๆ เหลือทิ้งไว้ยังที่ต่างๆ ในทวีป  ตระกูลของข้าก็มีชิ้นหนึ่ง  อีกประการหนึ่ง... หอเก็บเกี่ยววิญญาณก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งเช่นกัน”

 

“กุญแจเหล่านี้เก็บงำความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้  ข้าเองก็ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าความลับนี้เกี่ยวพันกับอะไรกันแน่  สิ่งเดียวที่ข้าพอจะบอกพี่เซียวเอี๋ยนได้ก็คือ  ไม่ว่าจะเป็นตระกูลของข้าหรือหอเก็บเกี่ยววิญญาณ  พวกเขาล้วนให้ความสำคัญกับกุญแจเหล่านี้นักหนา  ในอดีต  เพื่อที่จะช่วงชิงกุญแจเหล่านี้,  ตระกูลของข้าต่อสู้กับหอเก็บเกี่ยววิญญาณ  แม้ในที่สุดพวกเราจะมีชัย  พวกเราก็ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ”

 

“บัดนี้เมื่อหอเก็บเกี่ยววิญญาณลงมือโจมตีตระกูลเซียว  ดูเหมือนว่าพวกมันคงจะได้ข่าวเกี่ยวกับกุญแจชิ้นนั้นมาจากที่ไหนสักแห่ง  ไม่เช่นนั้น  ลำพังพลังของตระกูลเซียวย่อมไม่อาจดึงดูดความสนใจพวกมันจนต้องลงมือ  สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือพรรคเมฆครามมาเกี่ยวข้องกับหอเก็บเกี่ยววิญญาณนี้ได้อย่างไร”  เซวี่ยนเอ๋อกล่าวเบาๆ

 

“อย่างไรก็ตาม  ฟังจากสิ่งที่พี่รองเล่ามา,  ผู้เฒ่าที่ชื่อไห่โป๋ต๋งนั้นสามารถขับไล่กลุ่มคนที่ไล่ล่าตระกูลเซียวไปได้  ดูจากสิ่งนี้  คิดว่าหอเก็บเกี่ยววิญญาณคงมิได้ส่งยอดฝีมือที่แท้จริงมา  แน่นอน  ตระกูลของข้าเฝ้าจับตามองการกระทำของพวกมันอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้น  ยอดฝีมือที่แท้จริงของพวกมันจึงไม่อาจไปได้”

 

“กุญแจ  กุญแจ    เป็นกุญแจบ้าๆ นี้อีกแล้ว!”  มือของเซียวเอี๋ยนเผลอกระแทกเข้าใส่กำแพงตรงหน้าขณะเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว

 

“พี่เซียวเอี๋ยน  จำคำพูดที่ข้าเคยบอกท่านเอาไว้เมื่อหนก่อน  ท่านจะต้องไม่บอกผู้ใดเป็นอันขาดว่าหยกเทพเจ้าโถวเสออยู่ในมือของท่าน  อย่าบอกแม้แต่พี่เซียวลี่  ไม่เช่นนั้น  หากเขาเผลอทำข้อมูลหลุดออกไป  หอเก็บเกี่ยววิญญาณก็คงจะต้องไล่ตามท่านไปไม่รู้จบราวกับหนอนที่ชอนไชอยู่ในกระดูกข้อเท้าของท่าน”  เซวี่ยนเอ่อสาวเท้าเข้ามาก้าวหนึ่ง  ร่างอ่อนนุ่มของนางเอนลงซบร่างของเซียวเอี๋ยนขณะลดเสียงลงและพูดกับเขาด้วยท่าทางจริงจัง

 

เซียวเอี๋ยนกัดฟันแน่นและจ้องมองใบหน้างดงามที่อยู่ข้างๆ  เขาดอมดมกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ  ที่ลอยเข้าจมูกขณะสองมือยื่นเข้าสวมกอด,  กระชับดึงเซวี่ยนเอ๋อเข้าสู่อ้อมอกอย่างแรงในพริบตา  เขาไม่อาจปิดซ่อนความรู้สึกผิดในหัวใจต่อหน้าบุคคลที่ใกล้ชิดกับเขาที่สุดได้  น้ำเสียงของเขาแหบพร่าขณะกล่าว  “หากข้าไม่ทำท่าหยิ่งยะโสโอหังแบบเด็กๆ  ในครั้งนั้นและสร้างสัญญาสามปีกับน่าหลันอวิ๋นหลัน  เกรงว่าสิ่งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้นดังที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้  ข้าเองก็คงจะไม่ทำให้ทางบ้านต้องเข้ามาพัวพันจนเกิดความพินาศ  และญาติพี่น้องของข้าก็คงไม่ต้องพลัดพรากจากกัน!”

 

“หากคนผู้หนึ่งไม่ทำตัวโง่เขลาเสียบ้าง  วัยหนุ่มสาวก็คงสูญเปล่า  พี่เซียวเอี๋ยน  ท่านไม่ผิด”  พวงแก้มอ่อนนุ่มของเซวี่ยนเอ๋อแนบซบอยู่บนสองบ่าของเซียวเอี๋ยนขณะที่นางเอ่ยตอบอย่างอ่อนโยน  “ทรัพย์สมบัติย่อมนำมาซึ่งความละโมบและอันตราย  แม้พี่เซียวเอี๋ยนจะไม่มีข้อบาดหมางกับพรรคเมฆคราม  ไม่ช้าก็เร็วหอเก็บเกี่ยววิญญาณนั้นก็คงต้องมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลเซียว  ยิ่งไปกว่านั้น  ด้วยความโหดเหี้ยมของพวกมัน,  พวกมันคงจะต้องกำจัดทุกคน  ถึงเวลานั้น  ตระกูลเซียวก็คงต้องสูญเสียใหญ่หลวงหรือถูกทำลายจนย่อยยับ”

 

“สิ่งเดียวที่ท่านจะสามารถทำได้ในเวลานี้ก็